🌺ผู้เขียนโดย สไนเปอร์ นิวส์ 🌺โค้งสุดท้ายชี้ชะตาฟริเกต ทร. ไทย! ผ่าแผน "ASFAT MILGEM TH" ปิดดีลต่อเรือในไทย 100% กู้วิกฤตเศรษฐกิจ... สัญญาณชัด รัฐบาลอนุทินพร้อมไฟเขียว?
โค้งสุดท้ายแล้วจริงๆ กับมหากาพย์ดีลประวัติศาสตร์ โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย วงเงิน 17,500 ล้านบาท ที่กำลังจะมีการชี้ชะตากันในเร็วๆ นี้!
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงฝืดเคือง คำถามตัวโตๆ จากสังคมคือ "เราจะจ่ายเงินหมื่นล้านไปซื้ออาวุธทำไมในยุคข้าวยากหมากแพง?" วันนี้จะพาไปเจาะลึกข้อเสนอที่เป็น "ม้ามืดตัวเต็ง" อย่าง ASFAT รุ่น MILGEM TH จากตุรกี ที่อาจจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การ "ซื้อเรือรบ" แต่คือการ "ซื้อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม" กลับคืนสู่ประเทศไทย!
เปลี่ยนงบซื้ออาวุธ เป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ
จุดแข็งที่สุดที่ทำให้ ASFAT พุ่งทะยานขึ้นมา การต่อเรือที่พิสูจน์มาแล้วในปากีสถานและข้อเสนอASFATต่อเรือในประเทศไทยแบบ 100%
สร้างงานมหาศาล ลืมภาพการหอบเงินไปให้ต่างชาติสร้างเรือได้เลย เพราะข้อเสนอนี้จะใช้ฐานอุตสาหกรรมในไทยผ่านกลุ่ม TSBA ซึ่งหมายถึงการสร้างงานทางตรงให้คนไทยหลายตำแหน่ง และงานทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทานอีกหลายตำแหน่ง นี่คือการปั๊มหัวใจอู่ต่อเรือไทยให้กลับมาผงาดอีกครั้ง
ออฟเซต (Offset) จัดเต็มทะลุปรอท สิ่งที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะในกระดานนี้คือผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งตุรกีเสนอให้สูงทะลุเกิน300% (คิดเป็นมูลค่าเครดิตหลายหมื่นล้านบาท) โดยเน้นไปที่ "Direct Offset" หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบจัดเต็มตรงเข้าสู่กองทัพเรือไทยโดยตรง ทำให้เราสามารถบำรุงรักษาและพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
ดีลระดับ G2G พ่วงส่งออก สินค้าการเกษตร เช่น ยางพารา-อาหารฮาลาล
ความเด็ดขาดของข้อเสนอจากตุรกีไม่ได้หยุดแค่เรื่องทางทหาร แต่ลามไปถึงปากท้องของพี่น้องเกษตรกรไทย มีรายงานเชิงลึกว่า หากทร.ไทยเลือกแบบเรือจาก ASFAT จะมีการผลักดันความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) ดึงบุคคลสำคัญจากรัฐบาลตุรกีมาเยือนไทย พร้อมพ่วงข้อตกลงในการ "นำเข้าสินค้าการเกษตร เช่น อาหารฮาลาลและยางพาราจากไทยไปตุรกี" ซื้ออาวุธแล้วได้ระบายสินค้าเกษตร ถือเป็นโมเดลที่ชาญฉลาดและซับน้ำตาเกษตรกรไทยในยามเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างตรงจุด
ในด้านความมั่นคง MILGEM TH ก็ไม่ได้มาเล่นๆ สเปกที่ยื่นมานั้นเหนือกว่าคู่แข่ง แบบก้าวกระโดด ระวางขับน้ำ 4,000 ตัน มาพร้อมเรดาร์ CENK-400N 4D AESA ที่มองเห็นไกลถึง 400 กิโลเมตร และที่ขาดไม่ได้คือแท่นยิงแนวดิ่ง VLS MİDLASจำนวน16-64ท่อ รองรับขีปนาวุธHISAR-DและSIPER และระบบอาวุธที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวโดนแบนเทคโนโลยี ลำเดียว... คุมมิดทั้งอ่าวไทยและอันดามัน!
