อิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ สิทธิพื้นฐาน 5 ข้อที่ต้องได้รับการปกปักรักษา ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด

อิสลามให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิ มนุษย์มีสิทธิพื้นฐาน 5 ข้อที่ต้องได้รับการปกปักรักษา ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด

ยุคนี้พูดถึงเรื่องสิทธิกันมาก อิสลามระบุไว้เมื่อ 1,400 กว่าปี ในยุคที่แทบไม่มีคำว่าสิทธิ คำสอนอิสลามจนถึงตอนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง 
พระเจ้าบอกว่ามนุษย์มีสิทธิอยู่ 5 ประการที่ต้องได้รับการดูแล สิทธิที่ต้องได้รับความคุ้มครอง มาดูว่าอิสลามสอนอะไรบ้าง

ความเชื่อทั่วไป มองว่า ความหายนะจะเกิดขึ้น ถ้าเอาศาสนามารวมกับการเมือง ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เป็นแบบนั้นจริง แต่ในคำสอนของอิสลาม มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย และไม่ได้นำมาซึ่งความหายนะด้วย

อิสลามบอกว่า มนุษย์มีสิทธิพื้นฐาน 5 ข้อที่ต้องได้รับการปกปักรักษา ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาใด หมายความว่า ต่อให้เป็นมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยในชนส่วนมากที่ไม่ใช่มุสลิม หรือชนกลุ่มมากเป็นมุสลิม ชนกลุ่มน้อยไม่ใช่มุสลิม คนทุกคนในสังคมมี 5 อย่าง ที่ต้องได้รับการปกปักรักษาไว้

1. สิทธิในการมีเชื้อสายที่ถูกต้อง
สิทธิในการมีเชื้อสาย หมายความว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเกิดมาโดยมีพ่อและแม่ที่ด้วยกันอย่างถูกต้องชอบธรรม 

ลองคิดดูว่าความรู้สึกจะเป็นยังไง ถ้าเราเกิดมาจากพ่อกับแม่ที่ไม่ได้แต่งงานกัน และเขาไม่ได้อยากจะให้เราเกิด พูดตรงๆ ก็คือ แค่มีความสัมพันธ์ทางเพศ แล้วแม่ตั้งครรภ์ พ่อก็จากไป เด็กคนนั้นจะรู้สึกอย่างไร 

อิสลามถือว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครอง คือต้องมีสิทธิ์ที่จะเกิดมาจากพ่อแม่ที่อยู่ด้วยกันโดยมีความรับผิดชอบ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมอิสลามถึงห้ามการผิดประเวณีอย่างเด็ดขาด และถ้าผู้ชายห้ามอารมณ์ความต้องการทางเพศของตัวเองไม่ได้ แต่อยากมีผู้หญิงเยอะๆ คุณก็ต้องแต่งงานอย่างเปิดเผย และต้องมีความรับผิดชอบที่ยุติธรรม

อิสลามไม่ได้สั่งใช้ให้ผู้ชายมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน แต่เป็นแค่ทางเลือก เช่น ในกรณีที่ภรรยาอาจจะให้ลูกไม่ได้ หรือมีปัญหาอะไรก็ตามแต่ แต่ถ้าคุณจะมีอีกคน คุณต้องชัดเจน ต้องเปิดเผย และต้องยุติธรรมนี่คือกรอบที่อิสลามวางไว้ให้ เพื่อให้คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเกิดมาโดยมีพ่อแม่ที่ถูกต้อง 

“และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้ ก็จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้า ในหมู่สตรีสองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าพวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว หรือไม่ก็หญิงที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่ นั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 3)

“และพวกเจ้าไม่สามารถที่จะให้ความยุติธรรมในระหว่างบรรดาหญิงได้เลย และแม้ว่าพวกเจ้าจะมีความปรารถนาอันแรงกล้าก็ตาม ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าเอียงไปจนหมด แล้วพวกเจ้าจะปล่อยให้บรรดานาง (ที่ถูกทอดทิ้ง) นั้นประหนึ่งผู้ที่ถูกแขวนไว้ และหากพวกเจ้าประนีประนอมกัน และมีความยำเกรงแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 129)


