มีช่วงหนึ่งที่คนลดน้ำหนักแทบทุกคนต้องเจอครับ
ช่วงแรกลงดีมาก
สัปดาห์แรกลง 1 กิโล
อาทิตย์ต่อมาลงอีกครึ่งกิโล
แล้วอยู่ ๆ ตัวเลขก็นิ่ง
ชั่งเช้าก็เท่าเดิม
อีกสามวันก็ยังเท่าเดิม
ครบ 2 สัปดาห์แล้วก็ยังไม่ขยับ
ตรงนี้แหละครับที่หลายคนเริ่มหัวเสีย
“งั้นต้องตัดข้าวอีก”
“ลดมื้อเย็น”
“เหลือวันละ 1,000 แคลไปเลย”
แต่ยิ่งตัดหนัก บางคนกลับยิ่งนิ่งกว่าเดิม
ผมอยากให้เข้าใจก่อนว่า น้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์ ยังไม่ได้แปลว่าไขมันไม่ลดเลย และไม่ได้แปลว่าระบบเผาผลาญ “พัง” ทันทีครับ
บางครั้งสิ่งที่กำลังเกิดคือ ไขมันลดอยู่ แต่มีน้ำค้าง
บางครั้งเราขยับน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งแคลที่คิดว่ากินน้อย จริง ๆ ไม่ได้น้อยเท่าที่คิด
และบางครั้งการตัดแคลแรงเกินไป ทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการลดการใช้พลังงานบางส่วน
วันนี้ผมจะไล่ให้ดูครับว่า ทำไมยิ่งกดอาหาร บางคนยิ่งรู้สึกว่าน้ำหนักไม่ไปไหน
1️⃣
ช่วงแรกที่น้ำหนักลงเร็ว ส่วนหนึ่งไม่ใช่ไขมันทั้งหมด แต่มาจากน้ำและไกลโคเจนด้วย
อันนี้สำคัญมากครับ
ช่วงเริ่มลดอาหาร โดยเฉพาะถ้าลดแป้งลงชัด น้ำหนักมักลงเร็ว
เพราะร่างกายดึงไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับมาใช้ และไกลโคเจนหนึ่งส่วนจะจับน้ำไว้ด้วย
พอไกลโคเจนลด น้ำก็ลดตามครับ
ช่วงแรกเลยเห็นตัวเลขลงเร็วมาก จนเราคิดว่า
“สูตรนี้เวิร์กมาก”
แต่พอผ่านไป 1–2 สัปดาห์ น้ำส่วนนี้ลงไปเยอะแล้ว
จากนั้นสิ่งที่เหลือคือการลดไขมันจริง ซึ่งช้ากว่าเป็นธรรมดาครับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเดือนแรก น้ำหนักอาจลง 3–4 กิโล แต่เดือนถัดไปเหลือลง 1–2 กิโล
ไม่ได้แปลว่าร่างกายหยุดทำงาน
แค่สิ่งที่กำลังลด “เปลี่ยนชนิด” ครับ
2️⃣
ตัดแคลแรงเกินไป ร่างกายจะเริ่มลดการใช้พลังงานบางส่วน
อันนี้คนชอบเรียกว่า “ระบบเผาผลาญพัง”
แต่ผมอยากพูดให้แม่นกว่านั้นครับ
ร่างกายมีการปรับตัวเมื่อได้รับพลังงานน้อยลง เรียกว่า การปรับตัวของระบบเผาผลาญ (Metabolic adaptation)
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อกินน้อยลง ร่างกายพยายามประหยัดพลังงานบางส่วน
เช่น
ชีพจรอาจลดลงเล็กน้อย
อุณหภูมิร่างกายอาจลดลงเล็กน้อย
ความหิวเพิ่มขึ้น
แล้วเราจะขยับน้อยลงโดยไม่รู้ตัวครับ
ที่สำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า NEAT หรือพลังงานจากการขยับในชีวิตประจำวัน
พอตัดอาหารหนัก คนบางคนเริ่ม
เดินน้อยลง
ไม่ค่อยลุก
ไม่อยากขึ้นบันได
นั่งมากขึ้น
ออกกำลังแล้วกลับบ้านนอนยาว
เราไม่ได้ตั้งใจขี้เกียจนะครับ
แต่ร่างกายกำลังประหยัดพลังงาน
สุดท้ายจากที่คิดว่าตัดเพิ่มวันละ 500 แคล บางส่วนกลับถูกชดเชยด้วยการใช้พลังงานที่ลดลง
เลยรู้สึกว่า
“กินน้อยกว่าเดิมเยอะ ทำไมเลขไม่ลงตามที่คิด?”
