🕶️ บอสพาชิม in Tokyo: Sushi Kimura (すし㐂邑) - ตำนานแห่งการบ่มปลา
รอบนี้บอสตามไปถึงต้นตำรับอย่าง Sushi Kimura (すし㐂邑) ที่โตเกียว ร้านของเชฟ Koji Kimura (木村康司) เจ้าของฉายา "บิดาแห่งการบ่มปลา" (Father of Aged Sushi) ครับ ตัวร้านตั้งอยู่ย่าน Futako-Tamagawa ซึ่งอยู่นอกเมืองเล็กน้อย ควรเผื่อเวลาในการเดินทาง
ในอดีตขณะที่ร้านซูชิทั่วไปยึดความสดใหม่ตามฤดูกาล หรือ Shun (旬) เชฟคิมุระกลับท้าทายค่านิยมของยุคสมัยที่ว่ายิ่งสดยิ่งดี แล้วมองหาความงามและรสชาติในมิติที่ซ่อนอยู่ผ่านกาลเวลา ในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักการบ่มปลา นี่คือความกล้าหาญอย่างยิ่ง
เชฟคิมุระเกิดปี 1971 เป็นเชฟซูชิรุ่นที่สามของครอบครัว ฝึกที่ร้านซูชิย่านมุซาชิโคยามะและร้านของคุณลุง ก่อนไปฝึกที่ร้านเทมปุระ Mikasa ซึ่งเป็นที่มาของวิธีเตรียมปลาแบบไม่ใช้น้ำ จุดเริ่มต้นของการบ่มปลามาจากช่วงแรกที่ร้านแทบไม่มีลูกค้า ปลาดีๆ เสียไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเชฟลองชิมปลาชิมะอาจิที่เริ่มเน่า แล้วเจอรสอุมามิที่ไม่เคยเจอมาก่อน เนื่องจากในอดีตไม่มีตำราหรือปรมาจารย์คนใดสอนการบ่มปลานานขนาดนี้ เชฟจึงศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง ถึงขั้นใช้ร่างกายตัวเองและคนใกล้ชิดอย่างคุณแม่เป็นหนูทดลองชิม เพื่อทดสอบว่าการเอจจุดไหนเหมาะสมและปลอดภัย บางทีรอดก็โชคดี ไม่รอดก็ท้องเสีย ใช้เวลาราว 6 ปีกว่าจะกล้าเสิร์ฟ ปัจจุบันเชฟบ่มปลาแต่ละตัวตั้งแต่หลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ บางชนิดอย่างปลามาคาจิกิบ่มนานถึง 60 วัน
Sushi Kimura เปิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ปัจจุบันย้ายมาอยู่ในย่านที่พักอาศัยอันเงียบสงบแห่งนี้ ร้านเคยได้ 2 ดาวมิชลิน และล่าสุดได้ The Tabelog Award 2026 ระดับ Silver ตัวเคาน์เตอร์นั้นแปลกตากว่า Sushiya ทั่วไป ร้านมืด ตกแต่งด้วยสีดำ เน้นแสงเด่นตรงเคาน์เตอร์เหมือนโรงละคร และเล่นไฟเน้นตรงจุดที่เสิร์ฟซูชิ โดยซูชิวางบนแผ่นไม้ลงรักสีแดงเข้ม เชฟคิมุระปั้นเองเป็นส่วนใหญ่ และมีภรรยาช่วยปั้นสี่คำ ซึ่งสไตล์การปั้นของทั้งสองคนต่างกันมาก
เพื่อให้เข้ากับเนื้อปลาบ่มที่นุ่มละมุน เชฟคิมุระจึงแหวกกฎด้วยการไม่แช่ข้าวญี่ปุ่นในน้ำก่อนหุง (No Soaking) ทำให้แกนเมล็ดข้าวแข็งเป็นไต เคี้ยวสนุกแบบอัลเดนเต้ (Al Dente) และหลังจากเชฟไป Pop-up ที่ร้าน Da Lucio เมืองริมินี อิตาลี เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ดูเหมือนข้าวจะยิ่งอัลเดนเต้ขึ้นไปอีกครับ
