หิริ - อหิริกะ : ธรรมที่ควรกำหนดรู้

อหิริกะ (ความไม่ละอายต่อบาป)



บันทึกแห่งความไร้ยางอาย: อาณาจักรแห่งความด้านชาและไม่เกรงกลัวบาป
โดย... อหิริกะ (ผู้ไม่ละอายต่อการทำชั่วและไม่เกลียดชังบาป)

      พวกท่านอาจจะยังมีความละอาย มีความกระดากปาก หรือรู้สึกผิดเวลาทำเรื่องไม่ดี... แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว
คำว่า "ยางอาย" หรือ "ความเกลียดกลัวต่อบาป" มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ไม่มีวันเกิดขึ้นในพจนานุกรมของข้าพเจ้าเด็ดขาด!

      ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาจากความอยากแบบโลภะ หรือความเดือดดาลแบบโทสะหรอกนะ... ข้าพเจ้าเกิดมาจากความมืดบอดทางจิตใจที่ไม่รู้จักแยกแยะความสะอาดและความสกปรกทางศีลธรรม กายทุจฺจริตาทีหิ อชิคุจฺฉนลกฺขณํ—จดจำลักษณะของข้าพเจ้าไว้ให้ดี ข้าพเจ้าคือ "ความหน้าด้านและไม่รู้สึกสะอิดสะเอียนต่อกายทุจริต วจีทุจริต หรือมโนทุจริตใดๆ ทั้งสิ้น"

      เมื่อพวกท่านปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ในความสะอาดของจิตใจ กิจอันเป็นแก่นแท้ของข้าพเจ้าก็คือ ปาปานํ กรณรสํ—การกระโจนเข้าใส่และลงมือทำบาปทำชั่วได้อย่างหน้าตาเฉย โดยที่มุมปากไม่มีรอยสั่นเทาแม้แต่น้อย และผลลัพธ์ที่ข้าพเจ้ามอบให้แก่ดวงจิตของพวกท่านก็คือ อสงฺโกจนปจฺจุปฏฺฐานํ—ความไร้ซึ่งความหดหู่ใจ ความไม่เกลียดชังบาปธรรม และความด้านชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

      เหตุใกล้ที่ทำให้ข้าพเจ้าเติบโตได้เป็นอย่างดีก็คือ อตฺตอคารวปทฏฺฐานํ—การปราศจากความเคารพในตนเองอย่างสิ้นเชิง (เพราะไม่รู้จักละอายต่อวัยของตน ไม่ละอายต่อเพศสถานะ ไม่ละอายต่อตระกูลอันดีงาม และไม่ละอายต่อความต่ำทรามของอกุศล) ข้าพเจ้าทำให้มนุษย์กล้าทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ได้อย่างหน้าตาเฉย หัวเราะร่าเริงบนความทุกข์ของผู้อื่น และคิดว่าความไร้ยางอายนั้นคือความเท่ ความเก๋า หรือความฉลาดหลักแหลม ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว... ข้าพเจ้ากำลังลากพวกท่านให้ดิ่งลงไปสู่เหวแห่งความเสื่อมเสียโดยไม่เหลือเกียรติความเป็นมนุษย์เลยแม้แต่น้อย!



อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัวต่อบาป)



บันทึกแห่งความไม่สะดุ้งกลัว: อาณาจักรแห่งความใจกล้าทำชั่ว
โดย... อโนตตัปปะ (ผู้ไม่หวั่นเกรงต่อวิบากกรรมอันเผ็ดร้อน)

      ในขณะที่คนอื่นเขาพากันหวาดกลัวต่อผลลัพธ์ของการทำชั่ว ข้าพเจ้าคือเสียงกระซิบข้างหูที่คอยบอกพวกท่านว่า "ทำไปเเถอะ ไม่มีใครเห็นหรอก นรกไม่มีจริงหรอกน่า!"

      ข้าพเจ้ามีลักษณะคือ อนุตฺตาสลกฺขณํ—ความไม่สะดุ้งกลัว ไม่สะเทือนใจ และไม่หวาดหวั่นต่อผลของบาปกรรม แม้ว่าบาปนั้นจะส่งผลให้ต้องตกไปในอบายภูมิ หรือมีกฎหมายบ้านเมืองคอยลงทัณฑ์ ข้าพเจ้าก็ทำให้พวกท่านทำใจกล้าหน้าด้านทำมันลงไปได้อย่างสบายใจเฉิบ

      กิจอันเป็นแก่นแท้ของข้าพเจ้าคือ ปาปานํ กรณรสํ (ร่วมมือกับสหายอหิริกะในการลงมือทำชั่ว) และผลลัพธ์คือ อสงฺโกจนปจฺจุปฏฺฐานํ (ความไม่หดหู่ ไม่ถอยหลังกลับ) โดยมีเหตุใกล้คือ ปรอคารวปทฏฺฐานํ—การปราศจากความเคารพยำเกรงต่อผู้อื่น (ไม่เกรงใจพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ หรือเพื่อนร่วมโลก) ข้าพเจ้าคือเกราะเหล็กจอมปลอมที่ทำให้พวกท่านกล้าหาญอย่างไร้สติ กล้าทำผิดศีลธรรมซ้ำๆ ซากๆ จนชินชา



