สวัสดีค่ะเพื่อนสมาชิกพันทิปทุกท่าน
คริสมาสต์ - สิ้นปีนี้ (2025) หนูถิ่นได้หยุดงานสักที เลยจัดทริปเล็ก ๆ ให้ตัวเอง ออกเดินทางจากเมือง Kajaani แสนเงียบสงบ ขึ้นรถไฟลัดเลาะไปหาแสงไฟอุ่นๆของเมือง Tampere แล้วแวะเดินชิลในตลาดคริสมาสต์ ที่เต็มไปด้วยไฟระยิบระยับ จนหนูถิ่นยืนยิ้มอยู่คนเดียวแบบไม่รู้ตัว จากนั้นก็นั่งรถไฟต่อไปเมือง Savonlinna เมืองปราสาทกลางน้ำที่สวยจนหัวใจอ่อนโยนขึ้นแบบแปลก ๆ ทริปนี้ไม่รีบ ไม่เร่ง แค่ปล่อยให้รถไฟพาหนูถิ่นออกไปเจอความสุขเล็ก ๆ ระหว่างทาง ทั้งอากาศหนาว ๆ ไฟคริสมาสต์อุ่นใจ และความเงียบสงบที่ทำให้ได้ฟังเสียงหัวใจตัวเองมากขึ้น สุดท้าย... หนูถิ่นก็รู้ว่า ทริปเรียบง่ายแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้หลงรักฟินแลนด์มากขึ้นทุกครั้ง.....
สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่าน หนูถิ่นแปะลิงค์ EP.1 – EP.9 ไว้ให้ด้วยนะคะ ใครอยากติดตามชีวิตนักเรียนนอกในวัยเกษียณของหนูถิ่นตั้งแต่เริ่มต้น สามารถคลิกตามไปอ่านกันได้เลยค่ะ
https://pantip.com/topic/41372528 (EP.1)
https://pantip.com/topic/41446525 (EP.2)
https://pantip.com/topic/41556664 (EP.3)
https://pantip.com/topic/41799671 (EP.4)
https://pantip.com/topic/42084467 (EP.5)
https://pantip.com/topic/42779140 (EP.6)
https://pantip.com/topic/42973755 (EP.7)
https://pantip.com/topic/43183763 (EP.8)
https://pantip.com/topic/43631128 (EP.9)
หลังจากนั่งรถไฟจาก Kajaani มาถึง Tampere วันแรกหนูถิ่นยังไม่รีบร้อนเดินหลายที่ เลยเลือกเดินเล่นเบา ๆ แค่บริเวณตลาดคริสมาสต์ใกล้ที่พัก ปีนี้อากาศถือว่าสบายกว่าที่คิด ไม่หนาวจัด เดินเพลิน ๆ ได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อหลายชั้น แต่มีความรู้สึกแปลกใหม่ เพราะคริสมาสต์ปีนี้ไม่มีหิมะเลยค่ะ เลยไม่ใช่ White Christmas อย่างที่หลายคนคุ้นเคย ถึงจะไม่มีหิมะขาว ๆ แต่บรรยากาศคริสมาสต์ก็ยังอบอุ่น แสงไฟระยิบระยับ ไฮไลท์เล็ก ๆ ของวันแรกคือ หนูถิ่นได้ถ่ายรูปกับซานต้า ตัวเป็น ๆ ด้วยค่ะ ยืนยิ้มเขิน ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอวยพรซานต้าเป็นภาษาฟินนิชว่า “Hyvää Joulua!” ซึ่งแปลว่า Merry Christmas! ในภาษาอังกฤษนั่นเองค่ะ ซานต้ายิ้มกว้าง ตอบกลับอย่างเป็นกันเอง โมเม้นท์เล็ก ๆ แบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง หนูถิ่นค่อย ๆ เดินดูร้านไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปเก็บแสงไฟและบรรยากาศวันแรกไว้เป็นความทรงจำ ถึงจะไม่ได้ซื้ออะไรมาก แต่การได้เดินชิล ๆ ในตลาดคริสมาสต์แบบไม่เร่งรีบ ก็ช่วยให้หัวใจได้พักจริง ๆ คืนแรกในตัมเปเร่ อาจไม่ใช่คืนหิมะขาวโพลน แต่เป็นคืนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ และทำให้หนูถิ่นรู้สึกว่าคริสมาสต์แบบไม่มีหิมะ ก็อบอุ่นได้ไม่แพ้กันเลยค่ะ

