ผมชื่อภพ ทำงานเป็นพนักงานขับรถทัวร์ระหว่างจังหวัดมานานกว่าสิบปี
ผมเคยขับรถผ่านถนนเปลี่ยวตอนกลางคืนมานับไม่ถ้วน เคยเจออุบัติเหตุ เคยเห็นศพริมทาง และเคยได้ยินเรื่องผีจากเพื่อนร่วมงานมากมาย
แต่ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนั้นเลย จนกระทั่งคืนหนึ่งในช่วงฤดูฝน
คืนนั้นผมขับรถเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีตอนสี่ทุ่ม รถมีผู้โดยสารเพียงหกคน ทั้งหมดนั่งกระจายกันอยู่ท้ายรถ
เมื่อถึงป้ายพักรถแห่งหนึ่งกลางทาง ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้หลังคาป้าย
เธอสวมชุดนักเรียนเก่า ๆ เปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า
ผมชะลอรถเพราะคิดว่าเป็นเด็กที่ตกค้าง แต่เมื่อเปิดประตู เธอก็เดินขึ้นมาเงียบ ๆ
“ไปไหนครับ” ผมถาม
เธอไม่ตอบ เพียงยื่นธนบัตรเปียก ๆ มาให้หนึ่งใบ แล้วเดินไปนั่งเบาะแถวสุดท้าย
ผมมองกระจกเห็นเธอนั่งก้มหน้า ผมยาวปิดบังใบหน้าเกือบทั้งหมด
รถออกเดินทางต่อ
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ผมได้ยินเสียงผู้โดยสารคนหนึ่งพูดขึ้นจากด้านหลัง
“พี่ครับ... รถพี่รับใครขึ้นมาหรือเปล่า”
ผมตอบว่า “เด็กนักเรียนคนหนึ่ง ทำไมเหรอ”
ผู้โดยสารคนนั้นหน้าซีด เขารีบเดินมาหาผมแล้วกระซิบว่า
“พี่ต้องจอดรถเดี๋ยวนี้นะครับ ผมเคยเห็นรูปเด็กคนนี้”
ผมถามว่ารูปอะไร
เขาบอกว่าเมื่อห้าปีก่อน มีเด็กนักเรียนหญิงถูกรถทัวร์ชนเสียชีวิตตรงป้ายพักรถแห่งนั้น เธอกำลังจะกลับบ้าน แต่รถเที่ยวสุดท้ายไม่จอดรับ จึงเดินลงถนนเพื่อโบกรถอีกคัน
ผมขนลุกซู่ แต่ยังพยายามคิดว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญ
จนกระทั่งเสียงจากระบบประกาศบนรถดังขึ้นเอง
“ผู้โดยสารที่นั่งแถวสุดท้าย กรุณาเตรียมลงป้ายถัดไปค่ะ”
ผมไม่ได้แตะระบบประกาศเลย
ผู้โดยสารทั้งคันเริ่มร้องด้วยความตกใจ
ผมมองกระจกหลังอีกครั้ง
เบาะแถวสุดท้ายว่างเปล่า
แต่มีรอยน้ำเปียกเป็นทางยาวจากเบาะนั้น ไล่มาจนถึงหลังคนขับ
ผมรีบเหยียบคันเร่ง หวังจะไปให้ถึงสถานีโดยเร็วที่สุด
ทันใดนั้น เสียงเคาะกระจกด้านข้างก็ดังขึ้น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ผมหันไปมอง
เด็กนักเรียนคนนั้นกำลังเดินอยู่ข้างรถ ทั้งที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง
เธอหันหน้ามาทางผม แล้วพูดผ่านกระจกที่ปิดสนิท
“พี่คะ... หนูจะกลับบ้าน”
ผมแทบเสียการควบคุมรถ
เมื่อถึงสถานี ผมรีบแจ้งเจ้าหน้าที่และขอดูกล้องวงจรปิดบนรถ
ในภาพบันทึก ผู้โดยสารห้าคนเดินขึ้นรถตามปกติ แต่ไม่มีภาพของเด็กนักเรียนคนที่ผมรับขึ้นมาเลย