3️⃣
ยิ่งอดมาก ยิ่งหิวมาก แล้วแคลอรีมักหลุดกลับเข้ามาแบบไม่รู้ตัว
ข้อนี้หลายคนเจอกันบ่อยมากครับ
กลางวันคุมดีมาก
ข้าวครึ่งทัพพี
อกไก่
ผัก
ไม่มีขนม
แต่เย็นหิวจนมือสั่น
แล้วเริ่มมี
ถั่วหนึ่งกำมือ
โยเกิร์ตหนึ่งถ้วย
ผลไม้อีกนิด
ขนมสองคำ
นมก่อนนอน
แต่ละอย่างดูไม่เยอะครับ
พอรวมกันอาจเพิ่มมาอีกหลายร้อยแคลอรี
หรือบางคนคุมเข้มวันจันทร์ถึงศุกร์มาก
แล้วเสาร์คิดว่า
“ทั้งสัปดาห์กินน้อยแล้ว ขอหนึ่งมื้อ”
แต่หนึ่งมื้อกลายเป็นบุฟเฟต์ เครื่องดื่ม ของหวาน และมื้อดึก
สุดท้ายแคลอรีที่ตัดมาห้าวัน ถูกคืนกลับมาในสองวันครับ
ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะไม่มีวินัยนะครับ
จริง ๆ แล้วการอดหนักทำให้ความหิวและความอยากอาหารเพิ่มขึ้นจริง
เพราะฉะนั้นแผนที่ทำให้หิวจนควบคุมไม่ได้ มักไม่ใช่แผนที่ดีในระยะยาวครับ
4️⃣
น้ำค้างจากเค็ม คาร์บ ความเครียด และการออกกำลัง ทำให้ไขมันลดแต่ตาชั่งไม่ลง
อันนี้เป็นเหตุผลที่คนท้อโดยไม่จำเป็นเยอะมากครับ
สมมติใน 2 สัปดาห์ คุณเสียไขมันไปจริง 0.7 กิโล
แต่ช่วงนั้น
กินเค็มขึ้น
นอนน้อย
เครียด
ออกเวทหนัก
หรือในผู้หญิงอยู่ช่วงก่อนมีประจำเดือน
ร่างกายอาจกักน้ำเพิ่ม 0.5–1 กิโลได้
ตาชั่งเลยดูเหมือน
“ไม่ลงเลย”
ทั้งที่ไขมันกำลังลดอยู่
โดยเฉพาะคนที่เริ่มเล่นเวตใหม่ กล้ามเนื้อจะมีการอักเสบเล็กน้อยจากการซ่อมแซม และเก็บน้ำมากขึ้นชั่วคราวได้ครับ
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ชอบดูเลขวันเดียว
ผมชอบดู
ค่าเฉลี่ยน้ำหนัก 7 วัน
รอบเอว
รูปถ่าย
เสื้อผ้า
แรงตอนออกกำลัง
ถ้าน้ำหนักนิ่ง แต่เอวลงครึ่งนิ้ว
ผมจะยังไม่รีบตัดอาหารเพิ่มครับ
5️⃣
พอน้ำหนักตัวลดลง ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงจริง
อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาครับ
สมมติเริ่มที่ 90 กิโล
ตอนนั้นร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าเวลาที่เหลือ 80 กิโล
เพราะตัวเบาลง
การเดิน
การยืน
การขยับ
การรักษาเนื้อเยื่อ
ใช้พลังงานน้อยลงตามครับ
ดังนั้นแคลที่เคยทำให้ลดได้ตอน 90 กิโล
อาจกลายเป็นแคลใกล้คงน้ำหนักมากขึ้นตอน 80 กิโล
ตรงนี้ไม่ใช่ระบบเผาผลาญพังนะครับ
มันคือร่างกายที่เล็กลง ใช้พลังงานน้อยลงตามธรรมชาติ
แต่ผมก็ไม่ได้แปลว่าต้องตัดอาหารลงเรื่อย ๆ ไม่จบ
บางครั้งแก้ด้วยการเพิ่มการขยับ หรือปรับองค์ประกอบอาหารให้โปรตีนและใยอาหารดีขึ้น แทนการกดแคลลงอีกเยอะ ๆ ก็ได้ครับ
6️⃣