ซุ้มทางเข้าตลาดคริสมาสต์ค่ะ

บรรยากาศในตลาดคริสมาสต์
เช้าวันที่สองในตัมเปเร่ หนูถิ่นเลือกเดินเท้าไปที่ Finlayson เพื่อหาอาหารเช้าทาน อากาศเย็นสบาย ไม่หนาวจัด เดินไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องรีบ เหมาะกับเช้าวันหยุดมาก หนูถิ่นเจอร้านกาแฟเล็ก ๆ บรรยากาศเงียบ อบอุ่น สั่งกาแฟร้อนหนึ่งแก้วกับครัวซองหอม ๆ นั่งจิบกาแฟช้า ๆ ให้เช้าวันใหม่ค่อย ๆ เริ่มต้น

อาหารเช้าของหนูถิ่นค่ะ
หลังจากอิ่มท้องแล้ว หนูถิ่นก็เริ่มเดินสำรวจย่าน Finlayson ที่นี่คือ โรงงานฝ้าย Finlayson ในอดีต ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1820 โดย James Finlayson และถือเป็นหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมยุคแรก ๆ ของฟินแลนด์ค่ะ

ทางเข้า Finlayson สมัยก่อน

ทางเข้า Finlayson ในปัจจุบัน
ในสมัยก่อนพื้นที่แห่งนี้คึกคักมาก เป็นทั้งที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย และศูนย์กลางชีวิตของคนเมือง ปัจจุบันโรงงานเก่าอิฐแดงเหล่านี้ ถูกปรับให้กลายเป็นร้านค้า คาเฟ่ สำนักงาน ห้องประชุม และพื้นที่วัฒนธรรม แต่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้ เดินแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปพร้อมกับชีวิตเมืองยุคเก่า

ห้องประชุม

ตัวอาคาร Finlayson ถ่ายจากมุมด้านนอก

อาคารโรงงานสร้างด้วยอิฐแดง
เดินไปเรื่อย ๆ หนูถิ่นก็มาถึง Tammerkoski คลองน้ำและเขื่อนที่เป็นหัวใจของเมืองตัมเปเร่ น้ำไหลผ่านเขื่อนตลอดเวลา เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่เคยใช้ขับเคลื่อนโรงงานในอดีต จนทำให้ตัมเปเร่ ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองอุตสาหกรรมแห่งฟินแลนด์”
จากเขื่อนเดินต่อมาอีกนิด หนูถิ่นก็เจอกับสะพานเล็ก ๆ ที่มีตัวล็อคกุญแจคล้องเรียงรายอยู่เต็มราวสะพาน "Love Locks" ผู้คนจะนำตัวล็อคกุญแจมาคล้องไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน หรือคำสัญญาบางอย่าง หนูถิ่นยืนมองอยู่พักใหญ่ ไม่ได้เพราะอยากคล้องบ้าง แต่เพราะรู้สึกว่า สะพานเล็ก ๆ แห่งนี้ เหมือนเป็นที่ฝากความทรงจำของใครหลายคนไว้เงียบ ๆ Finlayson ในมุมมองของหนูถิ่น เลยไม่ใช่แค่ย่านโรงงานเก่า แต่เป็นพื้นที่ที่รวมทั้งประวัติศาสตร์ เมือง ชีวิต และเรื่องเล็ก ๆ ของผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
วันถัดมาหนูถิ่นออกเดินจากที่พัก จุดหมายแรกคือ Tampere Cathedral เป็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1907 ตัวอาคารเป็นหินสีเข้ม ดูขรึม แต่สวยเรียบ ต่อจากนั้นหนูถิ่นเดินต่อไปยัง Tampere Market Hall เปลี่ยนอารมณ์จากความสงบมาเป็นบรรยากาศชีวิตประจำวันของผู้คน ที่ออกมาจับจ่ายซื้อของในช่วงคริสมาสต์ ผู้คนมากมายทีเดียวค่ะ วันนี้ไม่มีอะไรหวือหวา แค่โบสถ์หนึ่งแห่ง กับตลาดหนึ่งแห่ง แต่สำหรับหนูถิ่น การได้เดินช้า ๆ ถ่ายรูป มองเมืองทั้งมุมสงบและมุมชีวิตชีวา ก็ทำให้รู้สึกว่า ตัมเปเร่เป็นเมืองที่อบอุ่น และน่าอยู่มากค่ะ