หิริโอตตัปปะ




บันทึกแห่งความละอายและเกรงกลัว: เกราะแก้วคุ้มครองโลก (โลกบาลธรรม)
โดย... หิริและโอตตัปปะ (ผู้พิทักษ์ความงดงามแห่งดวงจิต)

      พวกท่านอาจจะคิดว่าความไร้ยางอายทำให้ชีวิตเป็นอิสระและได้ดั่งใจ... แต่มองเข้ามาในดินแดนแห่งความสงบร่มเย็นของเราสิคะ ข้าพเจ้าทั้งสองนี่แหละคือ "โลกลบาลธรรม" เครื่องค้ำจุนโลกไม่ให้จมดิ่งลงสู่ความเสื่อมทราม!

      ข้าพเจ้า "หิริ" เกิดมาจาก "ความเคารพในตนเอง" (อัตตคารวปทฏฐานา) เมื่อระลึกได้ถึงชาติกำเนิด วัยวุฒิ การศึกษา หรือเพศสถานะอันทรงคุณค่า ข้าพเจ้าก็เกิดความรังเกียจและสะอิดสะเอียนต่อบาปกรรมทันที ปาปโตชิคุจฺฉนลกฺขณา—ข้าพเจ้ามีความเกลียดชังต่อความชั่วเป็นลักษณะ ละอายใจทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ประดุจคนรังเกียจซากสัตว์เน่าเปื่อยที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้

      และเคียงข้างกันนั้นคือข้าพเจ้า "โอตตัปปะ" ผู้เกิดมาจาก "ความเคารพในผู้อื่น" (ปรคารวปทฏฐานา) และความเกรงกลัวต่อภัยอันตรายรอบด้าน ทั้งการติเตียนของตนเอง (อัตตานุวาทภยะ) การติเตียนจากผู้อื่น (ปรวาทานุภยะ) ราชทัณฑ์ และผลเผ็ดร้อนในอบายภูมิ อตฺตาสนลกฺขณํ—ข้าพเจ้ามีความสะดุ้งหวาดหวั่นต่อผลของบาปเป็นลักษณะ คอยดึงเบรกดวงจิตของพวกท่านไว้ไม่ให้ก้าวล่วงทำความชั่วแม้แต่น้อย

      กิจอันเป็นแก่นแท้ของเราสองสหายคือ ปาปานํ อกรณรสา—การงดเว้นจากการทำบาปทั้งปวง และผลลัพธ์ที่งดงามที่สุดที่เรามอบให้แก่ดวงจิตของพวกท่านก็คือ "ความผ่องใส เกียรติยศอันงดงาม และความปลอดภัยในสังสารวัฏ"



หิริโอตตัปปะ : เกราะธรรมคุ้มครองใจ

      เมื่อหิริห่างหายจากใจตน
ความมืดมนย่อมครองโลกสุขศรี
ไร้โอตตัปปะกำกับวิถี
ความชั่วรี่รุกเร้าเข้าครอบงำ

      ผู้ไร้ยางอายไม่ละอายบาป
ผู้ไม่ซาบซึ้งโทษย่อมถลำ
จากสุขสงบสู่ทุกข์ที่ครอบงำ
ตกต่ำซ้ำเพราะกรรมที่ทำไป

      หิริเตือนใจให้ละอายชั่ว
โอตตัปปะเตือนตัวให้หวั่นไหว
เมื่อสองธรรมคุ้มครองประคองใจ
ความชั่วร้ายย่อมมิได้ครองชีวัน

      ผู้ประพฤติธรรมย่อมมีธรรมรักษา
ดุจร่มฟ้าปกป้องจากโศกศัลย์
มิใช่พ้นทุกข์เพียงคืนและวัน
แต่เพียรบั่นรากกิเลสเหตุหมองมัว

      อย่าหยุดเพียงเป็นคนดีที่โลกชม
อย่าหลงจมสุขชั่วคราวที่พราวทั่ว
จงรู้เท่าทันกิเลสเหตุแห่งตัว
เพียรละชั่วให้สิ้นจากจิตตน

      จนหิริโอตตัปปะนำทางจิต
เจริญปัญญาพินิจทุกแห่งหน
ละอหิริกะ อโนตตัปปะพ้น
จนอกุศลสิ้นไปจากใจเอย



      หลังจากที่เราได้กำหนดรู้ธรรมในฝ่ายที่ควรเจริญ
และควรละแล้ว จขกท.ก็ขอยกเรื่องของเทวปุตตมารตนหนึ่งผู้สำคัญว่าตนใหญ่ยิ่ง
มีฤทธิ์อำนาจดลจิตดลใจผู้คนได้ แต่หารู้ไม่ว่าตนเองก็เป็นเป็นเพียงทาสของกิเลสมารอันสัมปยุตต์
ด้วยความไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาปอีกต่อหนึ่ง

ดังเรื่องของ :