โปรตีนต่ำและไม่ฝึกกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหาย แล้วการใช้พลังงานลดลง
นี่เป็นอีกจุดที่ผมห่วงมากครับ
บางคนอยากให้น้ำหนักลงเร็ว เลยตัดทั้งข้าวและโปรตีน
สุดท้ายกินน้อยจริง
แต่มวลกล้ามเนื้อก็ลดไปด้วย
กล้ามเนื้อไม่ได้เป็นแค่เรื่องหุ่นครับ
มันช่วยเรื่องการใช้กลูโคส
ช่วยการเคลื่อนไหว
ช่วยให้เราออกแรงได้
และมีส่วนกับพลังงานที่ร่างกายใช้
ถ้ากล้ามเนื้อหายมาก
แรงลด
ขยับน้อยลง
ออกกำลังได้น้อยลง
การใช้พลังงานรวมทั้งวันก็ลดตาม
ดังนั้นผมจะไม่ชอบแผนลดน้ำหนักที่ตาชั่งลงเร็วมาก แต่แรงตกตามทุกสัปดาห์
ถ้าเป้าหมายคือ “ลดไขมัน”
โปรตีนต้องพอ
และควรมีการฝึกแรงต้านร่วมด้วยครับ
7️⃣
คิดว่ากินน้อย แต่บางอย่างพลังงานสูงมากจนประเมินต่ำไป
อันนี้ไม่ได้แปลว่าใครโกหกตัวเองนะครับ
อาหารบางอย่างพลังงานแน่นมากจริง
น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วหนึ่งกำมือ
เนยถั่ว
ชีส
อะโวคาโด
น้ำสลัด
กาแฟนม
ซอสต่าง ๆ
ดูทีละอย่างเหมือนไม่เยอะ
แต่พอรวมทั้งวัน พลังงานเพิ่มขึ้นเยอะได้ครับ
โดยเฉพาะคนที่ทำอาหารเองแล้วเทน้ำมันแบบกะด้วยสายตา
บางวันคิดว่าใช้ 1 ช้อน
จริง ๆ อาจ 2–3 ช้อนครับ
ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนชั่งอาหารตลอดชีวิต
แต่ถ้าน้ำหนักนิ่งนานจริง ๆ ลองเก็บข้อมูล 5–7 วันแบบซื่อ ๆ ดูครับ
ไม่ต้องตัดเพิ่ม
แค่ดูว่าแคลที่คิดว่ากิน กับที่กินจริง ห่างกันแค่ไหน
หลายคนเจอต้นเหตุจากตรงนี้เลยครับ
8️⃣
2 สัปดาห์ยังสั้นเกินไปที่จะเรียกว่า “ลดไม่ลง” ในหลายคน
อันนี้ผมอยากให้ใจเย็นตรงนี้หน่อยครับ
น้ำหนักของคนหนึ่งคนสามารถแกว่งวันต่อวันได้ 0.5–2 กิโลจากน้ำ อาหารในลำไส้ โซเดียม ฮอร์โมน และการออกกำลัง
ดังนั้นถ้าตาชั่งนิ่ง 10–14 วัน
ยังไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าเข้าสู่ plateau จริง
ผมมักอยากดูอย่างน้อยหลายสัปดาห์ พร้อมกับรอบเอวและค่าเฉลี่ยน้ำหนัก
ถ้าน้ำหนักเฉลี่ยไม่ขยับเลย 3–4 สัปดาห์
รอบเอวไม่ลง
อาหารกับกิจกรรมค่อนข้างคงที่
ตรงนี้ค่อยถือว่า “น่าจะต้องปรับแผน” มากขึ้นครับ
ถ้าน้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์ ผมไม่อยากให้ทำสิ่งนี้ทันที
อย่ารีบตัดจาก 1,500 เหลือ 1,000 แคลครับ
เพราะบางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่แคลสูงเกิน
แต่อยู่ที่
น้ำค้าง
นอนน้อย
ขยับน้อยลง
โปรตีนไม่พอ
หรือกินชดเชยโดยไม่รู้ตัว
ถ้ายิ่งตัดแรง
หิวยิ่งมาก
ขยับยิ่งน้อย
กล้ามเนื้อยิ่งเสีย
แล้วโอกาสหลุดก็ยิ่งสูง