Tampere Cathedral

Tampere Market Hall

ต้นคริสมาสต์ขายในตลาด
ขนมเค้กน่าทานมากค่ะ
หลังจากจบทริปตัมเปเร่ หนูถิ่นนั่งรถไฟต่อมาที่ Savonlinna กว่าจะมาถึงก็ค่ำแล้ว ฟ้ามืด เมืองเงียบ เลยยังไม่ได้ออกไปเดินสำรวจอะไร เข้าที่พัก เก็บของ แล้วพักผ่อนทันที เพราะทริปของหนูถิ่นเป็นแนว Slow Travel ไม่จำเป็นต้องรีบ ขอแค่ได้ซึมซับเมืองก็พอ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฤดูหนาวที่นี่พระอาทิตย์ขึ้นประมาณสิบโมงเช้า พอสว่างปุ๊บ ใจก็พร้อมลุยแล้ว แต่พอเปิดพยากรณ์อากาศดู วันนี้ลมแรงมาก แถมมีหิมะตกอีก ถึงจะฝืนเดินออกไป แต่บอกเลยว่าไม่สนุกเลย ลมแรง หิมะปลิว ถ่ายรูปก็ลำบาก หนูถิ่นเดินทางคนเดียว ต้องใช้ขาตั้งกล้อง แต่ลมพัดแรงจนตั้งไม่ได้ สุดท้ายเลยตัดสินใจกลับเข้าที่พัก รอดูพยากรณ์อากาศอีกครั้ง ซึ่งบอกว่า บ่ายโมงลมจะสงบ ก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ
หนูถิ่นออกเดินอีกครั้ง ทีแรกตั้งใจแค่จะเดินไปแถวท่าเรือ เก็บภาพวิวสวย ๆ ของทะเลสาบ Saimaa แล้วค่อยกลับ เดินเลาะไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางวิวสวยมาก ทะเลสาบไซมา กว้างใหญ่ นิ่งสงบ มีฝูงนกเป็ดน้ำ ว่ายน้ำเล่นกันอยู่ ภาพธรรมชาติเรียบง่าย แต่สวยจนต้องหยุดดูหลายครั้งค่ะ
เดินไปเรื่อย ๆ ก็ผ่าน Riihisaari – Savonlinna Museum พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ใกล้เส้นทางไปปราสาทกลางน้ำ Olavinlinna Castle บรรยากาศรอบ ๆ สวยงามมาก จากที่ตั้งใจจะเดินแถวท่าเรือ กลายเป็นว่าขาพาไป ลัดเลาะไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ถึงปราสาทกลางน้ำ รวมระยะทางน่าจะประมาณสองกิโลเมตร

อาคารพิพิธภัณฑ์
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อย ฤดูหนาวที่นี่พระอาทิตย์จะตกประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงสะท้อนกับผืนน้ำและหิมะ วิวสวยมากจนลืมความหนาวไปเลยค่ะ

