เสียงกลองจากป่าช้า
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีป่าช้าเก่าตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านเชื่อกันว่าหลังเที่ยงคืนจะมีเสียงกลองดังออกมาจากด้านใน
คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยมีวงปี่พาทย์มาเล่นในงานศพ แต่ระหว่างพิธีมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้นักดนตรีทุกคนเสียชีวิตอย่างปริศนา
นับตั้งแต่นั้นมา ทุกคืนวันพระจะมีเสียงกลองดังขึ้นเอง
เอก ชายหนุ่มจากกรุงเทพฯ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดหลังจากไม่ได้กลับมาหลายปี
คืนหนึ่ง เขานั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนอยู่หน้าบ้านจนดึก
ประมาณตีหนึ่ง เสียงกลองก็ดังขึ้นมาจากท้ายหมู่บ้าน
ตุ้ม... ตุ้ม... ตุ้ม...
เพื่อนของเขารีบเก็บของและขอตัวกลับบ้านทันที
แต่เอกกลับหัวเราะ
“เสียงกลองอะไร คนคงเปิดเพลงกันแหละ”
เขาหยิบโทรศัพท์และเดินตามเสียงไปยังป่าช้า
เมื่อไปถึง เขาพบแสงไฟสีส้มสว่างอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขาสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และกำลังบรรเลงดนตรีไทย
เอกเดินเข้าไปใกล้และถามว่า
“มาจัดงานอะไรกันครับ”
ไม่มีใครตอบ
ชายคนหนึ่งที่นั่งตีกลองเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะพูดว่า
“มานั่งก่อนสิ กำลังขาดคนดู”
เอกนั่งลงอย่างไม่คิดอะไร
ดนตรีบรรเลงต่อไปเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มรู้สึกแปลก เพราะไม่มีใครในวงกะพริบตาเลยแม้แต่คนเดียว
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอ
แต่ในหน้าจอกลับเห็นว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่มีใบหน้า
มีเพียงความมืดดำอยู่บนหัว
เอกตกใจจนโทรศัพท์หล่น
ทันใดนั้น เสียงกลองก็หยุดลง
ชายตีกลองลุกขึ้นเดินมาหาเขา
“ถึงคิวเอ็งแล้ว”
เอกถามเสียงสั่นว่า คิวอะไร
ชายคนนั้นยิ้มและชี้ไปยังหลุมศพหลุมหนึ่ง
“เอ็งต้องเล่นแทนคนที่ขาดไป”
เอกหันไปมองตาม
บนป้ายหลุมศพมีชื่อของเขาเอง
พร้อมวันที่เสียชีวิตเป็นวันเดียวกับคืนนี้
เขารีบวิ่งหนีออกจากป่าช้า เสียงกลองดังไล่หลังมาติด ๆ
ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง
แม่ฟังจบก็ร้องไห้ ก่อนจะบอกว่า
“ลูก... เอ็งหายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ”
เอกส่ายหน้าและบอกว่าเพิ่งกลับมาจากป่าช้า
แม่จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพจากกล้องหน้าบ้าน
ในภาพ เอกเดินออกจากบ้านไปตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน
แต่หลังจากนั้นไม่มีภาพที่เขาเดินกลับเข้ามาอีกเลย
แม่กอดเขาร้องไห้และบอกว่า
“แม่ไปตามหาลูกทั้งคืน แต่เจอแค่รองเท้าอยู่หน้าป่าช้า”
เอกค่อย ๆ ก้มลงมองเท้าตัวเอง
เขาเพิ่งสังเกตว่าเท้าทั้งสองข้างเปื้อนดินและมีรากไม้พันอยู่
จากนั้นเสียงกลองก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ตุ้ม... ตุ้ม... ตุ้ม...
