เล่าเรื่องผี

กระทู้สนทนา
คืนหลอก คนหลอน

กลุ่มเพื่อนของเราทั้งหมดห้าคน ตกลงกันจะไปตั้งแคมป์พักผ่อนบนเขาลูกหนึ่งที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน เส้นทางค่อนข้างทุรกันดาร แต่เราตั้งใจมาหาที่เงียบสงบ จึงขับรถเดินทางกันมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ กว่าจะหาที่เหมาะสม กางเต็นท์ จุดกองไฟ และเตรียมอาหาร ก็เริ่มมืดสนิทพอดี

คืนนั้นท้องฟ้าปิดมิด ไม่มีแสงจันทร์ลอดออกมา มีเพียงแสงไฟกองที่ลุกโชนและแสงไฟฉายส่องรอบๆ บริเวณ เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังหวีดหวิว สลับกับเสียงสัตว์เล็กๆ ในป่า บรรยากาศดูสงบ แต่ก็แฝงความวังเวงอยู่ในตัว

ประมาณสามทุ่มกว่าๆ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่รอบกองไฟ ก็เห็นร่างหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดข้างทาง รูปร่างสูงปานกลาง แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีซีดจางและกางเกงขายาวสีเข้ม ดูเหมือนเสื้อผ้าที่ผ่านการใช้งานมานาน หน้าตาก็ดูธรรมดา ไม่มีรอยแผลเป็นหรือสิ่งผิดปกติใดๆ เมื่อเข้ามาใกล้ เราจึงทักทายตามมารยาท

เขาแค่พยักหน้าตอบรับเบาๆ ไม่พูดอะไร แล้วเดินไปนั่งลงห่างออกไปประมาณห้าถึงหกเมตร ไม่เข้ามาร่วมวง แต่ก็ไม่ได้เดินหนีไปไหน นั่งนิ่งๆ มองแสงไฟอย่างไม่ละสายตา เหมือนคนที่ไม่มีอะไรต้องทำ

ในชั่วโมงแรก เราก็ไม่ได้เอะใจอะไร คิดว่าคงเป็นนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่มาพักแถวนี้เหมือนกัน แต่พอเวลาผ่านไปนานขึ้น ความรู้สึกไม่สบายใจก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจทีละนิด

จุดแรกที่เริ่มรู้สึกแปลกคือเรื่องการเคลื่อนไหว เวลาเขาขยับตัวหรือหันหน้ามองรอบข้าง จะทำอย่างช้ามาก ช้าจนผิดธรรมชาติ เหมือนร่างกายไม่ยืดหยุ่น หยิบของก็เช่นกัน ถ้าเอื้อมมือไปหยิบกิ่งไม้มาป้อนไฟ นิ้วมือจะเกร็งตึงจนดูแข็งกระด้าง จับแน่นจนเห็นเส้นสายใต้ผิวหนัง แต่ไม่เคยทำของหล่นหรือจับแน่นจนหัก มันเป็นท่าทางที่ถูกต้องแต่ไม่มีความเป็นธรรมชาติเลยสักนิด

อีกอย่างที่ทำให้พวกเราตกใจบ่อยครั้งคือความเงียบในการเดิน ไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไหวไปทางไหน ก้าวเท้าไม่เคยส่งเสียงกระทบพื้นดินหรือใบไม้แห้งแม้แต่เสียงเดียว บางครั้งเราหันไปคุยกันสักพัก พอหันกลับมาอีกที เขาก็ยืนอยู่ข้างหลังคนใดคนหนึ่งในกลุ่มแล้ว ห่างแค่เอื้อมมือ แต่ไม่มีใครรู้ตัวว่าเขาเดินเข้ามาได้อย่างไร

“ขอโทษครับ คุณอย่าโผล่มาข้างหลังแบบนี้สิ ทำให้พวกเราตกใจกันหมด” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อครั้งหนึ่งที่เขาเดินเข้ามาใกล้จนเกินไป

เขาก็แค่มองหน้าเรา ดวงตาดูว่างเปล่า ไม่มีแววตื่นเต้นหรือสำนึกผิด เหมือนไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงตกใจ แล้วค่อยๆ ถอยกลับไปนั่งที่เดิมอย่างช้าๆ เงียบเช่นเคย