สุดท้ายแผนพังเพราะ “โหดเกินไป” ไม่ใช่เพราะ “ไม่โหดพอ” ครับ
💥 ถ้าจะผ่านช่วงน้ำหนักนิ่ง ผมชอบแก้ทีละจุดแบบนี้
◾ ดูค่าเฉลี่ยน้ำหนัก 7 วัน ไม่ใช้เลขวันเดียวตัดสิน
◾ วัดรอบเอวทุก 1–2 สัปดาห์ ถ้าเอวยังลด ไม่ต้องรีบตัดอาหาร
◾ เช็กโปรตีนให้พอ และฝึกกล้ามเนื้อ 2–3 วันต่อสัปดาห์
◾ เพิ่มการเดินหรือการขยับในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถ้าช่วงนี้นั่งมากขึ้น
◾ ดูน้ำมัน ซอส เครื่องดื่ม ถั่ว และของจุกจิกที่มักประเมินต่ำ
◾ นอนให้พอ เพราะนอนน้อยทำให้ทั้งความหิวและการขยับแย่ลง
◾ ถ้าน้ำหนักนิ่งจริงหลายสัปดาห์ ค่อยลดพลังงานอีกเล็กน้อย เช่น 100–200 kcal/วัน หรือเพิ่มกิจกรรม แทนการหั่นลงทีเดียวหนัก ๆ ครับ
🍽️
แล้วต้องมี “วันเพิ่มแคล” หรือ diet break ไหม?
มีคนถามเรื่องนี้เยอะครับ
บางคนลดมานานหลายเดือน เริ่มเหนื่อย หิวมาก ออกกำลังแย่ลง และใช้ชีวิตยากขึ้น
ในบางกรณี การพักจากการขาดพลังงานสักช่วงหนึ่ง แล้วกลับมากินใกล้ระดับคงน้ำหนัก อาจช่วยเรื่องความเหนื่อย ความหิว และการทำแผนระยะยาวได้ครับ
แต่ไม่ใช่ว่า “กินบุฟเฟต์หนึ่งวันแล้วระบบเผาผลาญจะถูกรีเซ็ต”
แบบนั้นพูดเกินจริงครับ
diet break เป็นเรื่องของการจัดแผนให้ยั่งยืนมากกว่า ไม่ใช่ปุ่มลับเปิดเตาเผาไขมันครับ
ถ้าลดแทบตายแล้วน้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์
อย่าเพิ่งโกรธร่างกาย และอย่าเพิ่งลงโทษตัวเองด้วยการอดหนักกว่าเดิมครับ
ช่วงแรกน้ำหนักอาจลงเร็วเพราะน้ำ
พอต่อมาจะช้าลงเพราะเหลือไขมันจริง
ระหว่างทางร่างกายก็ปรับตัว
ขยับน้อยลง
หิวมากขึ้น
ใช้พลังงานน้อยลง
น้ำค้างได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้ตาชั่งนิ่งได้ แม้เรายังมีความคืบหน้าอยู่ครับ
ผมอยากให้เช็กก่อนว่า
รอบเอวลงไหม
ค่าเฉลี่ยน้ำหนักเป็นยังไง
โปรตีนพอหรือยัง
กล้ามเนื้อยังอยู่ไหม
นอนพอไหม
แล้วแคลที่คิดว่ากิน ตรงกับของจริงหรือเปล่า
ถ้าต้องปรับ ก็ปรับทีละน้อยครับ
ไม่ต้องตัดจาก “พอกิน” ให้กลายเป็น “แทบไม่กิน”
เพราะเป้าหมายไม่ใช่ทำให้น้ำหนักลงเร็วที่สุดใน 2 สัปดาห์
แต่คือทำให้ไขมันค่อย ๆ ลด
กล้ามเนื้อยังอยู่
ความหิวยังรับมือได้
แล้วอีก 3–6 เดือนเรายังทำต่อได้ครับ
บางครั้งน้ำหนักนิ่งไม่ได้กำลังบอกว่า “ต้องกดให้หนักกว่าเดิม”
แต่มันกำลังบอกว่า
ถึงเวลาปรับให้ฉลาดขึ้นครับ
ที่มา : หมอเจด
🦾 ลดแทบตายแต่น้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์! ทำไมยิ่งตัดแคล ยิ่งไม่ลง?
