การป้องกันภาวะตับแข็ง ดูแลตับตั้งแต่วันนี้ ลดความเสี่ยงโรคร้ายในอนาคต

"ตับ" เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง
ทำหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างโปรตีน ช่วยย่อยไขมัน สะสมวิตามิน
และควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ภายในร่างกาย
หากตับได้รับความเสียหายสะสมเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ "ภาวะตับแข็ง"
ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้  ideaการป้องกันภาวะตับแข็ง ดูแลตับตั้งแต่วันนี้ ลดความเสี่ยงโรคร้ายในอนาคตidea

ภาวะตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คือ ภาวะที่เซลล์ตับถูกทำลายเรื้อรังจนเกิดพังผืด (Fibrosis)
และแผลเป็นกระจายทั่วตับ ส่งผลให้ตับมีรูปร่างผิดปกติ แข็งขึ้น และทำงานได้ลดลง
เมื่อพังผืดมีจำนวนมาก เลือดจะไหลผ่านตับได้ยาก ทำให้เกิดความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น
ท้องมาน (น้ำในช่องท้อง) ตัวเหลือง ตาเหลือง
เลือดออกจากหลอดอาหารโป่งพอง
สมองจากโรคตับ (Hepatic encephalopathy)
ไตวาย มะเร็งตับ
ในระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยจำนวนมากแทบไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่รู้ว่าตนเองกำลังเป็นโรค จนกระทั่งตับเสียหายไปมากแล้ว

ideaภาวะตับแข็งไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วัน แต่เป็นผลจากการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นเวลานาน
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
ไขมันพอกตับ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตับ
โรคทางพันธุกรรมบางชนิด
การใช้ยาหรือสมุนไพรบางชนิดต่อเนื่องโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์



ideaวิธีป้องกันภาวะตับแข็ง
1. งดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็ง เพราะเมื่อดื่มเข้าไป ตับต้องทำหน้าที่กำจัดแอลกอฮอล์
หากดื่มเป็นประจำ เซลล์ตับจะเกิดการอักเสบและถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง
แม้ในช่วงแรกตับจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่หากได้รับความเสียหายซ้ำ ๆ จะเกิดพังผืดและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
ผู้ที่มีโรคตับอยู่แล้ว ควรงดแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด

2. หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสารพิษที่เป็นอันตรายต่อตับ
ตับเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดยาและสารเคมีออกจากร่างกาย
การใช้ยาโดยไม่จำเป็น หรือรับประทานยาเกินขนาด อาจทำให้ตับอักเสบและเกิดพิษต่อตับได้ เช่น
ยาแก้ปวดบางชนิด
สมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน
อาหารเสริมที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย
สารเคมีและยาฆ่าแมลง
คำแนะนำ
ใช้ยาตามแพทย์สั่งเท่านั้น
ไม่ซื้อยารับประทานเองเป็นเวลานาน
แจ้งแพทย์ทุกครั้งหากรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพร

3. หลีกเลี่ยงอาหารดิบ โดยเฉพาะอาหารทะเล
อาหารดิบอาจปนเปื้อนเชื้อโรคหลายชนิด เช่น
แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ
โดยเฉพาะเชื้อ Vibrio vulnificus ที่พบในอาหารทะเลดิบ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยโรคตับติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรงและเสียชีวิตได้
ดังนั้นควร รับประทานอาหารที่ปรุงสุก เลือกอาหารสะอาด
ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

4. รับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
ผู้ป่วยโรคตับจำเป็นต้องได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ เพราะโปรตีนช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รักษามวลกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ควรเลือกโปรตีนที่ย่อยง่าย เช่น
ปลา ไก่ไม่ติดหนัง ไข่ เต้าหู้ ถั่วเหลือง
นมไขมันต่ำ (หากไม่มีข้อห้าม)
หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง

5. หากมีอาการบวม ควรจำกัดการรับประทานเกลือ
เมื่อโรคตับเป็นมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มคั่งน้ำ ทำให้เกิดอาการ
เท้าบวม ขาบวม ท้องมาน น้ำหนักขึ้นจากการคั่งของน้ำ
จึงควรลดอาหารเค็ม เช่น อาหารหมักดอง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ไส้กรอก แฮม ปลาเค็ม ขนมขบเคี้ยว ซอสปรุงรสต่าง ๆ
การจำกัดโซเดียมช่วยลดการคั่งของน้ำและลดภาระของร่างกายได้

6. เข้ารับวัคซีนป้องกันโรค
ผู้ป่วยโรคตับมีภูมิคุ้มกันลดลง และมีโอกาสติดเชื้อรุนแรงกว่าคนทั่วไป จึงควรได้รับวัคซีนที่จำเป็น ได้แก่
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ
วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ ตามคำแนะนำของแพทย์
การฉีดวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อที่อาจทำให้อาการโรคตับรุนแรงขึ้น

7. พบแพทย์และติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ที่เป็นโรคตับ หรือมีความเสี่ยง เช่น ไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบซี ไขมันพอกตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ควรพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อ ตรวจการทำงานของตับ
ตรวจเลือด อัลตราซาวด์ตับ คัดกรองมะเร็งตับ ปรับการรักษาให้เหมาะสม
การติดตามอย่างสม่ำเสมอช่วยชะลอการดำเนินของโรค และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

ideaใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็ง ได้แก่
ผู้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ
ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง
ผู้ที่ใช้ยาหรือสมุนไพรเป็นเวลานาน
ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับ

ideaอาการเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย
อ่อนเพลียเรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง
ปวดหรือแน่นชายโครงขวา ท้องโตจากน้ำในช่องท้อง ขาบวม เท้าบวม
คันตามตัว เลือดออกง่าย ฟกช้ำง่าย อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ สับสน ง่วงซึมผิดปกติ

ภาวะตับแข็งเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการทำลายเซลล์ตับอย่างต่อเนื่อง
แม้จะไม่สามารถรักษาให้ตับกลับมาเหมือนเดิมได้
แต่สามารถ ป้องกัน ชะลอการดำเนินของโรค และลดภาวะแทรกซ้อนได้
ด้วยการงดแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
หลีกเลี่ยงยาและสารพิษที่ทำร้ายตับ รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
และเข้ารับการตรวจติดตามสุขภาพตับอย่างสม่ำเสมอ
การดูแลตับตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว
ช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงของโรคร้ายในอนาคต

ความรู้เพิ่มเติม
https://www.thonburihospital.com/

lovelovelovelove

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่