- - -
2. สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
อิสลามให้การคุ้มครองสิทธิ์ที่คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน  ไม่ใช่ใครจะหาทรัพย์สินมาได้เท่าไหร่ ต้องเอามารวมกัน แล้วแบ่งเท่าๆ กัน ทำเยอะหรือทำน้อยได้เท่ากัน แต่คำสอนในอิสลามนั้นชัดเจนว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะครอบครองทรัพย์สินที่เขาหามาโดยชอบธรรมอย่างเต็มที่ 100%

“และจงอย่าปรารถนาในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงให้แก่บางคนในหมู่พวกเจ้าเหนือกว่าอีกบางคน สำหรับผู้ชายนั้นมีส่วนได้รับจากสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ และสำหรับหญิงนั้นก็มีส่วนได้รับจากสิ่งที่พวกนางได้ขวนขวายไว้ และพวกเจ้าจงขอต่ออัลลอฮฺเถิด จากความกรุณาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 32)

“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่ากินทรัพย์ของพวกเจ้า (ตัฟซีร: หมายถึงทรัพย์ของคนอื่น การที่อัลลอฮฺทรงใช้คำว่าทรัพย์ของพวกเจ้านั้น ก็เพื่อให้เข้าใจว่าประชาชาตินั้นประหนึ่งร่างเดียวกัน ที่จะต้องรับผิดชอบต่อกัน และให้ถือว่าทรัพย์ของแต่ละคนนั้นก็ประหนึ่งทรัพย์ของตนเองด้วย ซึ่งแต่ละคนจะต้องช่วยกันรักษาทรัพย์นั้นให้คงอยู่ในสิทธิของผู้เป็นเจ้าของ นั่นก็เท่ากับว่าตนเองได้รักษาทรัพย์สินของตนเองด้วย แต่ถ้าต่างคนต่างกินทรัพย์ซึ่งกันและกันในทางทุจริตแล้ว ก็เท่ากับเขากินทรัพย์ของเขาเองในทางที่ไม่ชอบ) ในระหว่างพวกเจ้าโดยมิชอบ นอกจากมันจะเป็นการค้าขายที่เกิดจากความพอใจในหมู่พวกเจ้า” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 29 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)


- - -
3. สิทธิในเกียรติยศและชื่อเสียง
คนทุกคนมีเกียรติ และคนทุกคนต้องได้รับการให้เกียรติ  อิสลามถือว่าการพูดเรื่องชาวบ้าน ถ้าพูดแล้วทำให้เขาเสียหาย ถือว่าเป็นบาปใหญ่ ถ้าเป็นทางกฎหมายไทยก็คือข้อหาหมิ่นประมาท แต่อิสลามบอกเลยว่าเป็นบาปใหญ่ 

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปใส่ร้ายคนอื่น ประกาศตั้งสเตตัสในโซเชียล ไปกดไลก์ ไปกดแชร์ พฤติกรรมไม่ดีเหล่านั้น หรือเอาเขามาแฉ ไม่ต้องรอให้ถึงกฎหมายของมนุษย์ เพราะกฎหมายของพระเจ้ามีระบุชัดเจนว่ามันคือบาปใหญ่ คนทุกคนมีเกียรติและต้องได้รับความคุ้มครองในชื่อเสียง โดยไม่เกี่ยงว่าคุณจะถือศาสนาอะไร

“โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย หากคนชั่วนําข่าวใด ๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าจะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทําไป” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลหุญุร็อต 6) 

รายงานจากท่าน อับดุรเราะห์มาน อิบนุ อบี บักเราะห์ จากบิดาของเขา (อบู บักเราะห์) รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "แท้จริงแล้ว เลือดเนื้อของพวกท่าน และทรัพย์สินของพวกท่าน และเกียรติยศศักดิ์ศรีของพวกท่าน เป็นสิ่งต้องห้ามล่วงละเมิดในระหว่างพวกท่าน เช่นเดียวกับความศักดิ์สิทธิ์ของวันนี้ของพวกท่าน (วันแห่งการเชือดสัตว์พลี) ในเมืองนี้ (มักกะฮ์) และในเดือนนี้ (เดือนซุลฮิจญะฮ์) ของพวกท่าน และแท้จริงพวกท่านจะได้พบกับพระผู้อภิบาลของพวกท่าน แล้วพระองค์จะทรงสอบถามพวกท่านเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายของพวกท่าน" (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย มุสลิม เลขที่ 1679)