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกลับขมวดคิ้วแล้วพูดว่า
“เดี๋ยวนะพี่ภพ... เที่ยวนี้มีผู้โดยสารหกคนไม่ใช่เหรอครับ”
ผมพยักหน้า
เขานับคนในภาพทีละคน ก่อนจะหันมามองผมด้วยสีหน้าประหลาด
“มีแค่ห้าคนครับพี่”
ผมยืนยันว่ามีหกคน แต่เขากลับเปิดภาพจากกล้องหน้ารถให้ดู
ในภาพ ผมเห็นตัวเองกำลังขับรถตามปกติ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ
ตลอดทางตั้งแต่ออกจากสถานีจนถึงปลายทาง
ผมไม่ได้จับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้าง
มือข้างหนึ่งของผมกำลังจับมือของใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับ
เป็นมือซีดขาว เปียกโชก และมีคราบเลือดติดอยู่
เสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากลำโพงคอมพิวเตอร์
“ขอบคุณนะคะพี่... ที่พาหนูกลับบ้าน”
หลังจากคืนนั้น ผมลาออกจากงานขับรถทัวร์ทันที
แต่สิ่งที่ผมยังไม่เข้าใจคือ ทุกคืนเวลา 22.00 น. โทรศัพท์ของผมจะมีสายเรียกเข้าเบอร์เดิม
เมื่อรับสาย ผมจะได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงพูดประโยคเดิมเสมอ
“พี่คะ... คืนนี้หนูต้องกลับบ้านอีกแล้ว พี่มารับหนูได้ไหม”
และทุกครั้งที่ผมวางสาย
จะมีเสียงเคาะดังขึ้นจากกระจกหน้าบ้าน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
.
.
.
รถทัวร์เที่ยวสุดท้าย
ผมเคยขับรถผ่านถนนเปลี่ยวตอนกลางคืนมานับไม่ถ้วน เคยเจออุบัติเหตุ เคยเห็นศพริมทาง และเคยได้ยินเรื่องผีจากเพื่อนร่วมงานมากมาย
แต่ผมไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนั้นเลย จนกระทั่งคืนหนึ่งในช่วงฤดูฝน
คืนนั้นผมขับรถเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีตอนสี่ทุ่ม รถมีผู้โดยสารเพียงหกคน ทั้งหมดนั่งกระจายกันอยู่ท้ายรถ
เมื่อถึงป้ายพักรถแห่งหนึ่งกลางทาง ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้หลังคาป้าย
เธอสวมชุดนักเรียนเก่า ๆ เปียกโชกตั้งแต่หัวจรดเท้า
ผมชะลอรถเพราะคิดว่าเป็นเด็กที่ตกค้าง แต่เมื่อเปิดประตู เธอก็เดินขึ้นมาเงียบ ๆ
“ไปไหนครับ” ผมถาม
เธอไม่ตอบ เพียงยื่นธนบัตรเปียก ๆ มาให้หนึ่งใบ แล้วเดินไปนั่งเบาะแถวสุดท้าย
ผมมองกระจกเห็นเธอนั่งก้มหน้า ผมยาวปิดบังใบหน้าเกือบทั้งหมด
รถออกเดินทางต่อ
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ผมได้ยินเสียงผู้โดยสารคนหนึ่งพูดขึ้นจากด้านหลัง
“พี่ครับ... รถพี่รับใครขึ้นมาหรือเปล่า”
ผมตอบว่า “เด็กนักเรียนคนหนึ่ง ทำไมเหรอ”
ผู้โดยสารคนนั้นหน้าซีด เขารีบเดินมาหาผมแล้วกระซิบว่า
