แยกอาการชาให้ชัด! ชาตรงไหน เสี่ยงเบาหวาน เส้นประสาท หรือสโตรก?



อาการ “ชา” เป็นคำเดียวที่หลายคนใช้เหมารวมครับ
แต่ในทางการแพทย์ ชาปลายเท้าสองข้าง ชามือจากข้อมือ ชาร้าวจากคอ หรือชาครึ่งซีกแบบเฉียบพลัน ความหมายไม่เหมือนกันเลย
บางคนชาปลายเท้ามาหลายเดือน
บางคนชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลางตอนกลางคืน
บางคนอยู่ดี ๆ ชาแขนขาข้างเดียวพร้อมพูดไม่ชัด
สามแบบนี้คนละเรื่องครับ
สิ่งที่ผมอยากให้จำคือ เวลาเจออาการชา อย่าดูแค่ว่า “ชาไหม”
ให้ดูเพิ่มว่า ชาตรงไหน เป็นข้างเดียวหรือสองข้าง เกิดเร็วหรือค่อย ๆ เป็น และมีอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปวดร้าว หรือเสียการทรงตัวร่วมไหม
เพราะแค่ตำแหน่งกับรูปแบบของอาการ ก็ช่วยแยกสาเหตุได้เยอะแล้วครับ

1. ชาปลายเท้าสองข้าง ไล่ขึ้นมาเรื่อย ๆ — ต้องนึกถึงเส้นประสาทส่วนปลาย โดยเฉพาะในคนที่น้ำตาลสูง
อาการแบบนี้เจอบ่อยในคนที่เป็นเบาหวานมานาน หรือมีน้ำตาลสูงเรื้อรังครับ
มักเริ่มจากปลายเท้าก่อน แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมาบริเวณฝ่าเท้า ข้อเท้า หรือหน้าแข้ง
บางคนไม่ได้มีแค่ชา
แต่จะมีแสบ ร้อน จี๊ด ๆ เหมือนไฟช็อต หรือรู้สึกเหมือนใส่ถุงเท้าหนาอยู่ตลอดเวลา
ลักษณะนี้เรียกว่า peripheral neuropathy หรือเส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ
ในเบาหวาน น้ำตาลที่สูงนานสามารถทำให้เส้นประสาทและหลอดเลือดเล็กที่เลี้ยงเส้นประสาทเสียหายได้ครับ
ช่วงแรกมักเป็นสองข้างค่อนข้างสมมาตร
และหลายคนจะรู้สึกชัดตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน
ถ้ามี HbA1c สูงต่อเนื่องแล้วเริ่มชาปลายเท้า ผมจะให้ความสำคัญกับการคุมน้ำตาลจริงจังครับ
เพราะเป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้เลขน้ำตาลสวย แต่เพื่อชะลอความเสียหายของเส้นประสาทไม่ให้ลามมากขึ้น
และต้องเช็กสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น วิตามิน B12 ต่ำ โดยเฉพาะคนที่ใช้ metformin มานาน โรคไต ไทรอยด์ต่ำ หรือแอลกอฮอล์ครับ

2. ชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง โดยเฉพาะกลางคืน — นึกถึงเส้นประสาทถูกกดที่ข้อมือ
ถ้าอาการชาเด่นที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนาง
โดยเฉพาะตอนนอนหรือเวลาจับมือถือ ขับรถ พิมพ์งานนาน ๆ ผมจะนึกถึง carpal tunnel syndrome มากขึ้นครับ
ตรงนี้เกิดจากเส้นประสาท median nerve ถูกกดบริเวณข้อมือ
บางคนตื่นกลางดึกเพราะมือชา ต้องสะบัดมือถึงจะดีขึ้น
ถ้าเป็นมากขึ้น อาจเริ่มรู้สึกหยิบของไม่ถนัด
เปิดฝาขวดลำบาก หรือของหลุดมือบ่อยขึ้น
คนที่เป็นเบาหวานเองก็มีโอกาสเกิด carpal tunnel มากขึ้นครับ
เพราะเส้นประสาทไวต่อการถูกกดมากขึ้น และเนื้อเยื่อรอบเส้นประสาทอาจเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้น “มือชาในคนเป็นเบาหวาน” ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นปลายประสาทจากน้ำตาลเสมอ
ตำแหน่งนิ้วที่ชาและช่วงเวลาที่เป็นช่วยแยกได้เยอะครับ