ช่วงแรกลงดีมาก
สัปดาห์แรกลง 1 กิโล
อาทิตย์ต่อมาลงอีกครึ่งกิโล
แล้วอยู่ ๆ ตัวเลขก็นิ่ง
ชั่งเช้าก็เท่าเดิม
อีกสามวันก็ยังเท่าเดิม
ครบ 2 สัปดาห์แล้วก็ยังไม่ขยับ
ตรงนี้แหละครับที่หลายคนเริ่มหัวเสีย
“งั้นต้องตัดข้าวอีก”
“ลดมื้อเย็น”
“เหลือวันละ 1,000 แคลไปเลย”
แต่ยิ่งตัดหนัก บางคนกลับยิ่งนิ่งกว่าเดิม
ผมอยากให้เข้าใจก่อนว่า น้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์ ยังไม่ได้แปลว่าไขมันไม่ลดเลย และไม่ได้แปลว่าระบบเผาผลาญ “พัง” ทันทีครับ
บางครั้งสิ่งที่กำลังเกิดคือ ไขมันลดอยู่ แต่มีน้ำค้าง
บางครั้งเราขยับน้อยลงโดยไม่รู้ตัว
บางครั้งแคลที่คิดว่ากินน้อย จริง ๆ ไม่ได้น้อยเท่าที่คิด
และบางครั้งการตัดแคลแรงเกินไป ทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการลดการใช้พลังงานบางส่วน
วันนี้ผมจะไล่ให้ดูครับว่า ทำไมยิ่งกดอาหาร บางคนยิ่งรู้สึกว่าน้ำหนักไม่ไปไหน
1️⃣ ช่วงแรกที่น้ำหนักลงเร็ว ส่วนหนึ่งไม่ใช่ไขมันทั้งหมด แต่มาจากน้ำและไกลโคเจนด้วย
อันนี้สำคัญมากครับ
ช่วงเริ่มลดอาหาร โดยเฉพาะถ้าลดแป้งลงชัด น้ำหนักมักลงเร็ว
เพราะร่างกายดึงไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อและตับมาใช้ และไกลโคเจนหนึ่งส่วนจะจับน้ำไว้ด้วย
พอไกลโคเจนลด น้ำก็ลดตามครับ
ช่วงแรกเลยเห็นตัวเลขลงเร็วมาก จนเราคิดว่า
“สูตรนี้เวิร์กมาก”
แต่พอผ่านไป 1–2 สัปดาห์ น้ำส่วนนี้ลงไปเยอะแล้ว
จากนั้นสิ่งที่เหลือคือการลดไขมันจริง ซึ่งช้ากว่าเป็นธรรมดาครับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเดือนแรก น้ำหนักอาจลง 3–4 กิโล แต่เดือนถัดไปเหลือลง 1–2 กิโล
ไม่ได้แปลว่าร่างกายหยุดทำงาน
แค่สิ่งที่กำลังลด “เปลี่ยนชนิด” ครับ
2️⃣ ตัดแคลแรงเกินไป ร่างกายจะเริ่มลดการใช้พลังงานบางส่วน
อันนี้คนชอบเรียกว่า “ระบบเผาผลาญพัง”
แต่ผมอยากพูดให้แม่นกว่านั้นครับ
ร่างกายมีการปรับตัวเมื่อได้รับพลังงานน้อยลง เรียกว่า การปรับตัวของระบบเผาผลาญ (Metabolic adaptation)
พูดง่าย ๆ คือ เมื่อกินน้อยลง ร่างกายพยายามประหยัดพลังงานบางส่วน
เช่น
ชีพจรอาจลดลงเล็กน้อย
อุณหภูมิร่างกายอาจลดลงเล็กน้อย
ความหิวเพิ่มขึ้น
แล้วเราจะขยับน้อยลงโดยไม่รู้ตัวครับ
ที่สำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า NEAT หรือพลังงานจากการขยับในชีวิตประจำวัน
พอตัดอาหารหนัก คนบางคนเริ่ม
เดินน้อยลง
ไม่ค่อยลุก
ไม่อยากขึ้นบันได
นั่งมากขึ้น
ออกกำลังแล้วกลับบ้านนอนยาว
เราไม่ได้ตั้งใจขี้เกียจนะครับ
แต่ร่างกายกำลังประหยัดพลังงาน
สุดท้ายจากที่คิดว่าตัดเพิ่มวันละ 500 แคล บางส่วนกลับถูกชดเชยด้วยการใช้พลังงานที่ลดลง
เลยรู้สึกว่า
“กินน้อยกว่าเดิมเยอะ ทำไมเลขไม่ลงตามที่คิด?”
