เอกเป็นพนักงานส่งของที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งสินค้าให้ร้านค้าในต่างอำเภอเป็นประจำ
เส้นทางที่เขาใช้บ่อยที่สุดเป็นถนนสายเก่าที่ตัดผ่านทุ่งนาและป่ายูคาลิปตัส ช่วงกลางวันมีรถวิ่งผ่านอยู่บ้าง แต่หลังเที่ยงคืนแทบไม่มีใครใช้เส้นทางนี้
เพื่อนร่วมงานเคยเตือนเขาว่า
“ถ้าเจอผู้หญิงยืนโบกรถตอนตีสาม อย่าจอดเด็ดขาด”
เอกหัวเราะทุกครั้งที่ได้ยิน เพราะเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องแต่งของคนขับรถกลางคืน
จนกระทั่งคืนวันศุกร์คืนหนึ่ง
เอกส่งของเสร็จช้ากว่าปกติ ตอนที่ขี่รถกลับบ้านก็เป็นเวลาตีสองสี่สิบห้า
ระหว่างทาง ฝนเริ่มตกปรอย ๆ และหมอกลงหนาจนมองเห็นถนนได้ไม่ไกล
เมื่อขี่มาถึงโค้งหน้าป่ายูคาลิปตัส เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง
เธอสวมเสื้อแขนยาวสีขาว กระโปรงยาวเปียกโชก และยกมือขึ้นโบกรถ
เอกชะลอความเร็ว
ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ก่อนพูดว่า
“พี่คะ ช่วยไปส่งหนูหน่อยได้ไหมคะ บ้านอยู่ข้างหน้าเอง”
เอกมองนาฬิกา
02:58 น.
เขานึกถึงคำเตือนของเพื่อน แต่เมื่อเห็นผู้หญิงยืนตัวสั่นท่ามกลางฝน ก็อดสงสารไม่ได้
“ขึ้นมาเลยครับ”
เธอนั่งซ้อนท้ายโดยไม่พูดอะไร
เอกขี่รถต่อไปประมาณห้านาที จึงถามว่า
“น้องจะลงตรงไหนครับ?”
ไม่มีเสียงตอบ
เขาถามซ้ำ
“น้องครับ ได้ยินไหม?”
ผู้หญิงตอบเบา ๆ
“ตรงโค้งข้างหน้าค่ะ”
เอกพยักหน้าแล้วขี่ต่อ
แต่ยิ่งขี่ไป เขากลับรู้สึกว่ารถหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีคนนั่งซ้อนท้ายมากกว่าหนึ่งคน
เขาพยายามไม่คิดมาก
จนกระทั่งมองกระจกข้าง
ภาพที่สะท้อนกลับมาทำให้เขาแทบเสียหลัก
ผู้หญิงที่นั่งซ้อนท้ายไม่มีใบหน้า
มีเพียงผมยาวเปียกชุ่มปิดลงมาจนถึงหน้าอก
เอกรีบหันกลับไปมอง
เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
เสียงของเธอดังขึ้นใกล้หู
เอกไม่ตอบ เขาเร่งเครื่องเต็มกำลัง
แต่รถกลับวิ่งช้าลงอย่างผิดปกติ
ทันใดนั้น ผู้หญิงก็เอามือเย็นเฉียบมาจับไหล่เขา
“พี่คะ...พี่เห็นหน้าหนูหรือยัง?”
เอกส่ายหน้า
“ยังครับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ
“งั้นอย่าหันมานะคะ”
เอกกัดฟันขี่รถต่อจนถึงปั๊มน้ำมันที่ยังเปิดอยู่ เขารีบจอดรถแล้ววิ่งเข้าไปหาพนักงาน
“ช่วยด้วยครับ มีคนตามผมมา!”
พนักงานมองเขาด้วยความตกใจ
“ใครครับ?”
เอกหันไปชี้รถมอเตอร์ไซค์
แต่เบาะหลังว่างเปล่า
เขาทรุดลงนั่งและเล่าเรื่องทั้งหมดให้พนักงานฟัง
พนักงานนิ่งไป ก่อนถามว่า
“ผู้หญิงที่ใส่ชุดสีขาวใช่ไหมครับ?”
