อาการชาปลายมือปลายเท้าเป็นอาการที่ชวนให้เดาผิดกันเยอะครับ
เพราะคำว่า “ชา” เหมือนกัน แต่หน้าตาของอาการไม่เหมือนกันเลย
ชาสองเท้าพร้อมกัน
ชาแค่นิ้วโป้ง–นิ้วชี้
ชาร้าวจากคอลงแขน
หรือชาร่วมกับเดินเซ
แต่ละแบบพาเราไปคิดถึงคนละสาเหตุครับ
มีทั้งเรื่องเบาหวาน เส้นประสาทถูกกด
ปัญหาจากคอหรือหลัง รวมถึงการขาดวิตามินบางชนิด
เพราะฉะนั้นก่อนจะซื้อวิตามินมากิน
ลองดูให้ชัดก่อนว่า “ชาแบบไหน”
เพราะตรงนี้ช่วยแยกต้นเหตุได้เยอะมากครับ
1. ชาสองเท้าคล้ายกัน แล้วค่อย ๆ ลามขึ้น
ถ้าเริ่มจากปลายเท้าทั้งสองข้าง แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นคล้ายใส่ถุงเท้า
ลักษณะนี้ทำให้นึกถึง ปลายประสาทเสื่อม
หรือ peripheral neuropathy มากขึ้นครับ
อาการอาจไม่ได้มีแค่ชา
แต่อาจมีแสบ เหมือนไฟช็อต หรือรู้สึกเหมือนเดินบนสำลีร่วมด้วย
หนึ่งในสาเหตุที่เจอบ่อยคือ เบาหวาน โดยเฉพาะคนที่น้ำตาลสูงมานาน
ถ้ามีเบาหวานอยู่แล้ว แล้วเริ่มมีอาการชาแบบนี้
ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นเพราะขาดวิตามินอย่างเดียวครับ
2. ชาเฉพาะบางนิ้ว โดยเฉพาะกลางคืน
ถ้าชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง
ตื่นกลางคืนเพราะมือชา
ต้องสะบัดมือถึงจะดีขึ้น
แบบนี้จะนึกถึง Carpal tunnel syndrome มากขึ้นครับ
คือเส้นประสาท median nerve ถูกกดบริเวณข้อมือ
คนที่ใช้มือซ้ำ ๆ
พิมพ์งานนาน
จับมือถือเยอะ
หรือมีภาวะบวมบริเวณข้อมือ
จะเจอรูปแบบนี้ได้มากขึ้น
ตรงนี้ต้นเหตุอยู่ที่ “เส้นประสาทถูกกด”
ดังนั้นกินวิตามินอย่างเดียวก็ไม่ได้แก้จุดที่ถูกกดครับ
3. ชาร้าวจากคอลงแขน หรือจากหลังลงขา
ถ้าชาไม่ได้อยู่แค่ปลายมือปลายเท้า
แต่มีอาการร้าวเป็นแนวลงมาตามแขนหรือขา
อาจต้องคิดถึงเส้นประสาทที่ถูกกดจาก คอหรือหลัง ครับ
อาการมักมาพร้อม
ปวดคอ
ปวดหลัง
ปวดร้าว
หรือชัดขึ้นเวลาอยู่ในบางท่า
รูปแบบนี้ต่างจากปลายประสาทเสื่อมตรงที่
มันมักมีแนวของอาการค่อนข้างชัด และอาจเป็นข้างเดียวเด่นกว่า
4. ชาร่วมกับเดินเซ อ่อนแรง หรือทรงตัวไม่ดี
ตรงนี้ต้องมองกว้างขึ้นครับ
ถ้าชาร่วมกับ
หยิบของหล่น
ขาอ่อนแรง
เดินสะดุด
เดินเซ
หรือรู้สึกว่าการทรงตัวแย่ลง
อาจหมายถึงว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ปลายประสาท
ต้องคิดถึงทั้งไขสันหลัง ระบบประสาทส่วนกลาง หรือการขาดวิตามินบางชนิดที่มีผลต่อระบบประสาท เช่น วิตามิน B12
ถ้าอาการเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ควรประเมินให้ชัดครับ
5. ขาดวิตามิน B12 ก็ทำให้ชาได้จริง
วิตามิน B12 มีบทบาทต่อการทำงานของระบบประสาท
ถ้าขาดมากและนาน
อาจมีอาการชาปลายมือปลายเท้า เดินเซ อ่อนแรง หรือการรับความรู้สึกผิดปกติได้