- - -
4. สิทธิในการคุ้มครองชีวิตและร่างกาย
ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิต และมีสิทธิ์ที่จะมีร่างกายที่ปกติ สมบูรณ์ หมายความว่า เราไม่มีสิทธิ์ไปต่อยหน้าใครหรือไปทำร้ายใคร หรือไปหักกระดูกถอนฟันใครเด็ดขาด เว้นแต่เจ้าตัวเขาจะอนุญาต เช่น กรณีไปหาหมอฟันเพื่อถอนฟันคุดหรือฟันผุ  ร่างกายและชีวิตของทุกคนจึงต้องได้รับการปกปักรักษาอย่างปลอดภัย

“และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง (ตัฟซีร: หมายถึงทำการฆ่าซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพราะถือว่าประชาชาตินั้นคือร่างกายเดียวกัน การฆ่าคนอื่นนั้นก็ประหนึ่งฆ่าตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่ฆ่าคนอื่นนั้นตนเองก็จะถูกฆ่าให้ตายตามกัน ดังนั้น การฆ่าคนอื่นจึงเท่ากับการฆ่าตัวเอง) แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ 29 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)


- - -
5. สิทธิในเสรีภาพทางความเชื่อและการนับถือศาสนา
สิทธิพื้นฐานข้อที่ 5 มีระบุไว้ชัดเจนในคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ (บทที่ 2) พระเจ้าระบุไว้ชัดเจนว่า "ไม่มีการบังคับกันในเรื่องของศาสนา" 

“ไม่มีการบังคับใด ๆ (ให้นับถือ) ในศาสนาอิสลาม (ตัฟซีร: ในศาสนาอิสลามนั้นมิได้มีบัญญัติบังคับผู้คนให้รับนับถือ) แน่นอน ความถูกต้องนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วจากความผิด (ตัฟซีร: หมายถึงว่า ในอิสลามนั้นได้เป็นที่กระจ่างแจ้งแล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกและอะไรคือสิ่งที่ผิด ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีการบังคับให้ผู้คนรับนับถือ) ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัฎ-ฎอฆูต (ตัฟซีร: หมายถึงปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำชี้นำของชัยฏอน) และศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว แน่นอนเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้แล้ว (ตัฟซีร: ประหนึ่งเขาได้ยึดห่วงอันมั่นคงไว้) โดยไม่มีการขาดใดๆ เกิดขึ้นแก่มัน และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ 256 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)

หมายความว่า คนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกนับถือศาสนา นี่คือคำสอนหลักของอิสลาม

แต่มีเงื่อนไขว่า ตราบใดก็ตามที่การนับถือหรือความเชื่อนั้น ต้องไม่ไปทำร้ายสังคมหรือทำร้ายคนอื่น เช่น การเหยียดสีผิว การวิจารณ์กลุ่มอื่น ที่ก่อให้เกิดการเกลียดชังและไปทำลายสังคม แบบนั้นอิสลามถือว่าทำไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์


- - -
สรุป: มิติของศาสนากับการปกครองส่วนรวม
จริงอยู่ที่ในประวัติศาสตร์โลก ถ้าเอาศาสนามาปะปนกับการเมืองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว มันจะก่อให้เกิดความหายนะ แต่ถ้าเราถอดเอา "หลักคำสอนที่ดีงามของศาสนา" มาใช้ในการปกครอง มันจะดีมาก

การเมืองไม่ได้ห้ามมีศาสนา แต่เราต้องเอาหลักธรรมและคุณธรรมที่แท้จริงไปใช้กับการปกครองโดยมุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอำนาจ สังคมจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ 

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลมุมตะฮินะฮฺ 8)

วัลลอฮุอะอฺลัม

- - - -
ที่มา : หัวข้อ อิสลามสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจ โดย อ.อิลยาส วารีย์ 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่