ภาพรวมหลายจานมีไอเดียน่าสนใจ เนตะที่บ่มมาอย่างดีเนื้อนุ่มมาก แต่ส่วนตัวผมว่าข้าวชาริอาจจะเป็นจุดบอดของร้าน ด้วยข้อจำกัดของร้านที่มีกันสองคนจึงไม่มีการเปลี่ยนข้าวระหว่างคอร์ส ข้าวที่อัลเดนเต้อยู่แล้วพอถึงท้ายๆ คอร์สก็รู้สึกแข็งและหนักเกินไป จน Contrast กับเนตะที่นุ่มมาก ส่วนจานที่ทำให้บอสต้องขอถอดแว่นชิมคือ ปูดองบรั่นดี ซิกเนเจอร์ของร้าน แต่โดยรวมผมว่าร้านระดับตำนานแห่งนี้มีอาหารที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์และควรมาลองเป็นอย่างยิ่งสำหรับขาซูชิเดนตายครับ
🍽️ ศิลปะแห่งรสชาติในมื้อนี้:
อาหารจานเล็กก่อนซูชิ (Tsumami)
ซุปนิโบชิ (Niboshi) กับข้าวชาริ (Shari): เปิดคอร์สด้วยถ้วยแก้วมีฝาปิด ข้างในเป็นข้าวชาริแข็งแบบอัลเดนเต้ในซุปจากปลานิโบชิ หรือปลาตัวเล็กต้มแล้วตากแห้ง ออนท็อปด้วยเห็ดนาเมโกะและจุนไซ ที่เพิ่มรสขม และให้มิติในปากที่แปลกตา
โบตันเอบิ (Botan Ebi) และซากุระเอบิ (Sakura Ebi): กุ้งโบตัน (Botan Ebi) ต้ม กับกุ้งซากุระย่างผสมสาเกคาสึ หรือกากสาเก และพริก ทำเป็นดริปวางบนแป้งวาฟเฟอร์ แป้งเบากรอบ ไม่ค่อยมีรสไปกลบกุ้ง แม้แป้งจะแข็งไปนิด กุ้งได้กลิ่นหอมจากกุ้งซากุระและความหวานจากกุ้งโบตัน Best of both worlds ครับ
โซบะ (Soba) กับซอสชิราสึ (Shirasu): เส้นโซบะที่ต้มแบบอัลเดนเต้ เสิร์ฟในชามแก้วใส ราดซอสชิราสึ หรือปลาข้าวสาร บด มีกลิ่นปลาเบาๆ รสเค็มนำ และมีกลิ่นน้ำมันมะกอกชั้นดีที่ปลายจมูก องค์ประกอบทั้งกลิ่นโซบะ เนื้อปลาข้าวสาร และน้ำมันมะกอก ผมว่าไม่ใช่จานที่เหมาะกับทุกคนครับ
ริซอตโต้ข้าวชาริ (Shari) กับมิรุไก (Mirugai) รมควัน: ริซอตโต้จากข้าวชาริซูชิ กินกับมิรุไก หรือหอยงวงช้าง รมควัน หอยเนื้อนุ่มไม่หนึบมาก มีกลิ่นไม้เชอร์รี่อ่อนๆ ข้าวแข็งไม่เท่าจานแรกแต่ยังอัลเดนเต้ รสเบา อุมามิ ครีมมี่เบาๆ ตัดรสด้วยพาร์สลีย์เบาๆ จนชวนให้นึกว่ากำลังกินอยู่ที่ร้านอาหารอิตาลี
เมะฮิคาริ (Mehikari) ย่าง: เมะฮิคาริ หรือปลาตาเขียว ตัวโต เนื้อฟู อ้วนมาก ผิวกรอบ ปรุงรสด้วยเกลือเบาๆ เน้นความอร่อยจากตัวปลาครับ
ปูดองบรั่นดี: 🕶️ "จานนี้อร่อยจนบอสต้องขอถอดแว่นชิม" ซิกเนเจอร์ของร้าน เชฟนำปูวาตาริกานิ หรือปูม้าญี่ปุ่น มาหมักเกลือ แล้วดองกับบรั่นดี ซานโช (พริกไทยญี่ปุ่น) ชิจิมิ และชูโตะ หรือไส้ปลาหมักเกลือ ราว 10 วันถึงหนึ่งเดือน ก่อนนำมาเสิร์ฟแบบเย็นเจี๊ยบในจานลายดอกไม้สีน้ำเงินขาว จานนี้ดีมาก! เมื่อเข้าปาก จะได้กลิ่นหอมจากซานโชนำมาก่อน ตัวซอสดองหวานนำเค็ม มีความขมและรสบรั่นดีแฝงอยู่ ปูไม่คาวเลย อร่อยครับ