3️⃣ ยิ่งอดมาก ยิ่งหิวมาก แล้วแคลอรีมักหลุดกลับเข้ามาแบบไม่รู้ตัว
ข้อนี้หลายคนเจอกันบ่อยมากครับ
กลางวันคุมดีมาก
ข้าวครึ่งทัพพี
อกไก่
ผัก
ไม่มีขนม
แต่เย็นหิวจนมือสั่น
แล้วเริ่มมี
ถั่วหนึ่งกำมือ
โยเกิร์ตหนึ่งถ้วย
ผลไม้อีกนิด
ขนมสองคำ
นมก่อนนอน
แต่ละอย่างดูไม่เยอะครับ
พอรวมกันอาจเพิ่มมาอีกหลายร้อยแคลอรี
หรือบางคนคุมเข้มวันจันทร์ถึงศุกร์มาก
แล้วเสาร์คิดว่า
“ทั้งสัปดาห์กินน้อยแล้ว ขอหนึ่งมื้อ”
แต่หนึ่งมื้อกลายเป็นบุฟเฟต์ เครื่องดื่ม ของหวาน และมื้อดึก
สุดท้ายแคลอรีที่ตัดมาห้าวัน ถูกคืนกลับมาในสองวันครับ
ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะไม่มีวินัยนะครับ
จริง ๆ แล้วการอดหนักทำให้ความหิวและความอยากอาหารเพิ่มขึ้นจริง
เพราะฉะนั้นแผนที่ทำให้หิวจนควบคุมไม่ได้ มักไม่ใช่แผนที่ดีในระยะยาวครับ
4️⃣ น้ำค้างจากเค็ม คาร์บ ความเครียด และการออกกำลัง ทำให้ไขมันลดแต่ตาชั่งไม่ลง
อันนี้เป็นเหตุผลที่คนท้อโดยไม่จำเป็นเยอะมากครับ
สมมติใน 2 สัปดาห์ คุณเสียไขมันไปจริง 0.7 กิโล
แต่ช่วงนั้น
กินเค็มขึ้น
นอนน้อย
เครียด
ออกเวทหนัก
หรือในผู้หญิงอยู่ช่วงก่อนมีประจำเดือน
ร่างกายอาจกักน้ำเพิ่ม 0.5–1 กิโลได้
ตาชั่งเลยดูเหมือน
“ไม่ลงเลย”
ทั้งที่ไขมันกำลังลดอยู่
โดยเฉพาะคนที่เริ่มเล่นเวตใหม่ กล้ามเนื้อจะมีการอักเสบเล็กน้อยจากการซ่อมแซม และเก็บน้ำมากขึ้นชั่วคราวได้ครับ
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ชอบดูเลขวันเดียว
ผมชอบดู
ค่าเฉลี่ยน้ำหนัก 7 วัน
รอบเอว
รูปถ่าย
เสื้อผ้า
แรงตอนออกกำลัง
ถ้าน้ำหนักนิ่ง แต่เอวลงครึ่งนิ้ว
ผมจะยังไม่รีบตัดอาหารเพิ่มครับ
5️⃣ พอน้ำหนักตัวลดลง ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลงจริง
อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาครับ
สมมติเริ่มที่ 90 กิโล
ตอนนั้นร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าเวลาที่เหลือ 80 กิโล
เพราะตัวเบาลง
การเดิน
การยืน
การขยับ
การรักษาเนื้อเยื่อ
ใช้พลังงานน้อยลงตามครับ
ดังนั้นแคลที่เคยทำให้ลดได้ตอน 90 กิโล
อาจกลายเป็นแคลใกล้คงน้ำหนักมากขึ้นตอน 80 กิโล
ตรงนี้ไม่ใช่ระบบเผาผลาญพังนะครับ
มันคือร่างกายที่เล็กลง ใช้พลังงานน้อยลงตามธรรมชาติ
แต่ผมก็ไม่ได้แปลว่าต้องตัดอาหารลงเรื่อย ๆ ไม่จบ
บางครั้งแก้ด้วยการเพิ่มการขยับ หรือปรับองค์ประกอบอาหารให้โปรตีนและใยอาหารดีขึ้น แทนการกดแคลลงอีกเยอะ ๆ ก็ได้ครับ