เอกหันไปมองหน้าต่าง
มีชายกลุ่มเดิมยืนเรียงกันอยู่ด้านนอก
ชายตีกลองยกมือเรียกเขา
“กลับมาได้แล้ว... วงเรายังเล่นไม่จบ”
เสียงกลองจากป่าช้า
ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีป่าช้าเก่าตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านเชื่อกันว่าหลังเที่ยงคืนจะมีเสียงกลองดังออกมาจากด้านใน
คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยมีวงปี่พาทย์มาเล่นในงานศพ แต่ระหว่างพิธีมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้นักดนตรีทุกคนเสียชีวิตอย่างปริศนา
นับตั้งแต่นั้นมา ทุกคืนวันพระจะมีเสียงกลองดังขึ้นเอง
เอก ชายหนุ่มจากกรุงเทพฯ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดหลังจากไม่ได้กลับมาหลายปี
คืนหนึ่ง เขานั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนอยู่หน้าบ้านจนดึก
ประมาณตีหนึ่ง เสียงกลองก็ดังขึ้นมาจากท้ายหมู่บ้าน
ตุ้ม... ตุ้ม... ตุ้ม...
เพื่อนของเขารีบเก็บของและขอตัวกลับบ้านทันที
แต่เอกกลับหัวเราะ
“เสียงกลองอะไร คนคงเปิดเพลงกันแหละ”
เขาหยิบโทรศัพท์และเดินตามเสียงไปยังป่าช้า
เมื่อไปถึง เขาพบแสงไฟสีส้มสว่างอยู่หลังต้นไม้ใหญ่
มีผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเขาสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และกำลังบรรเลงดนตรีไทย
เอกเดินเข้าไปใกล้และถามว่า
“มาจัดงานอะไรกันครับ”
ไม่มีใครตอบ
ชายคนหนึ่งที่นั่งตีกลองเงยหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะพูดว่า
“มานั่งก่อนสิ กำลังขาดคนดู”
เอกนั่งลงอย่างไม่คิดอะไร
ดนตรีบรรเลงต่อไปเรื่อย ๆ จนเขาเริ่มรู้สึกแปลก เพราะไม่มีใครในวงกะพริบตาเลยแม้แต่คนเดียว
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอ
แต่ในหน้าจอกลับเห็นว่าทุกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่มีใบหน้า
มีเพียงความมืดดำอยู่บนหัว
เอกตกใจจนโทรศัพท์หล่น
ทันใดนั้น เสียงกลองก็หยุดลง
ชายตีกลองลุกขึ้นเดินมาหาเขา
“ถึงคิวเอ็งแล้ว”
เอกถามเสียงสั่นว่า คิวอะไร
ชายคนนั้นยิ้มและชี้ไปยังหลุมศพหลุมหนึ่ง
“เอ็งต้องเล่นแทนคนที่ขาดไป”
เอกหันไปมองตาม
บนป้ายหลุมศพมีชื่อของเขาเอง
พร้อมวันที่เสียชีวิตเป็นวันเดียวกับคืนนี้
เขารีบวิ่งหนีออกจากป่าช้า เสียงกลองดังไล่หลังมาติด ๆ
ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง
แม่ฟังจบก็ร้องไห้ ก่อนจะบอกว่า
“ลูก... เอ็งหายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ”
เอกส่ายหน้าและบอกว่าเพิ่งกลับมาจากป่าช้า
แม่จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพจากกล้องหน้าบ้าน
ในภาพ เอกเดินออกจากบ้านไปตั้งแต่เวลาเที่ยงคืน
แต่หลังจากนั้นไม่มีภาพที่เขาเดินกลับเข้ามาอีกเลย
แม่กอดเขาร้องไห้และบอกว่า
“แม่ไปตามหาลูกทั้งคืน แต่เจอแค่รองเท้าอยู่หน้าป่าช้า”
เอกค่อย ๆ ก้มลงมองเท้าตัวเอง
เขาเพิ่งสังเกตว่าเท้าทั้งสองข้างเปื้อนดินและมีรากไม้พันอยู่
จากนั้นเสียงกลองก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ตุ้ม... ตุ้ม... ตุ้ม...
เอกหันไปมองหน้าต่าง
มีชายกลุ่มเดิมยืนเรียงกันอยู่ด้านนอก
ชายตีกลองยกมือเรียกเขา
“กลับมาได้แล้ว... วงเรายังเล่นไม่จบ”