เอกพยักหน้า
พนักงานจึงเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน มีหญิงสาวคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตตรงโค้งนั้น ในคืนฝนตกเวลาใกล้เคียงกัน
ตั้งแต่นั้นมา คนขับรถกลางคืนหลายคนอ้างว่าเคยพบหญิงสาวโบกรถอยู่ริมทาง
เอกตัดสินใจพักอยู่ที่ปั๊มจนถึงเช้า
ก่อนกลับ เขาสังเกตเห็นรอยมือเปียกน้ำสองข้างอยู่บนเบาะหลัง
ทั้งที่ฝนไม่ได้ตกลงมาบนรถ
เขารีบกลับบ้านและคิดว่าจะไม่ขี่รถผ่านเส้นทางนั้นอีก
แต่คืนถัดมา โทรศัพท์ของเขากลับมีข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก
ข้อความเขียนว่า
“เมื่อคืนขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
เอกตัวชา
เขาพิมพ์ถามกลับไปว่า
“คุณเป็นใคร?”
อีกฝ่ายตอบทันที
“คนที่นั่งซ้อนท้ายพี่เมื่อคืนไงคะ”
เอกรีบปิดโทรศัพท์
แต่ข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้น
“พี่คะ หนูลืมของไว้”
ตามด้วยรูปถ่ายหนึ่งใบ
เป็นภาพเบาะหลังมอเตอร์ไซค์ของเขา
และมีผู้หญิงชุดขาวนั่งอยู่ตรงนั้น
ครั้งนี้เธอเงยหน้าขึ้นแล้ว
ใบหน้าของเธอซีดขาว ดวงตาดำสนิท และริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ
ข้อความสุดท้ายปรากฏขึ้น
“คืนนี้มารับหนูอีกนะคะ”
เอกรีบเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์และเลิกงานส่งของกลางคืน
หลายเดือนผ่านไป เขาคิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว
จนคืนหนึ่ง ขณะที่กำลังนอนอยู่ในห้อง เขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังมาจากหน้าบ้าน
ตามด้วยเสียงผู้หญิงเรียก
“พี่เอก...”
เขาค่อย ๆ เดินไปดูที่หน้าต่าง
มีผู้หญิงชุดขาวยืนอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของเขา
เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่าง แล้วพูดว่า
“วันนี้พี่ไม่ต้องขี่รถแล้วค่ะ”
“หนูมารับพี่เอง”
.
.
.
อย่ารับคนซ้อนท้ายตอนตีสาม
เส้นทางที่เขาใช้บ่อยที่สุดเป็นถนนสายเก่าที่ตัดผ่านทุ่งนาและป่ายูคาลิปตัส ช่วงกลางวันมีรถวิ่งผ่านอยู่บ้าง แต่หลังเที่ยงคืนแทบไม่มีใครใช้เส้นทางนี้
เพื่อนร่วมงานเคยเตือนเขาว่า
“ถ้าเจอผู้หญิงยืนโบกรถตอนตีสาม อย่าจอดเด็ดขาด”
เอกหัวเราะทุกครั้งที่ได้ยิน เพราะเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องแต่งของคนขับรถกลางคืน
จนกระทั่งคืนวันศุกร์คืนหนึ่ง
เอกส่งของเสร็จช้ากว่าปกติ ตอนที่ขี่รถกลับบ้านก็เป็นเวลาตีสองสี่สิบห้า
ระหว่างทาง ฝนเริ่มตกปรอย ๆ และหมอกลงหนาจนมองเห็นถนนได้ไม่ไกล
เมื่อขี่มาถึงโค้งหน้าป่ายูคาลิปตัส เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างทาง
เธอสวมเสื้อแขนยาวสีขาว กระโปรงยาวเปียกโชก และยกมือขึ้นโบกรถ
เอกชะลอความเร็ว
ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ก่อนพูดว่า
“พี่คะ ช่วยไปส่งหนูหน่อยได้ไหมคะ บ้านอยู่ข้างหน้าเอง”
เอกมองนาฬิกา
02:58 น.
เขานึกถึงคำเตือนของเพื่อน แต่เมื่อเห็นผู้หญิงยืนตัวสั่นท่ามกลางฝน ก็อดสงสารไม่ได้
“ขึ้นมาเลยครับ”
เธอนั่งซ้อนท้ายโดยไม่พูดอะไร
เอกขี่รถต่อไปประมาณห้านาที จึงถามว่า
“น้องจะลงตรงไหนครับ?”
ไม่มีเสียงตอบ
เขาถามซ้ำ
“น้องครับ ได้ยินไหม?”
