คนเฝ้าศาลกลางป่า
ชายชื่อเดชรับจ้างตัดไม้ในป่าห่างไกลจากหมู่บ้าน วันหนึ่งหัวหน้าคนงานสั่งให้เขาไปเฝ้าเครื่องจักรที่จุดพักกลางป่าเป็นเวลาสามคืน
ก่อนออกเดินทาง เพื่อนร่วมงานเตือนว่า
“ถ้าเห็นศาลไม้เก่าอยู่กลางทาง อย่าเดินเข้าไปใกล้ และอย่าหยิบของที่วางอยู่ในศาลกลับมาเด็ดขาด”
เดชหัวเราะ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องหลอกเด็ก
เมื่อเดินทางไปถึงจุดพัก เขาพบศาลไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ มีตุ๊กตาดินปั้นและพวงมาลัยแห้งวางอยู่เต็มไปหมด
สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือมีข้าวสวยหนึ่งจานวางอยู่หน้าศาล ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีบ้านคนอยู่เลย
คืนแรกผ่านไปอย่างเงียบสงบ
คืนที่สอง ขณะที่เดชนั่งเฝ้าเครื่องจักร เขาได้ยินเสียงคนเดินอยู่รอบเต็นท์
เสียงนั้นเดินวนอยู่หลายรอบ ก่อนจะหยุดตรงหน้าประตู
มีเสียงชายแก่ถามว่า
“เห็นเด็กของกูไหม”
เดชตอบว่าไม่เห็น
เสียงนั้นจึงถามซ้ำ
“แล้วทำไมเอ็งถึงเอามันไป”
เดชเริ่มกลัวและหยิบไฟฉายส่องออกไป
แต่ไม่มีใครอยู่
เช้าวันต่อมา เขาพบตุ๊กตาดินปั้นตัวหนึ่งวางอยู่หน้าประตูเต็นท์
ตุ๊กตาตัวนั้นมีใบหน้าเหมือนเขาอย่างน่าประหลาด
เดชรีบเก็บของและเตรียมกลับ แต่หัวหน้าคนงานโทรมาบอกให้เขาอยู่ต่ออีกคืน เพราะงานยังไม่เสร็จ
คืนนั้นเขาไม่กล้านอน จึงเดินไปนั่งใกล้ศาลไม้
เมื่อมองเข้าไปในศาล เขาพบตุ๊กตาเด็กตัวเล็ก ๆ วางอยู่ตรงกลาง
มันสวมเสื้อเหมือนกับเสื้อที่เขาใส่อยู่
เดชรู้สึกขนลุก แต่ด้วยความโมโหและหวาดกลัว เขาจึงหยิบตุ๊กตาตัวนั้นออกมาโยนทิ้ง
ทันใดนั้นเสียงเด็กก็ร้องไห้ดังขึ้นจากในป่า
“พ่อ... พ่อเอาหนูคืนมา”
เดชรีบวิ่งกลับเต็นท์
แต่เสียงร้องไห้ยังดังตามมาเรื่อย ๆ
เขาจึงตะโกนว่า
“ฉันไม่ใช่พ่อแก!”
เสียงนั้นหยุดลง
แล้วมีเสียงชายแก่ตอบกลับมาจากด้านหลัง
“แต่เอ็งเป็นคนเอาลูกกูไปฝังไว้เอง”
เดชตัวชา
ภาพความทรงจำบางอย่างค่อย ๆ กลับมา
เมื่อสิบปีก่อน เขาเคยขับรถชนเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตบนถนนในป่า แล้วหนีออกมาโดยไม่แจ้งตำรวจ
ไม่มีใครเคยรู้เรื่องนั้น
เขาเดินกลับไปที่ศาลด้วยขาสั่น ๆ
ตุ๊กตาที่เขาโยนทิ้งกลับมาวางอยู่ตรงกลางศาลอีกครั้ง
ข้าง ๆ มีรูปถ่ายเก่าใบหนึ่ง
เป็นภาพเด็กผู้ชายกำลังยืนจับมือกับเดช
เขาจำได้ทันทีว่าเด็กคนนั้นคือคนที่เขาเคยชน
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังมาจากด้านหลัง
“พ่อครับ... ผมรอมานานแล้ว”
เดชหันกลับไป
เด็กชายยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าซีดขาว ดวงตามีเลือดไหล และมีรอยแผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ
เด็กยื่นมือมาให้
“กลับบ้านกับผมนะครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น คนงานพบเต็นท์ของเดชว่างเปล่า
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยเท้าเดินออกจากป่า
มีเพียงตุ๊กตาดินปั้นสองตัววางอยู่ในศาล
ตัวหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย
อีกตัวหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน
ทั้งสองตัวยืนจับมือกัน
และทุกคืนหลังจากนั้น ชาวบ้านที่เดินผ่านศาลจะได้ยินเสียงเด็กพูดว่า
“พ่อครับ... คราวนี้เราได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ”
