REVIEW : ชีวิตนักเรียนนอกในวัยเกษียณหลังเรียนจบ ทริปพักร้อน 2026 Portugal – Lisbon – Sintra – Porto – Cascais (EP.11/2)

สวัสดีค่ะเพื่อนสมาชิกพันทิปทุกท่าน
สำหรับ EP.11/2 นี้ หนูถิ่นจะมาเล่าเรื่องโปรตุเกสต่อ จาก EP.11/1 ค่ะ โดยจะเล่าถึงเมือง Sintra & Cascais ค่ะ
หนูถิ่นแปะลิงค์ที่มาที่ไปของหนูถิ่นตั้งแต่เริ่มต้นตามลิงค์ข้างล่างนี้ค่ะ

https://pantip.com/topic/41372528 (EP.1)
https://pantip.com/topic/41446525 (EP.2)
https://pantip.com/topic/41556664 (EP.3)
https://pantip.com/topic/41799671 (EP.4)
https://pantip.com/topic/42084467 (EP.5)
https://pantip.com/topic/42779140 (EP.6)
https://pantip.com/topic/42973755 (EP.7)
https://pantip.com/topic/43183763 (EP.8)
https://pantip.com/topic/43631128 (EP.9)
https://pantip.com/topic/43927825 (EP.10)
https://pantip.com/topic/44166669 (EP.11/1)

เรามาต่อเมืองต่อไปกันเลยดีกว่าค่ะ

Sintra
หลังจากเที่ยวลิสบอนและปอร์โตแล้ว เป้าหมายต่อไปของหนูถิ่นคือ Sintra เมืองมรดกโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องพระราชวังและปราสาทสุดโรแมนติก    การเดินทางจากลิสบอนไปซินทราสะดวกมาก นั่งรถไฟประมาณ 40 นาที ก็ถึงแล้วค่ะ จริง ๆ หนูถิ่นตั้งใจไปเที่ยว Pena Palace เป็นหลัก และอุตส่าห์จองตั๋วเข้าชมล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว  แต่กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น วันที่หนูถิ่นไป อากาศร้อนจัดมาก ทางการประกาศปิดพื้นที่ป่าบนเขาเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า ทำให้ไม่สามารถขึ้นไปพระราชวังได้  

ตอนแรกก็แอบเสียดายค่ะ แต่โชคดีที่วางแผนเที่ยวแบบไม่แน่นจนเกินไป จึงสามารถเลื่อนโปรแกรมมาเที่ยวใหม่ในวันรุ่งขึ้นได้  นี่แหละค่ะ ข้อดีของการเดินทางคนเดียว  เราเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด จะเปลี่ยนแผนเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องคอยปรึกษาใคร   ถึงแม้บางครั้งจะมีความเหงาอยู่บ้าง แต่ตอนนี้หนูถิ่นก็ไม่ได้รู้สึกว่าเดินทางคนเดียวแล้วลำบากเหมือนเมื่อก่อน  เพราะมี AI เป็นเพื่อนร่วมเดินทางแล้วค่ะ  ไม่ว่าจะวางแผนการเดินทาง แนะนำร้านอาหาร แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว หรือช่วยแก้ปัญหาระหว่างทริป ก็ถามได้ตลอด ทำให้การเที่ยวคนเดียวสนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ

เมื่อได้กลับมาเที่ยว Pena Palace ในวันถัดมา ก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับการรอจริง ๆ พระราชวังสีสันสดใสที่ตั้งอยู่บนยอดเขา มองเห็นได้จากระยะไกล เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่สวยที่สุดของประเทศโปรตุเกส  แม้ว่านักท่องเที่ยวจะเยอะมาก แต่พื้นที่ก็กว้าง ทำให้เดินเที่ยวได้เรื่อย ๆ
วิวจากด้านบนสวยมาก มองเห็นภูเขา ป่าไม้ และเมืองซินทราอยู่เบื้องล่าง  ถือเป็นอีกสถานที่ที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

Pena Palace

อีกสถานที่หนึ่งที่หนูถิ่นเลือกไปคือ Quinta da Regaleira  ที่นี่มีทั้งสวน อุโมงค์ ถ้ำ และสิ่งก่อสร้างที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อและสัญลักษณ์ต่าง ๆ  จุดที่คนส่วนใหญ่ตั้งใจมาชมคือ Initiation Well หรือบ่อน้ำพิธีกรรม  เป็นบ่อน้ำทรงกลมลึกที่มีบันไดวนลงไปด้านล่าง
หลายคนบอกว่าถูกใช้ในพิธีกรรมลึกลับในอดีต  ส่วนตัวหนูถิ่นก็ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายทั้งหมดหรอกค่ะ  แต่สวยดีค่ะ...ขอเดินถ่ายรูปไว้ก่อนก็แล้วกัน