6️⃣ โปรตีนต่ำและไม่ฝึกกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหาย แล้วการใช้พลังงานลดลง
นี่เป็นอีกจุดที่ผมห่วงมากครับ
บางคนอยากให้น้ำหนักลงเร็ว เลยตัดทั้งข้าวและโปรตีน
สุดท้ายกินน้อยจริง
แต่มวลกล้ามเนื้อก็ลดไปด้วย
กล้ามเนื้อไม่ได้เป็นแค่เรื่องหุ่นครับ
มันช่วยเรื่องการใช้กลูโคส
ช่วยการเคลื่อนไหว
ช่วยให้เราออกแรงได้
และมีส่วนกับพลังงานที่ร่างกายใช้
ถ้ากล้ามเนื้อหายมาก
แรงลด
ขยับน้อยลง
ออกกำลังได้น้อยลง
การใช้พลังงานรวมทั้งวันก็ลดตาม
ดังนั้นผมจะไม่ชอบแผนลดน้ำหนักที่ตาชั่งลงเร็วมาก แต่แรงตกตามทุกสัปดาห์
ถ้าเป้าหมายคือ “ลดไขมัน”
โปรตีนต้องพอ
และควรมีการฝึกแรงต้านร่วมด้วยครับ
7️⃣ คิดว่ากินน้อย แต่บางอย่างพลังงานสูงมากจนประเมินต่ำไป
อันนี้ไม่ได้แปลว่าใครโกหกตัวเองนะครับ
อาหารบางอย่างพลังงานแน่นมากจริง
น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วหนึ่งกำมือ
เนยถั่ว
ชีส
อะโวคาโด
น้ำสลัด
กาแฟนม
ซอสต่าง ๆ
ดูทีละอย่างเหมือนไม่เยอะ
แต่พอรวมทั้งวัน พลังงานเพิ่มขึ้นเยอะได้ครับ
โดยเฉพาะคนที่ทำอาหารเองแล้วเทน้ำมันแบบกะด้วยสายตา
บางวันคิดว่าใช้ 1 ช้อน
จริง ๆ อาจ 2–3 ช้อนครับ
ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนชั่งอาหารตลอดชีวิต
แต่ถ้าน้ำหนักนิ่งนานจริง ๆ ลองเก็บข้อมูล 5–7 วันแบบซื่อ ๆ ดูครับ
ไม่ต้องตัดเพิ่ม
แค่ดูว่าแคลที่คิดว่ากิน กับที่กินจริง ห่างกันแค่ไหน
หลายคนเจอต้นเหตุจากตรงนี้เลยครับ
8️⃣ 2 สัปดาห์ยังสั้นเกินไปที่จะเรียกว่า “ลดไม่ลง” ในหลายคน
อันนี้ผมอยากให้ใจเย็นตรงนี้หน่อยครับ
น้ำหนักของคนหนึ่งคนสามารถแกว่งวันต่อวันได้ 0.5–2 กิโลจากน้ำ อาหารในลำไส้ โซเดียม ฮอร์โมน และการออกกำลัง
ดังนั้นถ้าตาชั่งนิ่ง 10–14 วัน
ยังไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าเข้าสู่ plateau จริง
ผมมักอยากดูอย่างน้อยหลายสัปดาห์ พร้อมกับรอบเอวและค่าเฉลี่ยน้ำหนัก
ถ้าน้ำหนักเฉลี่ยไม่ขยับเลย 3–4 สัปดาห์
รอบเอวไม่ลง
อาหารกับกิจกรรมค่อนข้างคงที่
ตรงนี้ค่อยถือว่า “น่าจะต้องปรับแผน” มากขึ้นครับ
ถ้าน้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์ ผมไม่อยากให้ทำสิ่งนี้ทันที
อย่ารีบตัดจาก 1,500 เหลือ 1,000 แคลครับ
เพราะบางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่แคลสูงเกิน
แต่อยู่ที่
น้ำค้าง
นอนน้อย
ขยับน้อยลง
โปรตีนไม่พอ
หรือกินชดเชยโดยไม่รู้ตัว