Sunset
Olavinlinna Castle เป็นปราสาทยุคกลางที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1475 สร้างขึ้นเพื่อป้องกันพื้นที่ทางตะวันออกของฟินแลนด์ ปราสาทตั้งอยู่กลางน้ำ ยิ่งมาเห็นด้วยตาตัวเองในฤดูหนาว ยิ่งรู้สึกถึงความขรึม สง่า และมีพลังบางอย่างค่ะ
หนูถิ่นถามเรื่อง Savonlinna กับพี่เจ้าของร้านอาหารไทยในเมือง พี่เขาบอกว่าเมืองนี้จะคึกคักมากในหน้าร้อน เพราะมีเทศกาลโอเปร่าระดับนานาชาติที่จัดขึ้นทุกปีช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ผู้คนจากทั่วโลกจะมาชมการแสดงโอเปร่าภายในปราสาทกลางน้ำ และมีบริการล่องเรือชมเกาะแก่งต่าง ๆ ของทะเลสาบไซมาที่สวยงามด้วยค่ะ
ทะเลสาบไซมา ไม่ได้มีแค่วิวเงียบสงบ แต่ยังเป็นบ้านของแมวน้ำ Saimaa Ringed Seal แมวน้ำที่หายากที่พบได้เพียงแห่งเดียวในโลก เดิมทีบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นแมวน้ำทะเล แต่หลังยุคน้ำแข็งสุดท้ายทะเลสาบไซมาถูกตัดขาดออกจากทะเล แมวน้ำกลุ่มนี้จึงค่อย ๆ ปรับตัวมาใช้ชีวิตในน้ำจืด รูปร่างและพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น ได้รับการดูแลและปกป้องอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
ทริปนี้หนูถิ่นได้เห็นฟินแลนด์ในสองมุม จากตัมเปเร่ เมืองที่มีชีวิตชีวา ไปจนถึง Savonlinna เมืองเล็กริมทะเลสาบ ที่เงียบ สงบ ไม่มีทริปไหนเร่งรีบ ไม่มีโปรแกรมแน่น มีแค่การเดิน ดูเมือง ดูผู้คน และปล่อยให้ตัวเองได้ซึมซับกับบรรยากาศรอบตัว ทั้งแสงไฟคริสมาสต์ ทั้งวันที่หิมะตกเงียบ ๆ ยิ่งอยู่ ยิ่งใช้ชีวิตในประเทศนี้ หนูถิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศที่สอนให้หนูถิ่นรักแบบเงียบ ๆ และรักมากขึ้นทุกวันค่ะ
REVIEW: ชีวิตนักเรียนนอกในวัยเกษียณหลังเรียนจบ ทำงานไป เที่ยวไป : นั่งรถไฟลัดเลาะ Tampere & Savonlinna (EP.10)
คริสมาสต์ - สิ้นปีนี้ (2025) หนูถิ่นได้หยุดงานสักที เลยจัดทริปเล็ก ๆ ให้ตัวเอง ออกเดินทางจากเมือง Kajaani แสนเงียบสงบ ขึ้นรถไฟลัดเลาะไปหาแสงไฟอุ่นๆของเมือง Tampere แล้วแวะเดินชิลในตลาดคริสมาสต์ ที่เต็มไปด้วยไฟระยิบระยับ จนหนูถิ่นยืนยิ้มอยู่คนเดียวแบบไม่รู้ตัว จากนั้นก็นั่งรถไฟต่อไปเมือง Savonlinna เมืองปราสาทกลางน้ำที่สวยจนหัวใจอ่อนโยนขึ้นแบบแปลก ๆ ทริปนี้ไม่รีบ ไม่เร่ง แค่ปล่อยให้รถไฟพาหนูถิ่นออกไปเจอความสุขเล็ก ๆ ระหว่างทาง ทั้งอากาศหนาว ๆ ไฟคริสมาสต์อุ่นใจ และความเงียบสงบที่ทำให้ได้ฟังเสียงหัวใจตัวเองมากขึ้น สุดท้าย... หนูถิ่นก็รู้ว่า ทริปเรียบง่ายแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้หลงรักฟินแลนด์มากขึ้นทุกครั้ง.....
สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาอ่าน หนูถิ่นแปะลิงค์ EP.1 – EP.9 ไว้ให้ด้วยนะคะ ใครอยากติดตามชีวิตนักเรียนนอกในวัยเกษียณของหนูถิ่นตั้งแต่เริ่มต้น สามารถคลิกตามไปอ่านกันได้เลยค่ะ
