บทนำ: เงาแห่งบาป
ระหว่างทำบาปด้วยตนเอง กับการเสี้ยมสอนให้ผู้อื่นทำความชั่ว
ในผืนป่าใหญ่แห่งสังสารวัฏ มนุษย์มักหวาดกลัวบาปกรรมที่ตนพลั้งเผลอทำลงไปด้วยอำนาจแห่งโลภะ โทสะ และโมหะเฉพาะหน้า ดุจผู้ถือคบเพลิงลุกโชนเดินเข้าสู่ความมืด ไฟนั้นย่อมลวกมือและเผาร่างของเขาเองให้เจ็บปวดสาสม
ทว่ายังมีภัยอีกชนิดหนึ่งที่เงียบเชียบ ลึกซึ้ง และน่าสะพรึงกว่านัก นั่นคือ “การปลูกฝังมิจฉาทิฏฐิ และการชักชวนให้ผู้อื่นทำความชั่ว”
พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในพระบาลีว่า บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชักนำมหาชนให้ออกจากสัทธรรมไปตั้งอยู่ในอสัทธรรม ย่อมบังเกิดมาเพื่อความอับปางและความทุกข์ของชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์ ดุจบุรุษผู้ทอดข่ายใหญ่ลง ณ ปากน้ำ ย่อมนำความพินาศมาสู่หมู่ปลาและสรรพสัตว์มิรู้จบ
อรรถกถาจารย์ขยายความไว้อย่างน่าสะท้านใจว่า ผู้ชักชวนคนร้อยคนในกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น ย่อมได้อกุศลเสมอกับอกุศลของผู้ถูกชักชวนทั้งหมดรวมกัน เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า คนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก
แต่ธรรมนั้นย่อมมีสองด้านเสมอ อรรถกถาเดียวกันนี้กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาต แล้วชักชวนผู้อื่นให้ถวายข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ย่อมได้กุศลเสมอกับกุศลของผู้ถวายทานทั้งหมดเช่นกัน
การทำบาปด้วยตนเองจึงมีขอบเขตอยู่เพียงตัวคนเดียว แต่การเสี้ยมสอนและปลูกฝังความเห็นผิด เปรียบดั่งการเปิดโรงงานผลิตบาป ไฟดวงเล็กที่จุดขึ้นอาจลามเลียไปทั้งผืนป่า วิบากที่ไหลย้อนกลับสู่ผู้เป็นต้นคิดจึงทบทวียิ่งนัก
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงความจริงข้อนี้ไว้อย่างงดงามที่สุด เป็นเรื่องของผู้ครองนครผู้หนึ่งซึ่งยึดมั่นในความเห็นผิดจนเกือบพาตนและมหาชนไปสู่ความพินาศ และของพระเถระผู้ใช้อุปมาเพียงดวงเดียวต่อครั้ง ค่อย ๆ จุดประทีปในความมืดนั้นทีละดวง
อ้างอิง: “เอกธัมมาทิบาลี” (84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=950&Z=1002) และอรรถกถา (84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=191)
เงาแห่งบาป ปายาสิราชัญญสูตร ฉบับวรรณกรรม
ระหว่างทำบาปด้วยตนเอง กับการเสี้ยมสอนให้ผู้อื่นทำความชั่ว
ในผืนป่าใหญ่แห่งสังสารวัฏ มนุษย์มักหวาดกลัวบาปกรรมที่ตนพลั้งเผลอทำลงไปด้วยอำนาจแห่งโลภะ โทสะ และโมหะเฉพาะหน้า ดุจผู้ถือคบเพลิงลุกโชนเดินเข้าสู่ความมืด ไฟนั้นย่อมลวกมือและเผาร่างของเขาเองให้เจ็บปวดสาสม
ทว่ายังมีภัยอีกชนิดหนึ่งที่เงียบเชียบ ลึกซึ้ง และน่าสะพรึงกว่านัก นั่นคือ “การปลูกฝังมิจฉาทิฏฐิ และการชักชวนให้ผู้อื่นทำความชั่ว”
พระบรมศาสดาทรงแสดงไว้ในพระบาลีว่า บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ชักนำมหาชนให้ออกจากสัทธรรมไปตั้งอยู่ในอสัทธรรม ย่อมบังเกิดมาเพื่อความอับปางและความทุกข์ของชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์ ดุจบุรุษผู้ทอดข่ายใหญ่ลง ณ ปากน้ำ ย่อมนำความพินาศมาสู่หมู่ปลาและสรรพสัตว์มิรู้จบ
อรรถกถาจารย์ขยายความไว้อย่างน่าสะท้านใจว่า ผู้ชักชวนคนร้อยคนในกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น ย่อมได้อกุศลเสมอกับอกุศลของผู้ถูกชักชวนทั้งหมดรวมกัน เหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า คนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก
แต่ธรรมนั้นย่อมมีสองด้านเสมอ อรรถกถาเดียวกันนี้กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่เห็นภิกษุทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาต แล้วชักชวนผู้อื่นให้ถวายข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ย่อมได้กุศลเสมอกับกุศลของผู้ถวายทานทั้งหมดเช่นกัน
การทำบาปด้วยตนเองจึงมีขอบเขตอยู่เพียงตัวคนเดียว แต่การเสี้ยมสอนและปลูกฝังความเห็นผิด เปรียบดั่งการเปิดโรงงานผลิตบาป ไฟดวงเล็กที่จุดขึ้นอาจลามเลียไปทั้งผืนป่า วิบากที่ไหลย้อนกลับสู่ผู้เป็นต้นคิดจึงทบทวียิ่งนัก
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงความจริงข้อนี้ไว้อย่างงดงามที่สุด เป็นเรื่องของผู้ครองนครผู้หนึ่งซึ่งยึดมั่นในความเห็นผิดจนเกือบพาตนและมหาชนไปสู่ความพินาศ และของพระเถระผู้ใช้อุปมาเพียงดวงเดียวต่อครั้ง ค่อย ๆ จุดประทีปในความมืดนั้นทีละดวง
อ้างอิง: “เอกธัมมาทิบาลี” (84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=20&A=950&Z=1002) และอรรถกถา (84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=191)