เช็กลิสต์ 7 อาการ! ถ้ามีตามนี้ ระวังปลายประสาทอักเสบ!

ช่วงนี้ใครมีอาการแปลก ๆ ที่มือหรือเท้าบ้างครับ
บางคนชาปลายเท้า
บางคนแสบเหมือนไฟลวก
บางคนเหมือนมีเข็มจิ้ม
บางคนกลางคืนยิ่งเป็นหนักจนรำคาญ
แล้วก็มักปลอบตัวเองว่า

“คงนั่งทับเส้น”
“คงเลือดไหลเวียนไม่ดี”
“อายุมากแล้วก็แบบนี้แหละ”

จริง ๆ อาการพวกนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุครับ แต่ถ้าเริ่มเป็นบ่อย เป็นสองข้างคล้าย ๆ กัน หรือค่อย ๆ ลามจากปลายเท้าขึ้นมา ผมอยากให้ระวังเรื่อง ปลายประสาทผิดปกติ หรือ Peripheral Neuropathy ไว้ด้วย

คำว่า “ปลายประสาทอักเสบ” ที่เราเรียกกันทั่วไป จริง ๆ ไม่ได้หมายความว่าเส้นประสาทต้องอักเสบทุกกรณีครับ บางครั้งเป็นความเสียหายหรือการทำงานผิดปกติของเส้นประสาทจากเบาหวาน ขาดวิตามิน B12 โรคไต ไทรอยด์ แอลกอฮอล์ ยาบางชนิด หรือเส้นประสาทถูกกดทับ
ถ้ามีหลายข้อใน 7 ข้อนี้พร้อมกัน อย่าปล่อยผ่านครับ

1. ชาปลายมือ ปลายเท้า เหมือนใส่ถุงเท้าหนา ๆ ตลอดเวลา
อาการที่เจอบ่อยมากคือ ชา
บางคนเริ่มจากปลายเท้าก่อน
รู้สึกพื้นไม่ชัด
เดินเหมือนมีอะไรบาง ๆ รองอยู่ตลอด
ปลายประสาทที่ยาวที่สุดมักได้รับผลก่อน จึงมักเริ่มจากนิ้วเท้า แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นข้อเท้าหรือหน้าแข้ง และบางคนจึงตามมาที่มือภายหลังครับ
ถ้าชาแค่ข้างเดียวเฉพาะบางนิ้ว อาจต้องคิดถึงเส้นประสาทถูกกดทับหรือปัญหาจากคอและหลังร่วมด้วย ไม่ควรเหมารวมทั้งหมดว่าเป็นเบาหวานครับ

2. แสบ ร้อน เหมือนเข็มแทง หรือเหมือนไฟช็อต
บางคนไม่ได้ชาอย่างเดียวครับ
แต่จะรู้สึก
แสบ
ร้อน
จี๊ด ๆ
เหมือนไฟแลบ
หรือเหมือนมีมดกัดอยู่ใต้ผิวหนัง
อาการแบบนี้เรียกว่า neuropathic pain คือความเจ็บปวดที่เกิดจากเส้นประสาทส่งสัญญาณผิดปกติ
ที่น่ารำคาญคือหลายคนกลางวันพอทน แต่พอกลางคืนเงียบ ๆ กลับรู้สึกชัดขึ้นจนรบกวนการนอนครับ

3. แค่ผ้าห่มแตะก็เจ็บ ทั้งที่ปกติไม่ควรเจ็บ
อาการนี้เรียกว่า Allodynia
คือสิ่งกระตุ้นที่ปกติไม่ควรเจ็บ กลับรู้สึกเจ็บขึ้นมา
ผ้าห่มแตะเท้า
ถุงเท้าสัมผัสผิว
หรือแม้แต่ลมเบา ๆ
ก็รู้สึกแสบหรือปวดได้
เหมือนระบบเตือนภัยของเส้นประสาทตั้งความไวไว้สูงเกินไปครับ
ถ้ามีอาการนี้ร่วมกับชา แสบ และร้อน ยิ่งสนับสนุนว่าควรประเมินระบบประสาทจริงจังขึ้น

4. แยกร้อน–เย็นไม่ค่อยได้ หรือมีแผลแล้วไม่รู้ตัว
ข้อนี้ผมห่วงมาก โดยเฉพาะคนที่มีเบาหวานครับ
บางคนเหยียบน้ำร้อนแล้วไม่รู้สึกร้อน
รองเท้ากัดจนเป็นแผลแต่ไม่เจ็บ
เหยียบของแหลมแล้วเพิ่งเห็นเลือดทีหลัง
นี่ไม่ใช่เพราะร่างกาย “ถึกขึ้น” นะครับ
แต่เป็นเพราะเส้นประสาทรับความรู้สึกเริ่มทำงานลดลง
พอไม่รู้ว่าเจ็บ เราก็เดินลงน้ำหนักซ้ำ ๆ บนแผลเดิมได้ง่าย แผลเล็กจึงกลายเป็นแผลใหญ่และติดเชื้อได้ครับ

5. กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินสะดุด หรือกำของไม่แน่น
เส้นประสาทไม่ได้มีหน้าที่รับความรู้สึกอย่างเดียวครับ
มันยังส่งคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อด้วย
ถ้าเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวได้รับผล อาจเริ่มมีอาการ
ยกปลายเท้าไม่ค่อยขึ้น
เดินสะดุดง่าย
ขึ้นบันไดลำบาก
ของหลุดมือ
หรือกำขวดไม่แน่นเหมือนเดิม
อันนี้ผมอยากให้จริงจังกว่าอาการชาเฉย ๆ ครับ
เพราะถ้าอ่อนแรงเพิ่มขึ้นเร็ว หรือเป็นชัดข้างเดียว ต้องแยกโรคทางระบบประสาทอื่นด้วย

6. ทรงตัวแย่ เดินตอนมืดแล้วรู้สึกโคลงง่าย
เวลาเราเดิน สมองไม่ได้ใช้แค่ตาครับ
มันใช้ข้อมูลจากเส้นประสาทที่เท้า ข้อเท้า และขา เพื่อบอกตำแหน่งของร่างกายอยู่ตลอดเวลา
ถ้าความรู้สึกพวกนี้ลดลง เราจะเริ่มรู้สึกเหมือน “พื้นไม่เต็มเท้า”
ตอนกลางวันยังพอใช้สายตาช่วย
แต่พออยู่ในที่มืดหรือหลับตา จะโคลงง่ายขึ้น
ในผู้สูงอายุ อาการนี้เพิ่มความเสี่ยงหกล้มได้ครับ

7. หน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่า เหงื่อผิดปกติ หรือระบบขับถ่ายรวน
ปลายประสาทบางส่วนควบคุมระบบที่เราไม่ต้องสั่งเอง เรียกว่า Autonomic nerves
เช่น
การควบคุมความดัน
เหงื่อ
กระเพาะอาหาร
ลำไส้
กระเพาะปัสสาวะ
การทำงานทางเพศ
ถ้าเส้นประสาทกลุ่มนี้มีปัญหา อาจมีอาการ
หน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน
เหงื่อออกมากหรือน้อยผิดปกติ
ท้องผูกหรือท้องเสีย
อิ่มเร็ว
ปัสสาวะผิดปกติ

แต่อาการเหล่านี้เกิดจากโรคอื่นได้หลายอย่างครับ จึงต้องดูร่วมกับอาการชา แสบ และผลตรวจ ไม่ใช่เห็นหน้ามืดแล้วสรุปว่าเส้นประสาทอักเสบทันที

ถ้ามีหลายข้อ สาเหตุไหนควรนึกถึง?เพี้ยนปักหมุด
• เบาหวานและน้ำตาลสูงเรื้อรัง เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อย
• ขาดวิตามิน B12 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนกินมังสวิรัติเคร่ง หรือมีปัญหาการดูดซึม
• โรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะระยะมากขึ้น
• ไทรอยด์ต่ำ
• ดื่มแอลกอฮอล์มากเรื้อรัง
• ยาเคมีบำบัดและยาบางชนิด
• เส้นประสาทถูกกดทับ เช่น Carpal tunnel หรือเส้นประสาทจากหลัง
• โรคภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อ หรือโรคระบบประสาทบางชนิด

ถ้าเริ่มมีอาการ ผมอยากให้ดูแลแบบนี้
• ถ้ามีเบาหวาน คุมน้ำตาลให้ดีขึ้นและติดตาม HbA1c
• กินอาหารให้ครบ โดยเฉพาะโปรตีนและแหล่ง B12 เช่น ไข่ ปลา นม และเนื้อสัตว์ตามความเหมาะสม
• ลดแอลกอฮอล์
• ออกกำลังกายและฝึกกล้ามเนื้อสม่ำเสมอ เพื่อรักษาแรงและการทรงตัว
• ถ้ามีอาการชา ให้ตรวจเท้าทุกวัน ดูแผล รอยแดง ตุ่มพอง และเล็บ
• ใส่รองเท้าที่พอดี ไม่บีบ ไม่กัด
• ถ้ามีอ่อนแรง เดินเซ อาการลามเร็ว หรือแผลที่เท้าไม่หาย ควรตรวจเร็วครับ

ถ้ามีทั้งชา แสบ ร้อน เหมือนไฟช็อต เจ็บจากการสัมผัสเบา ๆ ความรู้สึกลดลง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือทรงตัวแย่หลายข้อพร้อมกัน อย่าคิดว่าเป็นแค่ “เลือดลมไม่ดี” ครับ เพราะปลายประสาทอาจกำลังส่งสัญญาณว่ามีปัญหา สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่หายาทาแก้ชา แต่ต้องหาว่าต้นเหตุ แล้วแก้ให้ตรงจุดครับ

Cr. FBหมอเจด


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่