10 อาหารบำรุงสมอง เสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม
สมองเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมความคิด ความจำ อารมณ์ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย การทานอาหารบำรุงสมองเป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพสมองควบคู่ไปกับการพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม บทความนี้จึงรวบรวมอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง พร้อมแนะนำเคล็ดลับดูแลสมองเพิ่มเติม เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้ตามปกติไปได้นาน ๆ
ทำไมสมองต้องการอาหารบำรุงเป็นพิเศษ
สมองมีน้ำหนักเพียงประมาณร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัว แต่ใช้พลังงานมากถึงราวร้อยละ 20 ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายผลิตได้ในแต่ละวัน และต้องการออกซิเจนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เซลล์ประสาททำงานได้ตามปกติ เมื่อร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นเป็นเวลานาน เซลล์ประสาทจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมตามวัย
นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทโดยตรง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองฝ่อ ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกินและวิถีชีวิตในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารบำรุงสมองจึงมีความจำเป็น เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้ตามปกติ และชะลออาการเสื่อมในอนาคต
สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงสมองและความจำ มีดังนี้
-
กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids): อาหารที่บำรุงสมองพบมากในปลาที่มีไขมันดี มีส่วนช่วยในการลดระดับโปรตีนเบตาอะไมลอยด์ (Beta-Amyloid) ในเลือด ซึ่งเป็นโปรตีนที่สะสมผิดปกติในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
-
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids): สารต้านอนุมูลอิสระจากพืชที่ให้สีสันในผลไม้ตระกูลเบอร์รี ส้ม และองุ่น ผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์ในปริมาณสูงมีแนวโน้มรายงานปัญหาความจำน้อยกว่ากลุ่มที่บริโภคน้อย
-
โคลีน (Choline): สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอะซิติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งมีผลต่อกระบวนการเรียนรู้และความจำ พบมากในไข่
-
วิตามินเค ลูทีน โฟเลต และเบตาแคโรทีน: พบมากในผักใบเขียว มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของสมอง
-
เคอร์คูมิน (Curcumin): สารออกฤทธิ์หลักในขมิ้นชัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ อาจมีส่วนช่วยเรื่องการดูแลความจำ แต่ทั้งนี้ผลการศึกษาถึงประโยชน์ของเคอร์คูมินยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม สารอาหารเหล่านี้จัดเป็นอาหารป้องกันอัลไซเมอร์ในเชิงทฤษฎี แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าสามารถป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์ จึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
รวม 10 อาหารบำรุงสมอง ทานแล้วดี เริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้
กินอะไรบำรุงสมอง ความจำดี? เป็นคำถามที่พบบ่อย คำตอบคือไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่ให้ผลบำรุงสมองได้อย่างสมบูรณ์เพียงลำพัง แต่การเลือกอาหารที่บำรุงสมองอย่างหลากหลายและกินอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยอาหารบำรุงสมองที่แนะนำมีดังนี้
1. บลูเบอร์รี่และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นแหล่งของแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือด ลดความเสื่อมของเซลล์สมองและเซลล์ประสาท พร้อมกับช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ปลาที่มีไขมันดี (แซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน)
อาหารที่ดีต่อสมองอย่างปลาที่มีไขมันดี เป็นแหล่งกรดไขมันโอเมก้า-3 โดยเฉพาะ Docosahexaenoic Acid (DHA) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ควรกินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเลือกชนิดที่มีสารปรอทต่ำ เช่น แซลมอน ปลาทู และปลาซาร์ดีน
3. ไข่
ไข่เป็นแหล่งอาหารที่มีโคลีน (Choline) ซึ่งร่างกายใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนที่เกี่ยวข้องกับความจำและอารมณ์ สำหรับคนทั่วไปที่สุขภาพดี สามารถกินไข่ได้ไม่เกินวันละ 1 ฟอง ส่วนผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อน
4. ถั่วและเมล็ดพืช
ถั่วและเมล็ดพืช เช่น วอลนัท เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ อุดมไปด้วยวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการทำลายเซลล์ของอนุมูลอิสระ และยังช่วยในเรื่องเสริมสร้างความจำ สนับสนุนการทำงานของสมองในระยะยาว
5. ผักใบเขียว
ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม และบรอกโคลี อาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองที่อุดมด้วยวิตามินเค ลูทีน โฟเลต และเบตาแคโรทีน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมองตามวัย ปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากสารอนุมูลอิสระ และยังช่วยเสริมความจำและเพิ่มสมาธิได้อีกด้วย
6. ดาร์กช็อกโกแลต (โกโก้เข้มข้น)
ดาร์กช็อกโกแลตเป็นแหล่งของฟลาโวนอยด์ (Flavanols) ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์สมองได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารเซโรโทนิน โดพามีน และฟีนิลไทลามีน ช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม ควรทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ขึ้นไป และรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากช็อกโกแลตยังให้พลังงาน น้ำตาล และไขมันสูงด้วยเช่นกัน
7. ชาเขียว
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมองที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่เพิ่มสารสื่อประสาท เช่นเซโรโทนินและโดปามีน นอกจากนี้ยังมีอีจีซีจี (EGCG - Epigallocatechin gallate) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง และคาเฟอีนกระตุ้นการทำงานของสมองระหว่างวันได้อีกด้วย
8. ขมิ้น
ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ รวมถึงยังมีเซโรโทนินและโดปามีน ทำให้อารมณ์ดี ลดความเสี่ยงอาการซึมเศร้า และยังช่วยเสริมการสร้างเซลล์สมองใหม่ ทั้งนี้ผลการศึกษามาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมเคอร์คูมีนที่มีความเข้มข้นสูงกว่าที่พบในขมิ้นทั่วไปมาก
9. ส้มและผลไม้ตระกูลซิตรัส
ผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น ส้มและเกรปฟรุต มีวิตามินซีและฟลาโวนอยด์สูง ซึ่งมีผลช่วยการไหลเวียนเลือดและกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์สมองและช่วยเสริมความจำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
10. กาแฟในปริมาณที่เหมาะสม
ในกาแฟอุดมไปด้วยคาเฟอีน การดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะช่วยกระตุ้นสมองให้มีความตื่นตัว รู้สึกกระปรี้กระเปร่า และยังอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม ทั้งนี้สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจแนะนำให้ดื่มในปปริมาณน้อย เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟมีส่วนในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจชั่วคราว
ควรกินอาหารบำรุงสมองบ่อยแค่ไหน และเวลาไหนดีที่สุด
ควรกินอาหารบำรุงสมองเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวันอย่างสม่ำเสมอ มากกว่ากินเป็นครั้งคราว เช่น กินปลาที่มีไขมันดีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และกินผลไม้ตระกูลเบอร์รีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
ในด้านช่วงเวลาที่เหมาะสม ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าเวลาใดให้ผลดีที่สุด แต่คำแนะนำทั่วไปคือกระจายการกินอาหารบำรุงสมองไปในแต่ละมื้ออย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะกินปริมาณมากในครั้งเดียว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดวัน
เคล็ดลับดูแลสมองเพิ่มเติมนอกเหนือจากอาหาร
การกินอาหารสมองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพสมองในระยะยาว ควรปฏิบัติควบคู่กับพฤติกรรมดังต่อไปนี้
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง
- นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับมีบทบาทสำคัญในกระบวนการจัดเก็บความจำของสมอง
- ฝึกใช้สมองอยู่เสมอ เช่น การอ่านหนังสือ เล่นเกมฝึกสมอง หรือเรียนรู้ทักษะใหม่
- จัดการความเครียด ความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อเซลล์ประสาท ควรหาอาหารบำรุงสมองคลายเครียดควบคู่กับการพักผ่อนที่เหมาะสม
- ควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ตามวิธีป้องกันโรคหัวใจ เนื่องจากสุขภาพหลอดเลือดส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสมอง
- งดสูบบุหรี่และจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ ทั้งสองปัจจัยนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก อาหารบำรุงสมองเด็กก็มีหลักการใกล้เคียงกัน คือการเน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ ปลา ผัก และผลไม้หลากสี เพื่อสนับสนุนพัฒนาการทางสมองในวัยเจริญเติบโต ทั้งนี้ สามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมกับช่วงวัย
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์ระบบประสาทและสมอง
การดูแลด้วยอาหารเหมาะสำหรับการเสริมสร้างสุขภาพสมองในระยะยาว แต่หากพบอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทโดยไม่ชักช้า ได้แก่
- หลงลืมที่ผิดปกติจากการหลงลืมทั่วไป
- ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย
- พูดไม่ชัดหรือพูดลำบากเฉียบพลัน
นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นระยะ แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจภาพถ่ายสมองด้วยเครื่อง CT Scan หรือ MRI
ที่มา
10 อาหารบำรุงสมอง เสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม
10 อาหารบำรุงสมอง เสริมความจำ ป้องกันสมองเสื่อม
สมองเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และต้องการพลังงานอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมความคิด ความจำ อารมณ์ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย การทานอาหารบำรุงสมองเป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพสมองควบคู่ไปกับการพักผ่อนและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม บทความนี้จึงรวบรวมอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง พร้อมแนะนำเคล็ดลับดูแลสมองเพิ่มเติม เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้ตามปกติไปได้นาน ๆ
ทำไมสมองต้องการอาหารบำรุงเป็นพิเศษ
สมองมีน้ำหนักเพียงประมาณร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัว แต่ใช้พลังงานมากถึงราวร้อยละ 20 ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายผลิตได้ในแต่ละวัน และต้องการออกซิเจนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เซลล์ประสาททำงานได้ตามปกติ เมื่อร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นเป็นเวลานาน เซลล์ประสาทจะเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะสมองเสื่อมตามวัย
นอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทโดยตรง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองฝ่อ ล้วนมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการกินและวิถีชีวิตในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ การรับประทานอาหารที่มีสารอาหารบำรุงสมองจึงมีความจำเป็น เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้ตามปกติ และชะลออาการเสื่อมในอนาคต
สารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงสมองและความจำ มีดังนี้
- กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3 Fatty Acids): อาหารที่บำรุงสมองพบมากในปลาที่มีไขมันดี มีส่วนช่วยในการลดระดับโปรตีนเบตาอะไมลอยด์ (Beta-Amyloid) ในเลือด ซึ่งเป็นโปรตีนที่สะสมผิดปกติในสมองของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
- ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids): สารต้านอนุมูลอิสระจากพืชที่ให้สีสันในผลไม้ตระกูลเบอร์รี ส้ม และองุ่น ผู้ที่บริโภคฟลาโวนอยด์ในปริมาณสูงมีแนวโน้มรายงานปัญหาความจำน้อยกว่ากลุ่มที่บริโภคน้อย
- โคลีน (Choline): สารตั้งต้นของสารสื่อประสาทอะซิติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งมีผลต่อกระบวนการเรียนรู้และความจำ พบมากในไข่
- วิตามินเค ลูทีน โฟเลต และเบตาแคโรทีน: พบมากในผักใบเขียว มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของสมอง
- เคอร์คูมิน (Curcumin): สารออกฤทธิ์หลักในขมิ้นชัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ อาจมีส่วนช่วยเรื่องการดูแลความจำ แต่ทั้งนี้ผลการศึกษาถึงประโยชน์ของเคอร์คูมินยังมีจำกัด
อย่างไรก็ตาม สารอาหารเหล่านี้จัดเป็นอาหารป้องกันอัลไซเมอร์ในเชิงทฤษฎี แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าสามารถป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์ จึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
รวม 10 อาหารบำรุงสมอง ทานแล้วดี เริ่มได้เลยตั้งแต่วันนี้
กินอะไรบำรุงสมอง ความจำดี? เป็นคำถามที่พบบ่อย คำตอบคือไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่ให้ผลบำรุงสมองได้อย่างสมบูรณ์เพียงลำพัง แต่การเลือกอาหารที่บำรุงสมองอย่างหลากหลายและกินอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยอาหารบำรุงสมองที่แนะนำมีดังนี้
1. บลูเบอร์รี่และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นแหล่งของแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับการทำงานของหลอดเลือด ลดความเสื่อมของเซลล์สมองและเซลล์ประสาท พร้อมกับช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง ให้สมองทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ปลาที่มีไขมันดี (แซลมอน ปลาทู ปลาซาร์ดีน)
อาหารที่ดีต่อสมองอย่างปลาที่มีไขมันดี เป็นแหล่งกรดไขมันโอเมก้า-3 โดยเฉพาะ Docosahexaenoic Acid (DHA) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ควรกินปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง โดยเลือกชนิดที่มีสารปรอทต่ำ เช่น แซลมอน ปลาทู และปลาซาร์ดีน
3. ไข่
ไข่เป็นแหล่งอาหารที่มีโคลีน (Choline) ซึ่งร่างกายใช้สร้างเยื่อหุ้มเซลล์และสารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนที่เกี่ยวข้องกับความจำและอารมณ์ สำหรับคนทั่วไปที่สุขภาพดี สามารถกินไข่ได้ไม่เกินวันละ 1 ฟอง ส่วนผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงหรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อน
4. ถั่วและเมล็ดพืช
ถั่วและเมล็ดพืช เช่น วอลนัท เมล็ดทานตะวัน อัลมอนด์ อุดมไปด้วยวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการทำลายเซลล์ของอนุมูลอิสระ และยังช่วยในเรื่องเสริมสร้างความจำ สนับสนุนการทำงานของสมองในระยะยาว
5. ผักใบเขียว
ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม และบรอกโคลี อาหารที่มีประโยชน์ต่อสมองที่อุดมด้วยวิตามินเค ลูทีน โฟเลต และเบตาแคโรทีน ซึ่งอาจมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของสมองตามวัย ปกป้องเนื้อเยื่อสมองจากสารอนุมูลอิสระ และยังช่วยเสริมความจำและเพิ่มสมาธิได้อีกด้วย
6. ดาร์กช็อกโกแลต (โกโก้เข้มข้น)
ดาร์กช็อกโกแลตเป็นแหล่งของฟลาโวนอยด์ (Flavanols) ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์สมองได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารเซโรโทนิน โดพามีน และฟีนิลไทลามีน ช่วยลดความเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม ควรทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นมากกว่า 70% ขึ้นไป และรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากช็อกโกแลตยังให้พลังงาน น้ำตาล และไขมันสูงด้วยเช่นกัน
7. ชาเขียว
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมองที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่เพิ่มสารสื่อประสาท เช่นเซโรโทนินและโดปามีน นอกจากนี้ยังมีอีจีซีจี (EGCG - Epigallocatechin gallate) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของสมอง และคาเฟอีนกระตุ้นการทำงานของสมองระหว่างวันได้อีกด้วย
8. ขมิ้น
ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) เป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ รวมถึงยังมีเซโรโทนินและโดปามีน ทำให้อารมณ์ดี ลดความเสี่ยงอาการซึมเศร้า และยังช่วยเสริมการสร้างเซลล์สมองใหม่ ทั้งนี้ผลการศึกษามาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมเคอร์คูมีนที่มีความเข้มข้นสูงกว่าที่พบในขมิ้นทั่วไปมาก
9. ส้มและผลไม้ตระกูลซิตรัส
ผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น ส้มและเกรปฟรุต มีวิตามินซีและฟลาโวนอยด์สูง ซึ่งมีผลช่วยการไหลเวียนเลือดและกระตุ้นการทำงานของสมอง ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์สมองและช่วยเสริมความจำ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
10. กาแฟในปริมาณที่เหมาะสม
ในกาแฟอุดมไปด้วยคาเฟอีน การดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะช่วยกระตุ้นสมองให้มีความตื่นตัว รู้สึกกระปรี้กระเปร่า และยังอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อม ทั้งนี้สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจแนะนำให้ดื่มในปปริมาณน้อย เนื่องจากคาเฟอีนในกาแฟมีส่วนในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจชั่วคราว
ควรกินอาหารบำรุงสมองบ่อยแค่ไหน และเวลาไหนดีที่สุด
ควรกินอาหารบำรุงสมองเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารประจำวันอย่างสม่ำเสมอ มากกว่ากินเป็นครั้งคราว เช่น กินปลาที่มีไขมันดีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และกินผลไม้ตระกูลเบอร์รีอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ
ในด้านช่วงเวลาที่เหมาะสม ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าเวลาใดให้ผลดีที่สุด แต่คำแนะนำทั่วไปคือกระจายการกินอาหารบำรุงสมองไปในแต่ละมื้ออย่างสม่ำเสมอ แทนที่จะกินปริมาณมากในครั้งเดียว เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดวัน
เคล็ดลับดูแลสมองเพิ่มเติมนอกเหนือจากอาหาร
การกินอาหารสมองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพสมองในระยะยาว ควรปฏิบัติควบคู่กับพฤติกรรมดังต่อไปนี้
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง
- นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับมีบทบาทสำคัญในกระบวนการจัดเก็บความจำของสมอง
- ฝึกใช้สมองอยู่เสมอ เช่น การอ่านหนังสือ เล่นเกมฝึกสมอง หรือเรียนรู้ทักษะใหม่
- จัดการความเครียด ความเครียดเรื้อรังส่งผลเสียต่อเซลล์ประสาท ควรหาอาหารบำรุงสมองคลายเครียดควบคู่กับการพักผ่อนที่เหมาะสม
- ควบคุมปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ตามวิธีป้องกันโรคหัวใจ เนื่องจากสุขภาพหลอดเลือดส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสมอง
- งดสูบบุหรี่และจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ ทั้งสองปัจจัยนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในระยะยาว
สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก อาหารบำรุงสมองเด็กก็มีหลักการใกล้เคียงกัน คือการเน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่ ปลา ผัก และผลไม้หลากสี เพื่อสนับสนุนพัฒนาการทางสมองในวัยเจริญเติบโต ทั้งนี้ สามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมกับช่วงวัย
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์ระบบประสาทและสมอง
การดูแลด้วยอาหารเหมาะสำหรับการเสริมสร้างสุขภาพสมองในระยะยาว แต่หากพบอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทโดยไม่ชักช้า ได้แก่
- หลงลืมที่ผิดปกติจากการหลงลืมทั่วไป
- ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกาย
- พูดไม่ชัดหรือพูดลำบากเฉียบพลัน
นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นระยะ แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจภาพถ่ายสมองด้วยเครื่อง CT Scan หรือ MRI
ที่มา