คนที่ควรคิดถึงเรื่อง B12 มากขึ้น เช่น
• กินมังสวิรัติหรือวีแกนเคร่งมาก
• เคยผ่าตัดกระเพาะหรือลำไส้
• มีโรคที่ทำให้ดูดซึมอาหารผิดปกติ
• ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง เช่น metformin หรือยาลดกรดบางกลุ่ม
ถ้ารูปแบบอาการเข้าทาง และมีปัจจัยเสี่ยงร่วม
การตรวจ B12 จะมีประโยชน์กว่าการเดาแล้วซื้อวิตามินกินเองครับ
6. วิตามิน B6 ก็มีอีกด้านที่คนมักไม่รู้
อันนี้น่าสนใจครับ
หลายคนคิดว่า
“วิตามินบีกินเยอะหน่อยก็ไม่เป็นไร”
แต่ B6 ถ้าได้รับมากเกินไปต่อเนื่อง
สามารถทำให้ปลายประสาทมีปัญหาและเกิดอาการชาได้เหมือนกัน
ถ้ากินอาหารเสริมหลายตัวพร้อมกัน
ลองพลิกฉลากดูครับ
เพราะ B-complex
วิตามินรวม
เครื่องดื่มเสริมวิตามิน
หรืออาหารเสริมบางชนิด
อาจมี B6 ซ้ำกันหลายแหล่งโดยไม่รู้ตัว
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า “เส้นประสาท” หรือ “วิตามิน”?
ผมจะดูจากรูปแบบอาการก่อนครับ
ชาสองข้างคล้ายถุงเท้า
ให้นึกถึงปลายประสาทเสื่อมและเรื่องน้ำตาล
ชาเฉพาะบางนิ้ว
ให้นึกถึงเส้นประสาทถูกกด
ชาร้าวจากคอหรือหลัง
ให้นึกถึงรากประสาท
ชาร่วมกับเดินเซหรืออ่อนแรง
ต้องประเมินระบบประสาทให้กว้างขึ้น
ชาร่วมกับปัจจัยเสี่ยงขาด B12
ค่อยตรวจเรื่องวิตามินให้ตรงจุดครับ
การตรวจเลือดอาจดูทั้ง
น้ำตาล
HbA1c
B12
ไทรอยด์
ค่าไต
รวมถึงสาเหตุอื่นตามอาการ
ถ้ายังแยกไม่ได้ หรือสงสัยเส้นประสาทผิดปกติ
อาจต้องตรวจการนำกระแสประสาทเพิ่มเติมครับ
ถ้ามีอาการแบบนี้ อย่ารอดูเอง
ถ้าอยู่ดี ๆ ชาครึ่งซีก
หน้าเบี้ยว
แขนขาอ่อนแรง
พูดไม่ชัด
เดินไม่ได้
หรือชาร่วมกับกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้
ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องซื้อวิตามินมากินก่อนครับ
ควรไปโรงพยาบาลทันที
อาการชาเหมือนกัน แต่ต้นเหตุอาจคนละเรื่องเลยครับ
ชาเป็นแนวบางนิ้ว
อาจมาจากเส้นประสาทถูกกด
ชาสองเท้าคล้ายใส่ถุงเท้า
อาจเกี่ยวกับปลายประสาทเสื่อม โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวาน
ชาร่วมกับเดินเซ อ่อนแรง
ต้องมองเรื่องระบบประสาทให้กว้างขึ้น
ส่วนวิตามินอย่าง B12 ก็ทำให้ชาได้จริง
แต่ B6 ถ้าได้มากเกินไปนาน ๆ ก็ทำให้เส้นประสาทมีปัญหาได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นก่อนจะรีบซื้อวิตามินมากิน
ให้ดู “รูปแบบของอาการชา” ก่อนครับ
ถ้าหาต้นเหตุถูก การรักษาก็มีโอกาสตรงจุดกว่า
แต่ถ้าเดาผิด เราอาจกินวิตามินไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ปัญหาอยู่คนละที่ครับ
Cr. FBหมอเจด
ชาปลายมือ–ปลายเท้า! เส้นประสาทมีปัญหา หรือขาดวิตามิน?