หากคณะกรรมการของกองทัพเรือ เคาะเลือก ASFAT เป็นผู้ชนะ โอกาสที่รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเซ็นอนุมัติผ่านฉลุยลำถัดไปนั้นมีสูงมาก! ทำไมน่ะหรือครับ?
ตรงใจนโยบายรัฐบาล: พรรคภูมิใจไทยมีฐานเสียงและนโยบายที่เน้นสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในประเทศอยู่แล้ว การสร้างเรือ 100% ในไทยจึงตอบโจทย์ทางการเมืองแบบสุดๆ
ฝ่ายค้านเบรกไม่อยู่: แม้พรรคฝ่ายค้านจะเข้มงวดเรื่องงบทหาร แต่จุดยืนของพวกเขาคือการสนับสนุนการจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งข้อเสนอของตุรกีตรงกับอุดมการณ์นี้พอดี ทำให้แรงเสียดทานในสภาลดลงไปมหาศาล
ท้ายที่สุดแล้ว อำนาจการตัดสินใจและผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ "คณะกรรมการของกองทัพเรือ" หากมองในมิติที่ชาติได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ที่ทรงพลัง การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดีลของ ASFAT MILGEM TH ถือเป็นข้อเสนอที่ "WIN-WIN" และคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนจริงๆ ครับ
อนาคต ทร.ไทยอยากได้จานเรดาห์แผงหรือระบบอาวุธที่ต้องการก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะความราบรื่นของโครงการนี้ถูกใจรัฐบาล ประชาชนและตอบโจทย์กองทัพในแง่การถ่ายทอดเทคโนโลยี่ การพึ่งพาตนเองอย่างถาวร
โค้งสุดท้าย การดีลเรือรบไทย ไปถึงไหนแล้ว
โค้งสุดท้ายแล้วจริงๆ กับมหากาพย์ดีลประวัติศาสตร์ โครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือไทย วงเงิน 17,500 ล้านบาท ที่กำลังจะมีการชี้ชะตากันในเร็วๆ นี้!
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงฝืดเคือง คำถามตัวโตๆ จากสังคมคือ "เราจะจ่ายเงินหมื่นล้านไปซื้ออาวุธทำไมในยุคข้าวยากหมากแพง?" วันนี้จะพาไปเจาะลึกข้อเสนอที่เป็น "ม้ามืดตัวเต็ง" อย่าง ASFAT รุ่น MILGEM TH จากตุรกี ที่อาจจะเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่แค่การ "ซื้อเรือรบ" แต่คือการ "ซื้อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม" กลับคืนสู่ประเทศไทย!