ซูชิ (Nigiri)
ซากุระมาสุ (Sakura Masu): ปลาเทราต์ซากุระ เนื้อนุ่มมาก กลิ่นปลาอ่อนๆ ไม่มันมาก โชยุอ่อน ข้าวเปรี้ยว
โฮกิไก (Hokkigai): หอยโฮกิไก (Surf Clam) เนื้อนุ่มเด้งกว่าปกติ ตัดกับข้าวที่แข็งนิดนึง
คุจิระ (Kujira) บ่ม 10 วัน: เนื้อวาฬบ่มสิบวัน นุ่มมาก กลิ่นไขมันอ่อนๆ ขิงเบาๆ โชยุอ่อน เป็นอีกคำที่ดีในวันนี้ครับ ความเข้มข้นของเนื้อวาฬเข้ากับข้าวรสเปรี้ยวจัดของที่นี่ได้ดี
อิกะ (Ika): เนื้อครีมมี่ นุ่มมากๆ ต่างจากปลาหมึกทั่วไปที่เคยกินครับ
อูนิ (Uni): อูนิจากเมืองโยอิจิ (Yoichi) ฮอกไกโด บ่มสิบวัน เสิร์ฟในถ้วยลงรักสีแดงใบเล็ก หวาน ไม่เหม็นเลย น่าทึ่งมากครับ แต่ส่วนตัวผมยังชอบอูนิแบบสดๆ มากกว่า ถึงอย่างนั้นก็สนุกดีที่ได้ลองอะไรแปลกใหม่
อาจิ (Aji): คำนี้ข้าวเปรี้ยว ใส่ขิงและต้นหอมเบาๆ เนื้อปลานุ่มมากๆ แต่พอเจอกับชาริที่แข็งแล้วปั้นยาก ทำให้เนตะอาจจะดูแยกออกจากข้าวไปนิด
มิรุไก (Mirugai): คำนี้หอยเนื้อแน่น กรอบ หวานมาก ตัดกับข้าวที่เปรี้ยวและแข็งแบบอัลเดนเต้ได้ดี
มากุโระ (Maguro) รมควัน: ปลาเนื้อกรอบ มันแทรกนิดๆ กลิ่นควันเด่นดี
อิวาชิ (Iwashi): คำนี้ปลาดองมารสเปรี้ยวมากจนรสนำโดด เนื้อปลานุ่ม ยิ่งพอกินกับข้าวที่แน่นแข็งแล้ว ทำให้ Contrast ของเนตะโดดเด่นไปจนไม่กลมกลืน
แซลม่อนดองเหล้ากับโชยุ: เป็นอีกคำที่ข้าวแน่น ส่วนปลาเนื้อนุ่ม เนื้อปลาแซลม่อนที่ปกติมีไขมันมากกลับไม่รู้สึกมันอย่างที่คิดเมื่อดอง มีมิติจากความขมของเหล้า เป็นคำที่แปลกจริงๆครับ
ชาโกะ (Shako): กั้งดีมาก เนื้อแน่น ป้ายนิซึเมะ (ซอสหวานเคี่ยวข้น) บางๆ รสเค็มหวานเข้ากับรสหวานของกั้ง และลงตัวกับข้าวรสเปรี้ยว ดีครับ
ทามาโกะ (Tamago): แผ่นไข่สีเหลืองห่อข้าว ปิดท้ายซูชิ
📍 Visit: May-2026
💰 The Boss's Bill: ราว 50,000 เยน จองตรง
🌐 Booking:
https://omakase.in/r/km291999 (จองในญี่ปุ่น) หรือ
https://www.tableall.com/restaurant/74 (ชาวต่างชาติ)
🗺 แผนที่:
https://maps.google.com/?cid=15315352715943435464
⌨️ เว็บไซต์ร้าน:
https://gczs600.gorp.jp/ (หน้าทางการบน Gurunavi)
#บอสพาชิม #eatliketheboss #SushiKimura #Tokyo #Omakase #AgedSushi #Sushi #Tabelog #michelinguide #FineDining
