Type 59D รถถังใหม่กัมพูชา?

Type 59D รถถังใหม่กัมพูชา?


1. การมาถึงที่สีหนุวิลล์: ปรากฏการณ์ 'กำปั้นเหล็ก' ล็อตใหญ่
ภาพการลำเลียงยุทโธปกรณ์หนักที่ท่าเรือสีหนุวิลล์เมื่อไม่นานมานี้ ไม่ใช่เพียงแค่การจัดหาอาวุธตามวงรอบปกติ แต่คือก้าวสำคัญของกองทัพบกกัมพูชาในการยกระดับความทันสมัย ข้อมูลจากแหล่งข่าววงในที่เชื่อถือได้อย่างเพจ "รถไฟสายมรณะ" และการวิเคราะห์จาก "thaiarmedforce" ยืนยันตรงกันว่านี่คือการส่งมอบรถถังรุ่น Type 59D จำนวน 40 คัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ "มากพอ" สำหรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกำลังรบในพื้นที่

หากมองในแง่การจัดหน่วยรถถัง 40 คันนี้ช่วยให้กัมพูชาสามารถจัดตั้งกองพันรถถังมาตรฐานตามแบบโซเวียตหรือจีน (31 คันต่อหนึ่งกองพัน) ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมมีรถถังสำรองหรือส่วนสนับสนุนอีก 9 คัน หรือจะแบ่งกำลังเป็น 4 กองร้อย เพื่อกระจายกำลังตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญก็ทำได้ทันที ที่น่าสนใจที่สุดคือการนำมาใช้งานเป็น "ชุดรบผสมเหล่า" (Combined Arms Team) ร่วมกับยานเกราะสายพาน BMP-1 ที่กัมพูชามีใช้งานอยู่เดิม ซึ่งเรายังไม่เคยเห็นภาพการประสานงานที่ชัดเจนแบบนี้มาก่อนในอดีต แต่นี่คือสัญญาณว่ากองทัพกัมพูชากำลังก้าวเข้าสู่การรบสมัยใหม่ที่เน้นการประสานงานของยานเกราะอย่างแท้จริง

2. ไม่ใช่แค่ 'รถถังเก่า': วิวัฒนาการจาก T-54 สู่รหัส WZ-120D
หลายคนอาจสบประมาทว่า Type 59 คือรถถังยุค 50s ที่ลอกแบบมาจาก T-54A ของโซเวียต แต่ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญ Type 59D (หรือรหัสโรงงาน WZ-120D) คือรถถังที่ผ่านการ "Remanufacturing" หรือการสร้างใหม่บนโครงสร้างเดิมที่ได้รับการปรับปรุงแบบโมดูลาร์ในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 มันคือการนำแพลตฟอร์มที่ไว้ใจได้มาใส่สมองกลและอาวุธยุคใหม่ ซึ่งมีขีดความสามารถเหนือกว่า Type 69 ที่เราเคยเห็นในภูมิภาคนี้อย่างเทียบไม่ติด

คำถามคือทำไมกัมพูชาไม่เลือกซื้อรถถังหลัก (MBT) รุ่นใหม่อย่าง VT4? คำตอบอยู่ที่ "ความเหมาะสม" ครับ ด้วยน้ำหนักรบเพียง 37 ตัน เมื่อเทียบกับ VT4 ที่หนักถึง 52 ตัน ในภูมิประเทศลุ่มน้ำโขงที่เต็มไปด้วยดินอ่อนและโคลนตมในช่วงฤดูฝน น้ำหนักที่ต่างกันถึง 15 ตันคือเส้นแบ่งระหว่าง "ป้อมปราการเคลื่อนที่" กับ "เศษเหล็กติดหล่ม" รถถัง Type 59D จึงเป็นอาวุธที่ตอบโจทย์เชิงภูมิศาสตร์ของกัมพูชาได้อย่างชาญฉลาด ทั้งในเรื่องความคล่องตัวและการบำรุงรักษา

3. เจาะลึกขีดความสามารถ: อำนาจการทำลายล้างที่น่าเกรงขาม
หัวใจของ Type 59D คือปืนใหญ่ลำกล้องเกลียวขนาด 105 มม. รุ่น ZPL-94 ที่มีความยาวลำกล้องถึง 62 คาลิเบอร์ ความยาวที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเร็วต้นของกระสุนและความแม่นยำ จากข้อมูลในแหล่งอ้างอิง อานุภาพของมันน่ากลัวกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะเมื่อใช้กระสุนเจาะเกราะพลังงานจลน์ (APFSDS):

กระสุน Type 86 สามารถเจาะเกราะได้ถึง 480 มม.