ถ้ายิ่งตัดแรง
หิวยิ่งมาก
ขยับยิ่งน้อย
กล้ามเนื้อยิ่งเสีย
แล้วโอกาสหลุดก็ยิ่งสูง
สุดท้ายแผนพังเพราะ “โหดเกินไป” ไม่ใช่เพราะ “ไม่โหดพอ” ครับ
💥 ถ้าจะผ่านช่วงน้ำหนักนิ่ง ผมชอบแก้ทีละจุดแบบนี้
◾ ดูค่าเฉลี่ยน้ำหนัก 7 วัน ไม่ใช้เลขวันเดียวตัดสิน
◾ วัดรอบเอวทุก 1–2 สัปดาห์ ถ้าเอวยังลด ไม่ต้องรีบตัดอาหาร
◾ เช็กโปรตีนให้พอ และฝึกกล้ามเนื้อ 2–3 วันต่อสัปดาห์
◾ เพิ่มการเดินหรือการขยับในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถ้าช่วงนี้นั่งมากขึ้น
◾ ดูน้ำมัน ซอส เครื่องดื่ม ถั่ว และของจุกจิกที่มักประเมินต่ำ
◾ นอนให้พอ เพราะนอนน้อยทำให้ทั้งความหิวและการขยับแย่ลง
◾ ถ้าน้ำหนักนิ่งจริงหลายสัปดาห์ ค่อยลดพลังงานอีกเล็กน้อย เช่น 100–200 kcal/วัน หรือเพิ่มกิจกรรม แทนการหั่นลงทีเดียวหนัก ๆ ครับ
🍽️ แล้วต้องมี “วันเพิ่มแคล” หรือ diet break ไหม?
มีคนถามเรื่องนี้เยอะครับ
บางคนลดมานานหลายเดือน เริ่มเหนื่อย หิวมาก ออกกำลังแย่ลง และใช้ชีวิตยากขึ้น
ในบางกรณี การพักจากการขาดพลังงานสักช่วงหนึ่ง แล้วกลับมากินใกล้ระดับคงน้ำหนัก อาจช่วยเรื่องความเหนื่อย ความหิว และการทำแผนระยะยาวได้ครับ
แต่ไม่ใช่ว่า “กินบุฟเฟต์หนึ่งวันแล้วระบบเผาผลาญจะถูกรีเซ็ต”
แบบนั้นพูดเกินจริงครับ
diet break เป็นเรื่องของการจัดแผนให้ยั่งยืนมากกว่า ไม่ใช่ปุ่มลับเปิดเตาเผาไขมันครับ
ถ้าลดแทบตายแล้วน้ำหนักนิ่ง 2 สัปดาห์
อย่าเพิ่งโกรธร่างกาย และอย่าเพิ่งลงโทษตัวเองด้วยการอดหนักกว่าเดิมครับ
ช่วงแรกน้ำหนักอาจลงเร็วเพราะน้ำ
พอต่อมาจะช้าลงเพราะเหลือไขมันจริง
ระหว่างทางร่างกายก็ปรับตัว
ขยับน้อยลง
หิวมากขึ้น
ใช้พลังงานน้อยลง
น้ำค้างได้ง่ายขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้ตาชั่งนิ่งได้ แม้เรายังมีความคืบหน้าอยู่ครับ
ผมอยากให้เช็กก่อนว่า
รอบเอวลงไหม
ค่าเฉลี่ยน้ำหนักเป็นยังไง
โปรตีนพอหรือยัง
กล้ามเนื้อยังอยู่ไหม
นอนพอไหม
แล้วแคลที่คิดว่ากิน ตรงกับของจริงหรือเปล่า
ถ้าต้องปรับ ก็ปรับทีละน้อยครับ
ไม่ต้องตัดจาก “พอกิน” ให้กลายเป็น “แทบไม่กิน”
เพราะเป้าหมายไม่ใช่ทำให้น้ำหนักลงเร็วที่สุดใน 2 สัปดาห์
แต่คือทำให้ไขมันค่อย ๆ ลด
กล้ามเนื้อยังอยู่
ความหิวยังรับมือได้
แล้วอีก 3–6 เดือนเรายังทำต่อได้ครับ
บางครั้งน้ำหนักนิ่งไม่ได้กำลังบอกว่า “ต้องกดให้หนักกว่าเดิม”
แต่มันกำลังบอกว่า
ถึงเวลาปรับให้ฉลาดขึ้นครับ
ที่มา : หมอเจด