[CR] 🕶️ บอสพาชิม in Tokyo: Sushi Kimura (すし㐂邑) - ตำนานแห่งการบ่มปลา
รอบนี้บอสตามไปถึงต้นตำรับอย่าง Sushi Kimura (すし㐂邑) ที่โตเกียว ร้านของเชฟ Koji Kimura (木村康司) เจ้าของฉายา "บิดาแห่งการบ่มปลา" (Father of Aged Sushi) ครับ ตัวร้านตั้งอยู่ย่าน Futako-Tamagawa ซึ่งอยู่นอกเมืองเล็กน้อย ควรเผื่อเวลาในการเดินทาง
ในอดีตขณะที่ร้านซูชิทั่วไปยึดความสดใหม่ตามฤดูกาล หรือ Shun (旬) เชฟคิมุระกลับท้าทายค่านิยมของยุคสมัยที่ว่ายิ่งสดยิ่งดี แล้วมองหาความงามและรสชาติในมิติที่ซ่อนอยู่ผ่านกาลเวลา ในยุคที่ยังไม่มีใครรู้จักการบ่มปลา นี่คือความกล้าหาญอย่างยิ่ง
เชฟคิมุระเกิดปี 1971 เป็นเชฟซูชิรุ่นที่สามของครอบครัว ฝึกที่ร้านซูชิย่านมุซาชิโคยามะและร้านของคุณลุง ก่อนไปฝึกที่ร้านเทมปุระ Mikasa ซึ่งเป็นที่มาของวิธีเตรียมปลาแบบไม่ใช้น้ำ จุดเริ่มต้นของการบ่มปลามาจากช่วงแรกที่ร้านแทบไม่มีลูกค้า ปลาดีๆ เสียไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเชฟลองชิมปลาชิมะอาจิที่เริ่มเน่า แล้วเจอรสอุมามิที่ไม่เคยเจอมาก่อน เนื่องจากในอดีตไม่มีตำราหรือปรมาจารย์คนใดสอนการบ่มปลานานขนาดนี้ เชฟจึงศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง ถึงขั้นใช้ร่างกายตัวเองและคนใกล้ชิดอย่างคุณแม่เป็นหนูทดลองชิม เพื่อทดสอบว่าการเอจจุดไหนเหมาะสมและปลอดภัย บางทีรอดก็โชคดี ไม่รอดก็ท้องเสีย ใช้เวลาราว 6 ปีกว่าจะกล้าเสิร์ฟ ปัจจุบันเชฟบ่มปลาแต่ละตัวตั้งแต่หลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ บางชนิดอย่างปลามาคาจิกิบ่มนานถึง 60 วัน
Sushi Kimura เปิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ปัจจุบันย้ายมาอยู่ในย่านที่พักอาศัยอันเงียบสงบแห่งนี้ ร้านเคยได้ 2 ดาวมิชลิน และล่าสุดได้ The Tabelog Award 2026 ระดับ Silver ตัวเคาน์เตอร์นั้นแปลกตากว่า Sushiya ทั่วไป ร้านมืด ตกแต่งด้วยสีดำ เน้นแสงเด่นตรงเคาน์เตอร์เหมือนโรงละคร และเล่นไฟเน้นตรงจุดที่เสิร์ฟซูชิ โดยซูชิวางบนแผ่นไม้ลงรักสีแดงเข้ม เชฟคิมุระปั้นเองเป็นส่วนใหญ่ และมีภรรยาช่วยปั้นสี่คำ ซึ่งสไตล์การปั้นของทั้งสองคนต่างกันมาก
เพื่อให้เข้ากับเนื้อปลาบ่มที่นุ่มละมุน เชฟคิมุระจึงแหวกกฎด้วยการไม่แช่ข้าวญี่ปุ่นในน้ำก่อนหุง (No Soaking) ทำให้แกนเมล็ดข้าวแข็งเป็นไต เคี้ยวสนุกแบบอัลเดนเต้ (Al Dente) และหลังจากเชฟไป Pop-up ที่ร้าน Da Lucio เมืองริมินี อิตาลี เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ดูเหมือนข้าวจะยิ่งอัลเดนเต้ขึ้นไปอีกครับ