กระสุน Type 93 (Long Rod) สามารถเจาะเกราะได้สูงถึง 540 มม. ที่ระยะ 2,000 เมตร

อาวุธปล่อยนำวิถี (ATGM) ที่ยิงผ่านลำกล้องได้ไกลถึง 5.2 กิโลเมตร มีอำนาจเจาะเกราะสูงถึง 700 มม.

ในด้านการป้องกัน Type 59D มาพร้อมกับเกราะปฏิกิริยาระเบิด (ERA) ตระกูล FY ติดตั้งทั้งส่วนหน้าตัวรถและป้อมปืน ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถในการรอดพ้นจากปืนต่อสู้รถถังอย่าง RPG-7 ได้อย่างดีเยี่ยม หากเปรียบเทียบกับรถถังรุ่นเก่าของกองทัพบกไทย (RTA) อย่าง M48A5 หรือ M60 แม้รถถังของไทยจะมีเกราะหลักที่หนากว่าในบางจุด แต่การที่ Type 59D ติดตั้ง ERA มาจากโรงงาน ทำให้มันได้เปรียบในแง่การป้องกันกระสุนหัวระเบิดแรงสูงที่ไม่มีในรถถังรุ่นเก่าของไทย นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการยิงที่ประกอบด้วยเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ (Laser Rangefinder) และกล้องส่องสว่างตอนกลางคืน (Image Intensifiers) ที่มีระยะหวังผลไกลถึง 1,400 เมตร ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่สูงมากสำหรับรถถังในระดับราคานี้

4. ราคาทางภูมิรัฐศาสตร์: ยุทธศาสตร์ 'ระบายสต็อก' ของพญามังกร
การจัดหาครั้งนี้มีนัยสำคัญเรื่องงบประมาณ หากเป็นการซื้อขายแบบปกติ รถถังรีเมค 40 คันนี้อาจมีมูลค่าพุ่งไปถึง 1,000 ล้านบาท แต่ด้วยความสัมพันธ์ที่แนบแน่น นักวิเคราะห์จึงมองว่านี่คือการสนับสนุนในลักษณะ "ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า" (Grant Aid) หรือการขายในราคามิตรภาพที่รัฐบาลจีนช่วยอุดหนุน (Subsidize)

ในมุมมองของจีน นี่คือยุทธศาสตร์ "Win-Win" โดยการ "ระบายคลังพัสดุ" ของรถถังที่กองทัพจีนเริ่มปลดประจำการเพื่อเปลี่ยนเป็นรุ่นที่ทันสมัยกว่า แต่สำหรับกัมพูชา นี่คือการได้รับยุทโธปกรณ์ที่ใช้งานได้จริงและทรงพลังมาเสริมเขี้ยวเล็บโดยไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาล แลกกับอิทธิพลทางการเมืองและยุทธศาสตร์ที่จีนจะได้รับในภูมิภาคอาเซียน เป็นการตอกย้ำว่ากัมพูชาคือพันธมิตรที่จีนพร้อมจะ "ติดอาวุธ" ให้เพื่อคานอำนาจในอินโดจีน

5. จุดเปลี่ยนเกมการรบตามแนวชายแดน?
การเข้าประจำการของ Type 59D ทั้ง 40 คันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองผ่านไปได้เฉยๆ แม้ตัวรถจะพัฒนามาจากเทคโนโลยีพื้นฐานยุคสงครามเย็น แต่ด้วยการอัปเกรดระบบควบคุมการยิงที่ทันสมัย อาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกล และเกราะ ERA ทำให้มันกลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ตึงมือสำหรับรถถังรุ่นเก่าในภูมิภาค

เมื่อทำงานร่วมกับยานเกราะ BMP-1 ในลักษณะหน่วยรบผสมเหล่า กองทัพกัมพูชาจะมีอำนาจการยิงสนับสนุนทหารราบที่รุนแรงและแม่นยำขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ราบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ภูมิประเทศเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการของรถถังน้ำหนักปานกลางเช่นนี้

ท้ายที่สุดนี้ ในมุมมองของทุกท่าน คิดว่าการมาของ Type 59D ล็อตนี้ จะทำให้ดุลกำลังรบในแถบอีสานใต้และภาคตะวันออกของเราเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด? และถึงเวลาหรือยังที่ 'บ้านเรา' จะต้องเร่งปรับปรุงรถถังรุ่นเก่าที่ยังมีอยู่ให้เท่าทันเทคโนโลยี ERA และระบบอาวุธนำวิถีผ่านลำกล้องแบบนี้? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่