มารผู้ปรารถนาจะถากถางพระพุทธเจ้า

      ณ หมู่บ้านพราหมณ์อันมีนามว่าปัญจสาลา ในยามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นศาสดาเอกของโลกเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น ทรงทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยอันงามแห่งโสดาปัตติมรรคที่ซ่อนเร้นอยู่ในดวงจิตของเด็กหญิงชาวบ้านถึงห้าร้อยคน

      ในวันนั้น เป็นวันนักษัตรอันรื่นรมย์ เหล่าเด็กหญิงพากันแต่งกายงดงามไปอาบน้ำในแม่น้ำ แล้วบ่ายหน้ากลับสู่หมู่บ้านด้วยความเบิกบานตามประสาวัยเยาว์ พร้อมกันนั้น พระบรมศาสดาผู้ทรงมีพระกรุณาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็เสด็จดำเนินเข้าสู่หมู่บ้านเพื่อโปรดสัตว์และรับบิณฑบาต



      ทว่า เบื้องหลังความเงียบสงบนั้น มีมารผู้มีใจบาปหนาเข้าสิงสถิตอยู่ในสรีระของชาวบ้านทั่วทั้งหมู่บ้าน ดลบันดาลให้ผู้คนเกิดความมืดบอด ปิดประตูใส่และงดเว้นจากการถวายทาน แม้แต่ข้าวสักว่าทัพพีเดียวก็ไม่มีผู้ใดถวายได้ พระองค์จึงเสด็จกลับออกมาด้วยบาตรเปล่าอันว่างเปล่า

      มารผู้ซ่อนรูปอยู่ในความเงียบ ยืนดักรออยู่ที่ประตูบ้าน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า
“ข้าแต่พระสมณะ ท่านได้ก้อนข้าวบ้างไหม?”

      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสตอบด้วยพระสุรเสียงอันสุขุม เยือกเย็น และมั่นคงว่า
“ดูก่อนมารผู้มีบาป ก็ท่านมิใช่หรือที่บันดาลให้อาการที่เราไม่พึงได้ภิกษาเกิดขึ้น?”

      มารผู้มีใจบาปคิดกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่า หากพระสมณะเสด็จเข้าไปอีกครั้ง
ตนจะเข้าสิงผู้คนแล้วทำทีปรบมือหัวเราะเยาะเย้ยให้เสื่อมเสียพระเกียรติ จึงทูลยุยงว่า “ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์เสด็จเข้าไปอีกสิขอรับ”

      เมื่อเด็กหญิงทั้งห้าร้อยคนเดินมาถึงประตูบ้านและได้พบพระพักตร์อันผ่องใสบริสุทธิ์ของพระศาสดา ต่างก็ก้มลงกราบด้วยความเคารพเลื่อมใส แล้วยืนสงบอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง

      มารจึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยความคะนองว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อไม่ได้ก้อนข้าวเช่นนี้ พระองค์ย่อมถูกความทุกข์อันเกิดจากความหิวบีบคั้นแล้วกระมัง?”

      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วยพระเมตตา
ทรงแสดงให้เห็นถึงความอิ่มเอิบอันประณีตยิ่งกว่าอามิสทานใดๆ ในโลก
พระองค์ตรัสตอบด้วยพระดำรัสอันเป็นอมตะว่า

      “ดูก่อนมารผู้มีบาป ในวันนี้ แม้เราจะไม่ได้ก้อนข้าวเลยแม้แต่น้อย
แต่เราก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุขอันเกิดจากปีติ ดุจดั่งเหล่าเทวดาในชั้นอาภัสระผู้มีปีติเป็นภักษาฉะนั้น”

จากนั้น ทรงเปล่งพระคาถาอันลึกซึ้งสะเทือนใจว่า

      "สุสุขํ วต ชีวาม เยสนฺโน
นตฺถิ กิญฺจนํ ปีติภกฺขา ภวิสฺสาม
เทวา อาภสฺสาร ยถา."

      "เรา ผู้ไม่มีกิเลสอันเป็นเครื่องกังวล ย่อมเป็นอยู่สบายดีหนอ,
เราจักเป็นผู้มีปีติเป็นภักษา เหมือนเหล่าเทวดาชั้นอาภัสระ."

      เสียงพระธรรมเทศนาอันกังวานและเต็มไปด้วยกระแสแห่งความเมตตาแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ในกาลสิ้นสุดแห่งพระธรรมเทศนานั้น ดวงจิตของเด็กหญิงทั้งห้าร้อยคนก็สว่างไสว หลุดพ้นจากความมืดบอดทางปัญญา
ตั้งมั่นอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นผู้ถึงพร้อมซึ่งสรณะอันเกษมสำราญตราบจนสิ้นกาลนาน



อ้างอิงจาก :

1."คาถาธรรมบท สุขวรรคที่ ๑๕ เรื่องมาร"  
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=25&p=2

2. คู่มือพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒
https://www.thepathofpurity.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A0-%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%A0-%E0%B8%98-%E0%B8%A1%E0%B8%A1-%E0%B8%95%E0%B8%96%E0%B8%AA-%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%AB%E0%B8%B0/%E0%B8%9B%E0%B8%A3-%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%89%E0%B8%97%E0%B8%97-%E0%B9%92/
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่