ภาพรวมหลายจานมีไอเดียน่าสนใจ เนตะที่บ่มมาอย่างดีเนื้อนุ่มมาก แต่ส่วนตัวผมว่าข้าวชาริอาจจะเป็นจุดบอดของร้าน ด้วยข้อจำกัดของร้านที่มีกันสองคนจึงไม่มีการเปลี่ยนข้าวระหว่างคอร์ส ข้าวที่อัลเดนเต้อยู่แล้วพอถึงท้ายๆ คอร์สก็รู้สึกแข็งและหนักเกินไป จน Contrast กับเนตะที่นุ่มมาก ส่วนจานที่ทำให้บอสต้องขอถอดแว่นชิมคือ ปูดองบรั่นดี ซิกเนเจอร์ของร้าน แต่โดยรวมผมว่าร้านระดับตำนานแห่งนี้มีอาหารที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์และควรมาลองเป็นอย่างยิ่งสำหรับขาซูชิเดนตายครับ
🍽️ ศิลปะแห่งรสชาติในมื้อนี้:
อาหารจานเล็กก่อนซูชิ (Tsumami)
ซุปนิโบชิ (Niboshi) กับข้าวชาริ (Shari): เปิดคอร์สด้วยถ้วยแก้วมีฝาปิด ข้างในเป็นข้าวชาริแข็งแบบอัลเดนเต้ในซุปจากปลานิโบชิ หรือปลาตัวเล็กต้มแล้วตากแห้ง ออนท็อปด้วยเห็ดนาเมโกะและจุนไซ ที่เพิ่มรสขม และให้มิติในปากที่แปลกตา
โบตันเอบิ (Botan Ebi) และซากุระเอบิ (Sakura Ebi): กุ้งโบตัน (Botan Ebi) ต้ม กับกุ้งซากุระย่างผสมสาเกคาสึ หรือกากสาเก และพริก ทำเป็นดริปวางบนแป้งวาฟเฟอร์ แป้งเบากรอบ ไม่ค่อยมีรสไปกลบกุ้ง แม้แป้งจะแข็งไปนิด กุ้งได้กลิ่นหอมจากกุ้งซากุระและความหวานจากกุ้งโบตัน Best of both worlds ครับ
โซบะ (Soba) กับซอสชิราสึ (Shirasu): เส้นโซบะที่ต้มแบบอัลเดนเต้ เสิร์ฟในชามแก้วใส ราดซอสชิราสึ หรือปลาข้าวสาร บด มีกลิ่นปลาเบาๆ รสเค็มนำ และมีกลิ่นน้ำมันมะกอกชั้นดีที่ปลายจมูก องค์ประกอบทั้งกลิ่นโซบะ เนื้อปลาข้าวสาร และน้ำมันมะกอก ผมว่าไม่ใช่จานที่เหมาะกับทุกคนครับ
ริซอตโต้ข้าวชาริ (Shari) กับมิรุไก (Mirugai) รมควัน: ริซอตโต้จากข้าวชาริซูชิ กินกับมิรุไก หรือหอยงวงช้าง รมควัน หอยเนื้อนุ่มไม่หนึบมาก มีกลิ่นไม้เชอร์รี่อ่อนๆ ข้าวแข็งไม่เท่าจานแรกแต่ยังอัลเดนเต้ รสเบา อุมามิ ครีมมี่เบาๆ ตัดรสด้วยพาร์สลีย์เบาๆ จนชวนให้นึกว่ากำลังกินอยู่ที่ร้านอาหารอิตาลี
เมะฮิคาริ (Mehikari) ย่าง: เมะฮิคาริ หรือปลาตาเขียว ตัวโต เนื้อฟู อ้วนมาก ผิวกรอบ ปรุงรสด้วยเกลือเบาๆ เน้นความอร่อยจากตัวปลาครับ
ปูดองบรั่นดี: 🕶️ "จานนี้อร่อยจนบอสต้องขอถอดแว่นชิม" ซิกเนเจอร์ของร้าน เชฟนำปูวาตาริกานิ หรือปูม้าญี่ปุ่น มาหมักเกลือ แล้วดองกับบรั่นดี ซานโช (พริกไทยญี่ปุ่น) ชิจิมิ และชูโตะ หรือไส้ปลาหมักเกลือ ราว 10 วันถึงหนึ่งเดือน ก่อนนำมาเสิร์ฟแบบเย็นเจี๊ยบในจานลายดอกไม้สีน้ำเงินขาว จานนี้ดีมาก! เมื่อเข้าปาก จะได้กลิ่นหอมจากซานโชนำมาก่อน ตัวซอสดองหวานนำเค็ม มีความขมและรสบรั่นดีแฝงอยู่ ปูไม่คาวเลย อร่อยครับ