Initiation Well
 
Cascais
เมืองสุดท้ายของทริปคือ Cascais  นั่งรถไฟจากลิสบอนประมาณ 40 นาที เป็นเมืองชายทะเลที่สามารถเที่ยวแบบ One Day Trip ได้เหมือนกับซินทรา บรรยากาศของเมืองนี้แตกต่างจากลิสบอนอย่างเห็นได้ชัด เงียบกว่า ผู้คนไม่พลุกพล่าน เดินเล่นสบาย ๆ ริมทะเล ลมเย็นตลอดทั้งวัน รู้สึกผ่อนคลายมากค่ะ
จาก Cascais หนูถิ่นนั่งรถต่อไปยัง Cabo da Roca  สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่อยู่ทางตะวันตกสุดของทวีปยุโรป  ยืนมองมหาสมุทรแอตแลนติกสุดลูกหูลูกตา พร้อมหน้าผาสูงและคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งตลอดเวลา  เป็นวิวที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เห็นในรูปมาก พอได้มายืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่า
"ในที่สุด...เราก็มาถึงปลายสุดของทวีปยุโรปแล้ว"   เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ประทับใจมากค่ะ

The westernmost point of continental Europe


Cabo da Roca 

หลังจากนั้น หนูถิ่นก็แวะไปที่ Boca do Inferno  เป็นหน้าผาหินที่ถูกคลื่นทะเลกัดเซาะจนเกิดเป็นโพรงขนาดใหญ่  เวลาคลื่นซัดเข้ามา น้ำจะกระแทกเข้ากับโขดหิน เกิดเสียงดังก้อง ธรรมชาติสร้างสรรค์ออกมาได้สวยและน่าอัศจรรย์จริง ๆ ระหว่างเที่ยวที่ Cascais หนูถิ่นก็แวะรับประทานอาหารทะเลตามร้านริมทะเล


Boca do Inferno 


Cascais Beach

มื้อนี้สั่ง กุ้งต้ม (Boiled Prawns) กับ Fresh octopus salad  วัตถุดิบสดมาก แค่ต้มก็อร่อยแล้ว ไม่ต้องปรุงอะไรเยอะเลยค่ะ ก่อนกลับก็ไม่ลืมแวะซื้อไอศกรีมมานั่งทานริมทะเล เป็นช่วงเวลาสบาย ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า การเดินทางไม่จำเป็นต้องรีบเสมอไป  บางครั้ง แค่นั่งมองทะเล ปล่อยเวลาให้ผ่านไปช้า ๆ ก็มีความสุขแล้วค่ะ


Fresh octopus salad


Boiled prawns

ขอเพิ่มเติมเมนูที่หนูถิ่นไปทานแล้วชอบมาก ๆ ค่ะ

อาหารจานนี้เด็ดมากค่ะ มีปลาคอดและ Octopus

อันนี้ก็เป็น Traditional food ของโปรตุเกส เป็นข้าวต้มกับ seafood หน้าตาคล้าย ๆ ต้มยำ แต่รสชาติไม่ใช่ค่ะ


จานนี้หอยหลอดโปรตุเกสผัดน้ำมันมะกอก


สลัดไก่ย่าง อร่อยมากค่ะ


พาสต้าผัดเนื้อปู


พาสต้าผัดกุ้ง


พาสต้าเห็ด


ปลาซาร์ดีนย่าง อันนี้ขาดไม่ได้ ต้องลองชิมค่ะ

บทสรุป
อย่างที่หนูถิ่นเคยบอกมาตลอด สไตล์การท่องเที่ยวของหนูถิ่นคือ Slow Travel ไม่รีบเก็บสถานที่ให้ได้มากที่สุดในหนึ่งวัน แต่เลือกใช้เวลาอยู่กับแต่ละเมือง เดินเล่นช้า ๆ หาของอร่อย ๆ ทาน ถ่ายรูป และซึมซับบรรยากาศรอบตัว ทริปโปรตุเกสครั้งนี้ก็เป็นอีกทริปที่สนุกมาก ถ้าอากาศเย็นกว่านี้อีกนิด คงจะสมบูรณ์แบบเลยค่ะ เพราะปีนี้อากาศร้อนมาก แดดแรงจนหลังกลับถึงฟินแลนด์ หนูถิ่นป่วยเป็นหวัดแดด มีอาการไอและมีเสมหะอยู่หลายวัน ระหว่างเที่ยวก็ต้องคอยจิบน้ำอยู่ตลอด กลัวร่างกายขาดน้ำ เพราะเดินกลางแดดแทบทุกวัน หนูถิ่นเป็นคนชอบอากาศเย็น เลยเลือกมาใช้ชีวิตอยู่ที่ฟินแลนด์ แต่จะว่าไปแล้ว บางปีหน้าร้อนของฟินแลนด์ก็ร้อนและแดดแรงไม่แพ้โปรตุเกสเหมือนกันค่ะ ถึงแม้โปรตุเกสจะเป็นประเทศที่อากาศร้อนเกินกว่าสไตล์ที่หนูถิ่นชอบ แต่ถ้ามีโอกาส... หนูถิ่นก็อยากกลับไปอีกค่ะ

เพราะตลอด 12 วันที่ได้เดินทาง ได้เห็นเมืองสวย ๆ ผู้คนที่เป็นมิตร อาหารทะเลแสนอร่อย และวิวริมมหาสมุทรที่สวยจนลืมหายใจ ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยู่ในความทรงจำไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับหนูถิ่น การเดินทางไม่ใช่แค่การไปให้ถึงจุดหมาย แต่เป็นการได้ออกไปใช้ชีวิต เรียนรู้โลก และเก็บความทรงจำดี ๆ กลับมา ตราบใดที่ยังมีแรงเดินไหว... หนูถิ่นก็จะยังออกเดินทางต่อไปค่ะ แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้าค่ะ
ขอบคุณเพื่อนสมาชิกพันทิปทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบนะคะ ❤️

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่