https://pantip.com/topic/41372528 (EP.1)
https://pantip.com/topic/41446525 (EP.2)
https://pantip.com/topic/41556664 (EP.3)
https://pantip.com/topic/41799671 (EP.4)
https://pantip.com/topic/42084467 (EP.5)
https://pantip.com/topic/42779140 (EP.6)
https://pantip.com/topic/42973755 (EP.7)
https://pantip.com/topic/43183763 (EP.8)
https://pantip.com/topic/43631128 (EP.9)
หลังจากนั่งรถไฟจาก Kajaani มาถึง Tampere วันแรกหนูถิ่นยังไม่รีบร้อนเดินหลายที่ เลยเลือกเดินเล่นเบา ๆ แค่บริเวณตลาดคริสมาสต์ใกล้ที่พัก ปีนี้อากาศถือว่าสบายกว่าที่คิด ไม่หนาวจัด เดินเพลิน ๆ ได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อหลายชั้น แต่มีความรู้สึกแปลกใหม่ เพราะคริสมาสต์ปีนี้ไม่มีหิมะเลยค่ะ เลยไม่ใช่ White Christmas อย่างที่หลายคนคุ้นเคย ถึงจะไม่มีหิมะขาว ๆ แต่บรรยากาศคริสมาสต์ก็ยังอบอุ่น แสงไฟระยิบระยับ ไฮไลท์เล็ก ๆ ของวันแรกคือ หนูถิ่นได้ถ่ายรูปกับซานต้า ตัวเป็น ๆ ด้วยค่ะ ยืนยิ้มเขิน ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะอวยพรซานต้าเป็นภาษาฟินนิชว่า “Hyvää Joulua!” ซึ่งแปลว่า Merry Christmas! ในภาษาอังกฤษนั่นเองค่ะ ซานต้ายิ้มกว้าง ตอบกลับอย่างเป็นกันเอง โมเม้นท์เล็ก ๆ แบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง หนูถิ่นค่อย ๆ เดินดูร้านไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปเก็บแสงไฟและบรรยากาศวันแรกไว้เป็นความทรงจำ ถึงจะไม่ได้ซื้ออะไรมาก แต่การได้เดินชิล ๆ ในตลาดคริสมาสต์แบบไม่เร่งรีบ ก็ช่วยให้หัวใจได้พักจริง ๆ คืนแรกในตัมเปเร่ อาจไม่ใช่คืนหิมะขาวโพลน แต่เป็นคืนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ และทำให้หนูถิ่นรู้สึกว่าคริสมาสต์แบบไม่มีหิมะ ก็อบอุ่นได้ไม่แพ้กันเลยค่ะ
ซุ้มทางเข้าตลาดคริสมาสต์ค่ะ
บรรยากาศในตลาดคริสมาสต์
เช้าวันที่สองในตัมเปเร่ หนูถิ่นเลือกเดินเท้าไปที่ Finlayson เพื่อหาอาหารเช้าทาน อากาศเย็นสบาย ไม่หนาวจัด เดินไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องรีบ เหมาะกับเช้าวันหยุดมาก หนูถิ่นเจอร้านกาแฟเล็ก ๆ บรรยากาศเงียบ อบอุ่น สั่งกาแฟร้อนหนึ่งแก้วกับครัวซองหอม ๆ นั่งจิบกาแฟช้า ๆ ให้เช้าวันใหม่ค่อย ๆ เริ่มต้น
อาหารเช้าของหนูถิ่นค่ะ
หลังจากอิ่มท้องแล้ว หนูถิ่นก็เริ่มเดินสำรวจย่าน Finlayson ที่นี่คือ โรงงานฝ้าย Finlayson ในอดีต ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1820 โดย James Finlayson และถือเป็นหนึ่งในโรงงานอุตสาหกรรมยุคแรก ๆ ของฟินแลนด์ค่ะ
ทางเข้า Finlayson สมัยก่อน
ทางเข้า Finlayson ในปัจจุบัน