ยิ่งดึกขึ้น พฤติกรรมก็ยิ่งดูแปลกประหลาด เขาไม่เคยกินข้าว ไม่เคยดื่มน้ำ ไม่เคยถอดเสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่อากาศบนเขาเริ่มเย็นจัดจนเราต้องสวมเสื้อหนาวกันหมด แต่เขากลับนั่งนิ่งๆ เหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย บางครั้งเราหันไปเห็นเขายืนอยู่ไกลๆ ท่ามกลางแสงมืด เพียงแค่มองมานิ่งๆ นานนับสิบนาที จนกระทั่งเราหันกลับไปคุยกันอีก พอหันมาอีกทีเขาก็เปลี่ยนที่ยืนไปอีกมุมหนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัว

จนกระทั่งกองไฟเริ่มลดลงเหลือเพียงแสงแดงสลัวๆ เสียงในป่าก็เงียบลงจนน่ากลัว เหมือนสัตว์ทั้งหมดหายไปหมดในทันที เขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงเข้ามาหาเรา ทีละก้าว เงียบสนิทจนแทบไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ

เขานั่งลงตรงหน้าเราในระยะที่มองหน้ากันได้ชัดเจน ดวงตาจ้องมองไปทีละคนอย่างละเอียด นานจนเรารู้สึกอึดอัด ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีจังหวะขึ้นลง ไม่มีอารมณ์ใดๆ แทรกอยู่

“พวกคุณเคยเจอผีไหมครับ?”

ประโยคนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นวาบลงทันที เพื่อนเรามองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าพูดก่อน จนกระทั่งผมจึงตอบออกไปด้วยเสียงที่พยายามเก็บความสั่นไว้ให้มิด

“ก็เคยได้ยินคนเล่ามามากมาย… แต่ยังไม่เคยเจอด้วยตัวเองจริงๆ ครับ ทำไมถามอย่างนั้นล่ะ?”

เขายิ้มมุมปากนิดเดียว เป็นยิ้มที่ไม่ถึงตา แล้วเอียงคอเบาๆ ในท่าทางที่คนปกติทำไม่ได้ มุมคอเอียงไปได้ไกลจนเรารู้สึกไม่สบายตา ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เลือดในตัวเย็นชาไปทั้งหมด

“แล้วถ้าผีคนนั้น… คือผมล่ะ พวกคุณจะทำอย่างไร?”

คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่เราจะตอบได้ เรามองเขาอย่างจดจ้อง พยายามหาจุดที่พิสูจน์ได้ว่าเขาคือคนจริง แต่กลับไม่พบอะไรที่ชัดเจน — หน้าตาเหมือนคน รูปร่างเหมือนคน แต่ทุกการกระทำ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกความเงียบ มันเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะเป็นได้

เขาไม่รอฟังคำตอบ เพียงแค่ลุกขึ้นยืน หันหลังให้ แล้วเดินกลับเข้าไปในเงามืดของป่า ทีละก้าว… ทีละก้าว… จนร่างค่อยๆ จางหายไปกับความมืด โดยที่ไม่ทิ้งรอยเท้าแม้แต่รอยเดียวบนดินที่ยังชื้นแฉะจากน้ำค้าง และไม่เหลือเสียงเดินให้ได้ยินอีกเลย

พวกเรานั่งอยู่ที่เดิมจนกระทั่งแสงอรุณเริ่มลอดผ่านยอดไม้เข้ามา ทุกคนต่างมองหน้ากัน มีคำถามเต็มหัวแต่ไม่มีใครตอบได้

เรากลับไปตรวจดูรอบๆ บริเวณที่เขานั่ง ทางที่เขาเดินผ่าน และมองหารอยเท้าหรือร่องรอยการอยู่อาศัย แต่ไม่พบอะไรเลย เหมือนเขาไม่เคยมาอยู่ที่นั่นตั้งแต่ต้น

จนทุกวันนี้ เวลาพวกเรามานั่งคุยกัน เราก็ยังถกเถียงกันไม่จบ บางคนบอกว่าคงเป็นแค่คนที่มีนิสัยแปลกประหลาด อาจจะถูกทิ้งอยู่บนเขามานานจนลืมวิธีใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น บางคนก็บอกว่าไม่มีทางที่คนธรรมดาจะทำแบบนั้นได้

แต่ไม่มีใครแน่ใจจริงๆ ว่า… คืนนั้น เราเจอกับคนจริงๆ หรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กันแน่ และที่สำคัญที่สุด — ถ้าวันหนึ่งสิ่งนั้นตัดสินใจว่าจะไม่แค่มองดูเฉยๆ อีกต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรากันแน่
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่