“พี่ต้องจอดรถเดี๋ยวนี้นะครับ ผมเคยเห็นรูปเด็กคนนี้”
ผมถามว่ารูปอะไร
เขาบอกว่าเมื่อห้าปีก่อน มีเด็กนักเรียนหญิงถูกรถทัวร์ชนเสียชีวิตตรงป้ายพักรถแห่งนั้น เธอกำลังจะกลับบ้าน แต่รถเที่ยวสุดท้ายไม่จอดรับ จึงเดินลงถนนเพื่อโบกรถอีกคัน
ผมขนลุกซู่ แต่ยังพยายามคิดว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญ
จนกระทั่งเสียงจากระบบประกาศบนรถดังขึ้นเอง
“ผู้โดยสารที่นั่งแถวสุดท้าย กรุณาเตรียมลงป้ายถัดไปค่ะ”
ผมไม่ได้แตะระบบประกาศเลย
ผู้โดยสารทั้งคันเริ่มร้องด้วยความตกใจ
ผมมองกระจกหลังอีกครั้ง
เบาะแถวสุดท้ายว่างเปล่า
แต่มีรอยน้ำเปียกเป็นทางยาวจากเบาะนั้น ไล่มาจนถึงหลังคนขับ
ผมรีบเหยียบคันเร่ง หวังจะไปให้ถึงสถานีโดยเร็วที่สุด
ทันใดนั้น เสียงเคาะกระจกด้านข้างก็ดังขึ้น
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
ผมหันไปมอง
เด็กนักเรียนคนนั้นกำลังเดินอยู่ข้างรถ ทั้งที่รถกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง
เธอหันหน้ามาทางผม แล้วพูดผ่านกระจกที่ปิดสนิท
“พี่คะ... หนูจะกลับบ้าน”
ผมแทบเสียการควบคุมรถ
เมื่อถึงสถานี ผมรีบแจ้งเจ้าหน้าที่และขอดูกล้องวงจรปิดบนรถ
ในภาพบันทึก ผู้โดยสารห้าคนเดินขึ้นรถตามปกติ แต่ไม่มีภาพของเด็กนักเรียนคนที่ผมรับขึ้นมาเลย
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกลับขมวดคิ้วแล้วพูดว่า
“เดี๋ยวนะพี่ภพ... เที่ยวนี้มีผู้โดยสารหกคนไม่ใช่เหรอครับ”
ผมพยักหน้า
เขานับคนในภาพทีละคน ก่อนจะหันมามองผมด้วยสีหน้าประหลาด
“มีแค่ห้าคนครับพี่”
ผมยืนยันว่ามีหกคน แต่เขากลับเปิดภาพจากกล้องหน้ารถให้ดู
ในภาพ ผมเห็นตัวเองกำลังขับรถตามปกติ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ
ตลอดทางตั้งแต่ออกจากสถานีจนถึงปลายทาง
ผมไม่ได้จับพวงมาลัยด้วยมือทั้งสองข้าง
มือข้างหนึ่งของผมกำลังจับมือของใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างคนขับ
เป็นมือซีดขาว เปียกโชก และมีคราบเลือดติดอยู่
เสียงของเด็กผู้หญิงดังขึ้นจากลำโพงคอมพิวเตอร์
“ขอบคุณนะคะพี่... ที่พาหนูกลับบ้าน”
หลังจากคืนนั้น ผมลาออกจากงานขับรถทัวร์ทันที
แต่สิ่งที่ผมยังไม่เข้าใจคือ ทุกคืนเวลา 22.00 น. โทรศัพท์ของผมจะมีสายเรียกเข้าเบอร์เดิม
เมื่อรับสาย ผมจะได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงพูดประโยคเดิมเสมอ
“พี่คะ... คืนนี้หนูต้องกลับบ้านอีกแล้ว พี่มารับหนูได้ไหม”
และทุกครั้งที่ผมวางสาย
จะมีเสียงเคาะดังขึ้นจากกระจกหน้าบ้าน
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
.
.
.