ในสมัยก่อนพื้นที่แห่งนี้คึกคักมาก เป็นทั้งที่ทำงาน ที่อยู่อาศัย และศูนย์กลางชีวิตของคนเมือง ปัจจุบันโรงงานเก่าอิฐแดงเหล่านี้ ถูกปรับให้กลายเป็นร้านค้า คาเฟ่ สำนักงาน ห้องประชุม และพื้นที่วัฒนธรรม แต่ยังคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้ เดินแล้วรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปพร้อมกับชีวิตเมืองยุคเก่า
ห้องประชุม
ตัวอาคาร Finlayson ถ่ายจากมุมด้านนอก
อาคารโรงงานสร้างด้วยอิฐแดง
เดินไปเรื่อย ๆ หนูถิ่นก็มาถึง Tammerkoski คลองน้ำและเขื่อนที่เป็นหัวใจของเมืองตัมเปเร่ น้ำไหลผ่านเขื่อนตลอดเวลา เป็นแหล่งพลังงานสำคัญที่เคยใช้ขับเคลื่อนโรงงานในอดีต จนทำให้ตัมเปเร่ ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองอุตสาหกรรมแห่งฟินแลนด์”
จากเขื่อนเดินต่อมาอีกนิด หนูถิ่นก็เจอกับสะพานเล็ก ๆ ที่มีตัวล็อคกุญแจคล้องเรียงรายอยู่เต็มราวสะพาน "Love Locks" ผู้คนจะนำตัวล็อคกุญแจมาคล้องไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน หรือคำสัญญาบางอย่าง หนูถิ่นยืนมองอยู่พักใหญ่ ไม่ได้เพราะอยากคล้องบ้าง แต่เพราะรู้สึกว่า สะพานเล็ก ๆ แห่งนี้ เหมือนเป็นที่ฝากความทรงจำของใครหลายคนไว้เงียบ ๆ Finlayson ในมุมมองของหนูถิ่น เลยไม่ใช่แค่ย่านโรงงานเก่า แต่เป็นพื้นที่ที่รวมทั้งประวัติศาสตร์ เมือง ชีวิต และเรื่องเล็ก ๆ ของผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
วันถัดมาหนูถิ่นออกเดินจากที่พัก จุดหมายแรกคือ Tampere Cathedral เป็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จในปีค.ศ. 1907 ตัวอาคารเป็นหินสีเข้ม ดูขรึม แต่สวยเรียบ ต่อจากนั้นหนูถิ่นเดินต่อไปยัง Tampere Market Hall เปลี่ยนอารมณ์จากความสงบมาเป็นบรรยากาศชีวิตประจำวันของผู้คน ที่ออกมาจับจ่ายซื้อของในช่วงคริสมาสต์ ผู้คนมากมายทีเดียวค่ะ วันนี้ไม่มีอะไรหวือหวา แค่โบสถ์หนึ่งแห่ง กับตลาดหนึ่งแห่ง แต่สำหรับหนูถิ่น การได้เดินช้า ๆ ถ่ายรูป มองเมืองทั้งมุมสงบและมุมชีวิตชีวา ก็ทำให้รู้สึกว่า ตัมเปเร่เป็นเมืองที่อบอุ่น และน่าอยู่มากค่ะ
Tampere Cathedral
Tampere Market Hall
ต้นคริสมาสต์ขายในตลาด
ขนมเค้กน่าทานมากค่ะ
หลังจากจบทริปตัมเปเร่ หนูถิ่นนั่งรถไฟต่อมาที่ Savonlinna กว่าจะมาถึงก็ค่ำแล้ว ฟ้ามืด เมืองเงียบ เลยยังไม่ได้ออกไปเดินสำรวจอะไร เข้าที่พัก เก็บของ แล้วพักผ่อนทันที เพราะทริปของหนูถิ่นเป็นแนว Slow Travel ไม่จำเป็นต้องรีบ ขอแค่ได้ซึมซับเมืองก็พอ
เช้าวันรุ่งขึ้น ฤดูหนาวที่นี่พระอาทิตย์ขึ้นประมาณสิบโมงเช้า พอสว่างปุ๊บ ใจก็พร้อมลุยแล้ว แต่พอเปิดพยากรณ์อากาศดู วันนี้ลมแรงมาก แถมมีหิมะตกอีก ถึงจะฝืนเดินออกไป แต่บอกเลยว่าไม่สนุกเลย ลมแรง หิมะปลิว ถ่ายรูปก็ลำบาก หนูถิ่นเดินทางคนเดียว ต้องใช้ขาตั้งกล้อง แต่ลมพัดแรงจนตั้งไม่ได้ สุดท้ายเลยตัดสินใจกลับเข้าที่พัก รอดูพยากรณ์อากาศอีกครั้ง ซึ่งบอกว่า บ่ายโมงลมจะสงบ ก็เป็นไปตามนั้นจริง ๆ