ผู้หญิงตอบเบา ๆ
“ตรงโค้งข้างหน้าค่ะ”
เอกพยักหน้าแล้วขี่ต่อ
แต่ยิ่งขี่ไป เขากลับรู้สึกว่ารถหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีคนนั่งซ้อนท้ายมากกว่าหนึ่งคน
เขาพยายามไม่คิดมาก
จนกระทั่งมองกระจกข้าง
ภาพที่สะท้อนกลับมาทำให้เขาแทบเสียหลัก
ผู้หญิงที่นั่งซ้อนท้ายไม่มีใบหน้า
มีเพียงผมยาวเปียกชุ่มปิดลงมาจนถึงหน้าอก
เอกรีบหันกลับไปมอง
เธอยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
“พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”
เสียงของเธอดังขึ้นใกล้หู
เอกไม่ตอบ เขาเร่งเครื่องเต็มกำลัง
แต่รถกลับวิ่งช้าลงอย่างผิดปกติ
ทันใดนั้น ผู้หญิงก็เอามือเย็นเฉียบมาจับไหล่เขา
“พี่คะ...พี่เห็นหน้าหนูหรือยัง?”
เอกส่ายหน้า
“ยังครับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ
“งั้นอย่าหันมานะคะ”
เอกกัดฟันขี่รถต่อจนถึงปั๊มน้ำมันที่ยังเปิดอยู่ เขารีบจอดรถแล้ววิ่งเข้าไปหาพนักงาน
“ช่วยด้วยครับ มีคนตามผมมา!”
พนักงานมองเขาด้วยความตกใจ
“ใครครับ?”
เอกหันไปชี้รถมอเตอร์ไซค์
แต่เบาะหลังว่างเปล่า
เขาทรุดลงนั่งและเล่าเรื่องทั้งหมดให้พนักงานฟัง
พนักงานนิ่งไป ก่อนถามว่า
“ผู้หญิงที่ใส่ชุดสีขาวใช่ไหมครับ?”
เอกพยักหน้า
พนักงานจึงเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน มีหญิงสาวคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตตรงโค้งนั้น ในคืนฝนตกเวลาใกล้เคียงกัน
ตั้งแต่นั้นมา คนขับรถกลางคืนหลายคนอ้างว่าเคยพบหญิงสาวโบกรถอยู่ริมทาง
เอกตัดสินใจพักอยู่ที่ปั๊มจนถึงเช้า
ก่อนกลับ เขาสังเกตเห็นรอยมือเปียกน้ำสองข้างอยู่บนเบาะหลัง
ทั้งที่ฝนไม่ได้ตกลงมาบนรถ
เขารีบกลับบ้านและคิดว่าจะไม่ขี่รถผ่านเส้นทางนั้นอีก
แต่คืนถัดมา โทรศัพท์ของเขากลับมีข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก
ข้อความเขียนว่า
“เมื่อคืนขอบคุณที่มาส่งนะคะ”
เอกตัวชา
เขาพิมพ์ถามกลับไปว่า
“คุณเป็นใคร?”
อีกฝ่ายตอบทันที
“คนที่นั่งซ้อนท้ายพี่เมื่อคืนไงคะ”
เอกรีบปิดโทรศัพท์
แต่ข้อความใหม่ก็ปรากฏขึ้น
“พี่คะ หนูลืมของไว้”
ตามด้วยรูปถ่ายหนึ่งใบ
เป็นภาพเบาะหลังมอเตอร์ไซค์ของเขา
และมีผู้หญิงชุดขาวนั่งอยู่ตรงนั้น
ครั้งนี้เธอเงยหน้าขึ้นแล้ว
ใบหน้าของเธอซีดขาว ดวงตาดำสนิท และริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ
ข้อความสุดท้ายปรากฏขึ้น
“คืนนี้มารับหนูอีกนะคะ”
เอกรีบเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์และเลิกงานส่งของกลางคืน
หลายเดือนผ่านไป เขาคิดว่าตัวเองปลอดภัยแล้ว
จนคืนหนึ่ง ขณะที่กำลังนอนอยู่ในห้อง เขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังมาจากหน้าบ้าน
ตามด้วยเสียงผู้หญิงเรียก
“พี่เอก...”
เขาค่อย ๆ เดินไปดูที่หน้าต่าง
มีผู้หญิงชุดขาวยืนอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของเขา
เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่าง แล้วพูดว่า
“วันนี้พี่ไม่ต้องขี่รถแล้วค่ะ”
“หนูมารับพี่เอง”
.
.
.