3. ชานิ้วก้อยกับนิ้วนาง — อาจเป็นเส้นประสาทบริเวณข้อศอกถูกกด
ถ้าชาเด่นที่นิ้วก้อยกับครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง
โดยเฉพาะคนที่ชอบเท้าข้อศอกกับโต๊ะ หรือพับข้อศอกนาน ๆ ตอนนอน ต้องนึกถึง ulnar nerve ครับ
เส้นประสาทเส้นนี้วิ่งผ่านบริเวณข้อศอก
ตรงจุดที่เราเคยชนแล้วรู้สึกจี๊ดลงไปถึงนิ้วก้อยนั่นแหละครับ
บางคนเริ่มจากชาเป็น ๆ หาย ๆ
แต่ถ้าถูกกดนานมากขึ้น อาจเริ่มมีแรงมืออ่อนลง กางนิ้วไม่ถนัด หรือกล้ามเนื้อมือบางลงได้
ข้อนี้สำคัญเพราะตำแหน่งของอาการช่วยบอกได้ว่าเส้นประสาทเส้นไหนกำลังมีปัญหา
มันเหมือนสายไฟหลายเส้นในบ้าน ถ้าหลอดตรงห้องไหนดับ เราก็พอเดาได้ว่าสายวงจรไหนมีปัญหาครับ

4. ชาร้าวจากคอลงแขน หรือจากหลังลงขา — นึกถึงเส้นประสาทจากกระดูกสันหลัง
ถ้าอาการชาไม่ได้อยู่แค่ปลายมือปลายเท้า
แต่เริ่มจากคอแล้วร้าวลงแขน หรือเริ่มจากหลังแล้วร้าวลงก้น ต้นขา น่อง หรือเท้า แบบนี้ผมจะนึกถึงเส้นประสาทจากกระดูกสันหลังมากขึ้นครับ
เช่น หมอนรองกระดูกกดเส้นประสาท
กระดูกเสื่อม หรือช่องทางเดินเส้นประสาทแคบลง
หลายคนจะมีปวดร่วมด้วย
บางคนปวดจี๊ดเหมือนไฟวิ่งลงแขนหรือขา และอาการจะเปลี่ยนตามท่าคอหรือท่าหลัง
ถ้าชาลงขาข้างเดียวตามแนวชัดเจน
ร่วมกับปวดหลังและปวดร้าวลงก้นถึงน่อง แบบนี้ภาพต่างจากปลายประสาทเบาหวานที่มักเริ่มสองเท้าค่อนข้างสมมาตรครับ
ถ้าเริ่มมีแรงขาลดลง เท้าตก เดินสะดุด หรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ ต้องประเมินเร็วครับ

5. ชาครึ่งหน้า ชาแขนขาข้างเดียวแบบเฉียบพลัน — ต้องนึกถึงสโตรกก่อน
ข้อนี้ผมอยากให้จำให้แม่นครับ
ถ้าอยู่ดี ๆ ชาครึ่งหน้า
ชาแขนขาข้างเดียว
หรือชาเกิดขึ้นพร้อมอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว เดินเซ หรือมองเห็นผิดปกติ
อย่ารอดูเองครับ
อาการแบบนี้อาจเกิดจาก Stroke หรือ TIA ซึ่งเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง
และเวลามีความสำคัญมาก เพราะบางวิธีรักษาจะได้ประโยชน์สูงเมื่อประเมินเร็ว
Stroke ไม่จำเป็นต้องเจ็บหัวรุนแรงเสมอไปครับ
บางคนมีแค่ชาครึ่งซีกกับมืออ่อนลงเล็กน้อย แล้วคิดว่านอนทับแขน
ถ้าลองยกแขนสองข้างแล้วข้างหนึ่งตก
ยิ้มแล้วมุมปากไม่เท่ากัน
หรือพูดประโยคง่าย ๆ แล้วเสียงไม่ชัด
ให้คิดเรื่อง Stroke ไว้ก่อนและไปโรงพยาบาลครับ

6. ชารอบปาก ปลายมือปลายเท้าพร้อมกันช่วงหายใจเร็ว — อาจเกี่ยวกับการหายใจและเกลือแร่
บางคนมีอาการชารอบปาก
ปลายนิ้วมือสองข้าง
หรือปลายเท้าร่วมกับใจสั่นและหายใจเร็วตอนเครียดหรือตื่นตระหนก
เวลาหายใจเร็วเกินไป คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลง
ทำให้สมดุลกรดด่างเปลี่ยนชั่วคราว และมีผลต่อแคลเซียมในเลือดส่วนที่ออกฤทธิ์ จึงเกิดชาหรือเกร็งมือได้ครับ
อีกกลุ่มหนึ่งคือความผิดปกติของเกลือแร่
เช่น แคลเซียมต่ำ แมกนีเซียมต่ำ หรือปัญหาไตบางอย่าง
ถ้าอาการเกิดซ้ำบ่อย
หรือเกิดโดยไม่มีสถานการณ์เครียดชัดเจน ผมอยากให้ตรวจมากกว่าสรุปว่าเป็นแพนิคเองครับ