หนูถิ่นออกเดินอีกครั้ง ทีแรกตั้งใจแค่จะเดินไปแถวท่าเรือ เก็บภาพวิวสวย ๆ ของทะเลสาบ Saimaa แล้วค่อยกลับ เดินเลาะไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางวิวสวยมาก ทะเลสาบไซมา กว้างใหญ่ นิ่งสงบ มีฝูงนกเป็ดน้ำ ว่ายน้ำเล่นกันอยู่ ภาพธรรมชาติเรียบง่าย แต่สวยจนต้องหยุดดูหลายครั้งค่ะ
เดินไปเรื่อย ๆ ก็ผ่าน Riihisaari – Savonlinna Museum พิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ใกล้เส้นทางไปปราสาทกลางน้ำ Olavinlinna Castle บรรยากาศรอบ ๆ สวยงามมาก จากที่ตั้งใจจะเดินแถวท่าเรือ กลายเป็นว่าขาพาไป ลัดเลาะไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ถึงปราสาทกลางน้ำ รวมระยะทางน่าจะประมาณสองกิโลเมตร
อาคารพิพิธภัณฑ์
ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อย ฤดูหนาวที่นี่พระอาทิตย์จะตกประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แสงสะท้อนกับผืนน้ำและหิมะ วิวสวยมากจนลืมความหนาวไปเลยค่ะ
Sunset
Olavinlinna Castle เป็นปราสาทยุคกลางที่สร้างขึ้นตั้งแต่ ปีค.ศ. 1475 สร้างขึ้นเพื่อป้องกันพื้นที่ทางตะวันออกของฟินแลนด์ ปราสาทตั้งอยู่กลางน้ำ ยิ่งมาเห็นด้วยตาตัวเองในฤดูหนาว ยิ่งรู้สึกถึงความขรึม สง่า และมีพลังบางอย่างค่ะ
หนูถิ่นถามเรื่อง Savonlinna กับพี่เจ้าของร้านอาหารไทยในเมือง พี่เขาบอกว่าเมืองนี้จะคึกคักมากในหน้าร้อน เพราะมีเทศกาลโอเปร่าระดับนานาชาติที่จัดขึ้นทุกปีช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ผู้คนจากทั่วโลกจะมาชมการแสดงโอเปร่าภายในปราสาทกลางน้ำ และมีบริการล่องเรือชมเกาะแก่งต่าง ๆ ของทะเลสาบไซมาที่สวยงามด้วยค่ะ
ทะเลสาบไซมา ไม่ได้มีแค่วิวเงียบสงบ แต่ยังเป็นบ้านของแมวน้ำ Saimaa Ringed Seal แมวน้ำที่หายากที่พบได้เพียงแห่งเดียวในโลก เดิมทีบรรพบุรุษของพวกเขาเป็นแมวน้ำทะเล แต่หลังยุคน้ำแข็งสุดท้ายทะเลสาบไซมาถูกตัดขาดออกจากทะเล แมวน้ำกลุ่มนี้จึงค่อย ๆ ปรับตัวมาใช้ชีวิตในน้ำจืด รูปร่างและพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่น ได้รับการดูแลและปกป้องอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ค่ะ
ทริปนี้หนูถิ่นได้เห็นฟินแลนด์ในสองมุม จากตัมเปเร่ เมืองที่มีชีวิตชีวา ไปจนถึง Savonlinna เมืองเล็กริมทะเลสาบ ที่เงียบ สงบ ไม่มีทริปไหนเร่งรีบ ไม่มีโปรแกรมแน่น มีแค่การเดิน ดูเมือง ดูผู้คน และปล่อยให้ตัวเองได้ซึมซับกับบรรยากาศรอบตัว ทั้งแสงไฟคริสมาสต์ ทั้งวันที่หิมะตกเงียบ ๆ ยิ่งอยู่ ยิ่งใช้ชีวิตในประเทศนี้ หนูถิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศที่สอนให้หนูถิ่นรักแบบเงียบ ๆ และรักมากขึ้นทุกวันค่ะ