เปลี่ยนงบซื้ออาวุธ เป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ
จุดแข็งที่สุดที่ทำให้ ASFAT พุ่งทะยานขึ้นมา การต่อเรือที่พิสูจน์มาแล้วในปากีสถานและข้อเสนอASFATต่อเรือในประเทศไทยแบบ 100%
สร้างงานมหาศาล ลืมภาพการหอบเงินไปให้ต่างชาติสร้างเรือได้เลย เพราะข้อเสนอนี้จะใช้ฐานอุตสาหกรรมในไทยผ่านกลุ่ม TSBA ซึ่งหมายถึงการสร้างงานทางตรงให้คนไทยหลายตำแหน่ง และงานทางอ้อมในห่วงโซ่อุปทานอีกหลายตำแหน่ง นี่คือการปั๊มหัวใจอู่ต่อเรือไทยให้กลับมาผงาดอีกครั้ง
ออฟเซต (Offset) จัดเต็มทะลุปรอท สิ่งที่ชี้ขาดผลแพ้ชนะในกระดานนี้คือผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งตุรกีเสนอให้สูงทะลุเกิน300% (คิดเป็นมูลค่าเครดิตหลายหมื่นล้านบาท) โดยเน้นไปที่ "Direct Offset" หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบจัดเต็มตรงเข้าสู่กองทัพเรือไทยโดยตรง ทำให้เราสามารถบำรุงรักษาและพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว
ดีลระดับ G2G พ่วงส่งออก สินค้าการเกษตร เช่น ยางพารา-อาหารฮาลาล
ความเด็ดขาดของข้อเสนอจากตุรกีไม่ได้หยุดแค่เรื่องทางทหาร แต่ลามไปถึงปากท้องของพี่น้องเกษตรกรไทย มีรายงานเชิงลึกว่า หากทร.ไทยเลือกแบบเรือจาก ASFAT จะมีการผลักดันความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) ดึงบุคคลสำคัญจากรัฐบาลตุรกีมาเยือนไทย พร้อมพ่วงข้อตกลงในการ "นำเข้าสินค้าการเกษตร เช่น อาหารฮาลาลและยางพาราจากไทยไปตุรกี" ซื้ออาวุธแล้วได้ระบายสินค้าเกษตร ถือเป็นโมเดลที่ชาญฉลาดและซับน้ำตาเกษตรกรไทยในยามเศรษฐกิจตกต่ำได้อย่างตรงจุด
ในด้านความมั่นคง MILGEM TH ก็ไม่ได้มาเล่นๆ สเปกที่ยื่นมานั้นเหนือกว่าคู่แข่ง แบบก้าวกระโดด ระวางขับน้ำ 4,000 ตัน มาพร้อมเรดาร์ CENK-400N 4D AESA ที่มองเห็นไกลถึง 400 กิโลเมตร และที่ขาดไม่ได้คือแท่นยิงแนวดิ่ง VLS MİDLASจำนวน16-64ท่อ รองรับขีปนาวุธHISAR-DและSIPER และระบบอาวุธที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องกลัวโดนแบนเทคโนโลยี ลำเดียว... คุมมิดทั้งอ่าวไทยและอันดามัน!
หากคณะกรรมการของกองทัพเรือ เคาะเลือก ASFAT เป็นผู้ชนะ โอกาสที่รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเซ็นอนุมัติผ่านฉลุยลำถัดไปนั้นมีสูงมาก! ทำไมน่ะหรือครับ?
ตรงใจนโยบายรัฐบาล: พรรคภูมิใจไทยมีฐานเสียงและนโยบายที่เน้นสนับสนุนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมในประเทศอยู่แล้ว การสร้างเรือ 100% ในไทยจึงตอบโจทย์ทางการเมืองแบบสุดๆ
ฝ่ายค้านเบรกไม่อยู่: แม้พรรคฝ่ายค้านจะเข้มงวดเรื่องงบทหาร แต่จุดยืนของพวกเขาคือการสนับสนุนการจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งข้อเสนอของตุรกีตรงกับอุดมการณ์นี้พอดี ทำให้แรงเสียดทานในสภาลดลงไปมหาศาล
ท้ายที่สุดแล้ว อำนาจการตัดสินใจและผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ "คณะกรรมการของกองทัพเรือ" หากมองในมิติที่ชาติได้ประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ที่ทรงพลัง การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดีลของ ASFAT MILGEM TH ถือเป็นข้อเสนอที่ "WIN-WIN" และคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ของภาษีประชาชนจริงๆ ครับ
อนาคต ทร.ไทยอยากได้จานเรดาห์แผงหรือระบบอาวุธที่ต้องการก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะความราบรื่นของโครงการนี้ถูกใจรัฐบาล ประชาชนและตอบโจทย์กองทัพในแง่การถ่ายทอดเทคโนโลยี่ การพึ่งพาตนเองอย่างถาวร