7. ชาปลายมือปลายเท้าแบบสองข้าง แต่ไม่ได้เป็นเบาหวาน — อย่าลืม B12 ไทรอยด์ ไต และแอลกอฮอล์
ข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะอาการปลายประสาทไม่ได้มีเบาหวานเป็นสาเหตุเดียว
วิตามิน B12 ต่ำสามารถทำให้ชา เดินเซ หรือเสียการรับความรู้สึกได้
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่ดูดซึมสารอาหารไม่ดี หรือคนที่ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน
ไทรอยด์ต่ำก็สัมพันธ์กับอาการชาและเส้นประสาทถูกกดได้
โรคไตเรื้อรังระยะมากขึ้นสามารถทำให้เกิด uremic neuropathy ได้เช่นกัน
ส่วนคนที่ดื่มแอลกอฮอล์หนักต่อเนื่อง
อาจมีทั้งพิษต่อเส้นประสาทโดยตรงและขาดวิตามินบางชนิดร่วมกันครับ
ดังนั้นถ้าชาปลายมือปลายเท้าสองข้างนานเป็นเดือน
อย่าดูแค่น้ำตาลอย่างเดียว ควรดูภาพรวมทั้ง CBC, B12, ไต, ไทรอยด์ และปัจจัยอื่นตามอาการครับ

ถ้าอยากแยกเองเบื้องต้น ให้จำ 4 คำถามนี้
• ชาอยู่ตรงไหน? ปลายเท้าสองข้าง นิ้วบางนิ้ว ครึ่งซีก หรือร้าวตามแนวแขนขา
• เริ่มเร็วแค่ไหน? เกิดขึ้นทันทีภายในนาที หรือค่อย ๆ เป็นหลายสัปดาห์หลายเดือน
• มีอ่อนแรงไหม? ถ้ามีแรงตกจริง ต้องให้ความสำคัญมากกว่าอาการชาอย่างเดียว
• มีอาการร่วมอะไร? พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ปวดร้าว เดินเซ ใจสั่น หรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ช่วยแยกสาเหตุได้ครับ

ถ้าเป็น ชาครึ่งซีกเฉียบพลัน + อ่อนแรง + พูดไม่ชัดหรือปากเบี้ยว
ให้คิดถึง Stroke และไปโรงพยาบาลก่อนครับ
ถ้าเป็น ชาปลายเท้าสองข้างค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
ให้ดูเรื่องน้ำตาล เส้นประสาทส่วนปลาย และสาเหตุทางเมตาบอลิกอื่น ๆ
ถ้าเป็น ชาตามนิ้วเฉพาะกลุ่มและสัมพันธ์กับท่าทาง
อาจเป็นเส้นประสาทถูกกดบริเวณข้อมือหรือข้อศอกครับ

คำว่า “ชา” คำเดียว แต่สาเหตุมีตั้งแต่เบาหวาน เส้นประสาทถูกกด หมอนรองกระดูก วิตามินต่ำ ไปจนถึง Stroke ครับ
ผมอยากให้จำง่าย ๆ ว่า
ชาสองเท้าค่อย ๆ ลาม ให้นึกถึงปลายประสาท
ชาตามนิ้วเฉพาะกลุ่ม ให้นึกถึงเส้นประสาทถูกกด
ชาร้าวจากคอหรือหลัง ให้นึกถึงเส้นประสาทจากกระดูกสันหลัง
ชาครึ่งซีกแบบทันที โดยเฉพาะมีอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด ให้นึกถึง Stroke ก่อน
ตำแหน่งสำคัญ
ความเร็วที่เกิดก็สำคัญ
และอาการร่วมบางอย่างสำคัญยิ่งกว่าอาการชาเสียอีกครับ
เพราะอาการชาบางแบบรอได้เป็นวันเพื่อหาสาเหตุ
แต่บางแบบรอไม่ควรแม้แต่ไม่กี่ชั่วโมงครับ


ที่มา  หมอเจด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่