คนเฝ้าศาลกลางป่า
ชายชื่อเดชรับจ้างตัดไม้ในป่าห่างไกลจากหมู่บ้าน วันหนึ่งหัวหน้าคนงานสั่งให้เขาไปเฝ้าเครื่องจักรที่จุดพักกลางป่าเป็นเวลาสามคืน
ก่อนออกเดินทาง เพื่อนร่วมงานเตือนว่า
“ถ้าเห็นศาลไม้เก่าอยู่กลางทาง อย่าเดินเข้าไปใกล้ และอย่าหยิบของที่วางอยู่ในศาลกลับมาเด็ดขาด”
เดชหัวเราะ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องหลอกเด็ก
เมื่อเดินทางไปถึงจุดพัก เขาพบศาลไม้เล็ก ๆ ตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ มีตุ๊กตาดินปั้นและพวงมาลัยแห้งวางอยู่เต็มไปหมด
สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาคือมีข้าวสวยหนึ่งจานวางอยู่หน้าศาล ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีบ้านคนอยู่เลย
คืนแรกผ่านไปอย่างเงียบสงบ
คืนที่สอง ขณะที่เดชนั่งเฝ้าเครื่องจักร เขาได้ยินเสียงคนเดินอยู่รอบเต็นท์
เสียงนั้นเดินวนอยู่หลายรอบ ก่อนจะหยุดตรงหน้าประตู
มีเสียงชายแก่ถามว่า
“เห็นเด็กของกูไหม”
เดชตอบว่าไม่เห็น
เสียงนั้นจึงถามซ้ำ
“แล้วทำไมเอ็งถึงเอามันไป”
เดชเริ่มกลัวและหยิบไฟฉายส่องออกไป
แต่ไม่มีใครอยู่
เช้าวันต่อมา เขาพบตุ๊กตาดินปั้นตัวหนึ่งวางอยู่หน้าประตูเต็นท์
ตุ๊กตาตัวนั้นมีใบหน้าเหมือนเขาอย่างน่าประหลาด
เดชรีบเก็บของและเตรียมกลับ แต่หัวหน้าคนงานโทรมาบอกให้เขาอยู่ต่ออีกคืน เพราะงานยังไม่เสร็จ
คืนนั้นเขาไม่กล้านอน จึงเดินไปนั่งใกล้ศาลไม้
เมื่อมองเข้าไปในศาล เขาพบตุ๊กตาเด็กตัวเล็ก ๆ วางอยู่ตรงกลาง
มันสวมเสื้อเหมือนกับเสื้อที่เขาใส่อยู่
เดชรู้สึกขนลุก แต่ด้วยความโมโหและหวาดกลัว เขาจึงหยิบตุ๊กตาตัวนั้นออกมาโยนทิ้ง
ทันใดนั้นเสียงเด็กก็ร้องไห้ดังขึ้นจากในป่า
“พ่อ... พ่อเอาหนูคืนมา”
เดชรีบวิ่งกลับเต็นท์
แต่เสียงร้องไห้ยังดังตามมาเรื่อย ๆ
เขาจึงตะโกนว่า
“ฉันไม่ใช่พ่อแก!”
เสียงนั้นหยุดลง
แล้วมีเสียงชายแก่ตอบกลับมาจากด้านหลัง
“แต่เอ็งเป็นคนเอาลูกกูไปฝังไว้เอง”
เดชตัวชา
ภาพความทรงจำบางอย่างค่อย ๆ กลับมา
เมื่อสิบปีก่อน เขาเคยขับรถชนเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตบนถนนในป่า แล้วหนีออกมาโดยไม่แจ้งตำรวจ
ไม่มีใครเคยรู้เรื่องนั้น
เขาเดินกลับไปที่ศาลด้วยขาสั่น ๆ
ตุ๊กตาที่เขาโยนทิ้งกลับมาวางอยู่ตรงกลางศาลอีกครั้ง
ข้าง ๆ มีรูปถ่ายเก่าใบหนึ่ง
เป็นภาพเด็กผู้ชายกำลังยืนจับมือกับเดช
เขาจำได้ทันทีว่าเด็กคนนั้นคือคนที่เขาเคยชน
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังมาจากด้านหลัง
“พ่อครับ... ผมรอมานานแล้ว”
เดชหันกลับไป
เด็กชายยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าซีดขาว ดวงตามีเลือดไหล และมีรอยแผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ
เด็กยื่นมือมาให้
“กลับบ้านกับผมนะครับ”
เช้าวันรุ่งขึ้น คนงานพบเต็นท์ของเดชว่างเปล่า
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยเท้าเดินออกจากป่า
มีเพียงตุ๊กตาดินปั้นสองตัววางอยู่ในศาล
ตัวหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย
อีกตัวหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน
ทั้งสองตัวยืนจับมือกัน
และทุกคืนหลังจากนั้น ชาวบ้านที่เดินผ่านศาลจะได้ยินเสียงเด็กพูดว่า
“พ่อครับ... คราวนี้เราได้อยู่ด้วยกันแล้วนะ”