ซูชิ (Nigiri)
ซากุระมาสุ (Sakura Masu): ปลาเทราต์ซากุระ เนื้อนุ่มมาก กลิ่นปลาอ่อนๆ ไม่มันมาก โชยุอ่อน ข้าวเปรี้ยว
โฮกิไก (Hokkigai): หอยโฮกิไก (Surf Clam) เนื้อนุ่มเด้งกว่าปกติ ตัดกับข้าวที่แข็งนิดนึง
คุจิระ (Kujira) บ่ม 10 วัน: เนื้อวาฬบ่มสิบวัน นุ่มมาก กลิ่นไขมันอ่อนๆ ขิงเบาๆ โชยุอ่อน เป็นอีกคำที่ดีในวันนี้ครับ ความเข้มข้นของเนื้อวาฬเข้ากับข้าวรสเปรี้ยวจัดของที่นี่ได้ดี
อิกะ (Ika): เนื้อครีมมี่ นุ่มมากๆ ต่างจากปลาหมึกทั่วไปที่เคยกินครับ
อูนิ (Uni): อูนิจากเมืองโยอิจิ (Yoichi) ฮอกไกโด บ่มสิบวัน เสิร์ฟในถ้วยลงรักสีแดงใบเล็ก หวาน ไม่เหม็นเลย น่าทึ่งมากครับ แต่ส่วนตัวผมยังชอบอูนิแบบสดๆ มากกว่า ถึงอย่างนั้นก็สนุกดีที่ได้ลองอะไรแปลกใหม่
อาจิ (Aji): คำนี้ข้าวเปรี้ยว ใส่ขิงและต้นหอมเบาๆ เนื้อปลานุ่มมากๆ แต่พอเจอกับชาริที่แข็งแล้วปั้นยาก ทำให้เนตะอาจจะดูแยกออกจากข้าวไปนิด
มิรุไก (Mirugai): คำนี้หอยเนื้อแน่น กรอบ หวานมาก ตัดกับข้าวที่เปรี้ยวและแข็งแบบอัลเดนเต้ได้ดี
มากุโระ (Maguro) รมควัน: ปลาเนื้อกรอบ มันแทรกนิดๆ กลิ่นควันเด่นดี
อิวาชิ (Iwashi): คำนี้ปลาดองมารสเปรี้ยวมากจนรสนำโดด เนื้อปลานุ่ม ยิ่งพอกินกับข้าวที่แน่นแข็งแล้ว ทำให้ Contrast ของเนตะโดดเด่นไปจนไม่กลมกลืน
แซลม่อนดองเหล้ากับโชยุ: เป็นอีกคำที่ข้าวแน่น ส่วนปลาเนื้อนุ่ม เนื้อปลาแซลม่อนที่ปกติมีไขมันมากกลับไม่รู้สึกมันอย่างที่คิดเมื่อดอง มีมิติจากความขมของเหล้า เป็นคำที่แปลกจริงๆครับ
ชาโกะ (Shako): กั้งดีมาก เนื้อแน่น ป้ายนิซึเมะ (ซอสหวานเคี่ยวข้น) บางๆ รสเค็มหวานเข้ากับรสหวานของกั้ง และลงตัวกับข้าวรสเปรี้ยว ดีครับ
ทามาโกะ (Tamago): แผ่นไข่สีเหลืองห่อข้าว ปิดท้ายซูชิ
📍 Visit: May-2026
💰 The Boss's Bill: ราว 50,000 เยน จองตรง
🌐 Booking: https://omakase.in/r/km291999 (จองในญี่ปุ่น) หรือ https://www.tableall.com/restaurant/74 (ชาวต่างชาติ)
🗺 แผนที่: https://maps.google.com/?cid=15315352715943435464
⌨️ เว็บไซต์ร้าน: https://gczs600.gorp.jp/ (หน้าทางการบน Gurunavi)
#บอสพาชิม #eatliketheboss #SushiKimura #Tokyo #Omakase #AgedSushi #Sushi #Tabelog #michelinguide #FineDining
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้