รู้จักเทคโนโลยียานเกราะ สไตรเกอร์ (Stryker) หลังสหรัฐฯ มอบให้ไทยแบบฟรี 17 คัน

วันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคแปซิฟิก (USARPAC) ได้ประกอบพิธีส่งมอบรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) จำนวน 17 คัน ให้แก่กองทัพบกไทย (RTA) อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เนื่องในโอกาสปิดการฝึกซ้อมรบร่วมหนุมานการ์เดียน 2026 ภายในศูนย์การบินกองทัพบกไทย จังหวัดลพบุรี

https://www.facebook.com/share/p/1R343enMqu/?mibextid=wwXIfr


โดยได้รับเกียรติจากพลโท โจเอล โวเวลล์ รองผู้บัญชาการ USARPAC, พลเอก พานา แคล้งเสรีทึก ผู้บัญชาการทหารบกไทย และนายฌอน เค. โอ'นีล เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีรับมอบ

การส่งมอบยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้โครงการยุทโธปกรณ์ส่วนเกินของสหรัฐฯ (EDA) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย

รถหุ้มเกราะเหล่านี้แม้จะเคยผ่านการใช้งานโดยหน่วยของกองทัพบกสหรัฐฯ มาก่อน แต่ได้รับการดูแลรักษาและปรับปรุงอย่างพิถีพิถันให้อยู่ในสภาพพร้อมรบ โดยรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ทั้ง 17 คันนี้ จะถูกนำไปประจำการเพื่อเป็นรากฐานสำคัญของกองพันรบที่ 111 ของกองทัพบกไทย สนับสนุนทั้งในด้านภารกิจการฝึกซ้อมและการปฏิบัติการจริง

เทคโนโลยีรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker)

แม้ว่ากองทัพบกสหรัฐฯ และไทยจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) ออกมาโดยละเอียด แต่คาดว่ารถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) มีสมรรถนะใกล้เคียงกับรุ่นมาตรฐานที่กองทัพบกสหรัฐฯ ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

โดยรถหุ้มเกราะสไตรเกอร์ (Stryker) มีชื่อย่างเป็นทางการว่า Stryker M1126 ICV  ยานเกราะลำเลียงกำลังพลแบบ 8x8 ล้อ ตัวรถถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่ทางยุทธวิธีระหว่างรถถังประจัญบานขนาดหนักและหน่วยทหารราบเบา โดยเน้นความคล่องตัวสูงในการเคลื่อนที่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล Caterpillar C7 ให้กำลัง 350 แรงม้าในรุ่นพื้นฐาน และมีการอัปเกรดให้สูงขึ้นในรุ่นต่อมา สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เกือบ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมระยะปฏิบัติการไกลกว่า 500 กิโลเมตร

ระบบช่วงล่างแบบอิสระและระบบควบคุมแรงดันลมยางอัตโนมัติ (CTIS) ช่วยให้ตัวรถสามารถวิ่งผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดารได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ น้ำหนักพื้นฐานที่อยู่ในระดับ 16-19 ตัน ยังถูกออกแบบมาให้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายพลางอากาศด้วยเครื่องบินลำเลียง C-130 เพื่อกระจายกำลังเข้าสู่พื้นที่รบได้ทันท่วงที โดยเครื่องบินรุ่นนี้มีประจำการในกองทัพไทยด้วยเช่นกัน

การป้องกันและเอาตัวรอดในสงคราม

เทคโนโลยีเกราะของสไตรเกอร์เริ่มต้นจากการใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงเสริมด้วยแผ่นเกราะเซรามิกและเคฟลาร์ ซึ่งสามารถป้องกันกระสุนเจาะเกราะขนาด 14.5 มม. ได้รอบคัน แต่จากการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามของระเบิดแสวงเครื่อง (IED) และกับระเบิดในสมรภูมิจริง กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบใต้ท้องรถแบบรูปตัววีคู่ (Double V-Hull หรือ DVH)

เทคโนโลยีตัวนี้มีคุณสมบัติในการช่วยเบี่ยงเบนแรงอัดจากการระเบิดใต้ท้องรถออกไปด้านข้าง ควบคู่ไปกับการติดตั้งเบาะนั่งลดแรงกระแทก (Blast-attenuating seats) นอกจากนี้ ตัวรถยังสามารถติดตั้งเสริมด้วยเกราะลูกกรง (Slat armor) และระบบป้องกันภัยแบบแอกทีฟ (Active Protection Systems) เพื่อสกัดกั้นจรวดต่อสู้รถถังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อำนาจการยิงและเทคโนโลยีเครือข่ายสนามรบ

สไตรเกอร์ยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานจะติดตั้งระบบปืนควบคุมระยะไกล (RWS) ในขณะที่รุ่นใหม่ ๆ ได้รับการอัปเกรดเป็นการติดตั้งปืนกลอัตโนมัติขนาด 30 มม. เพื่อเพิ่มอำนาจการทำลายล้าง ยานเกราะรุ่นล้ำสมัยยังมีการบูรณาการเทคโนโลยีโครงข่ายข้อมูลดิจิทัลระดับสูง กล้องมองภาพ 360 องศาที่ทำงานร่วมกับแว่นตาความเป็นจริงเสริม (IVAS) ของทหารราบ

ข้อมูลล่าสุดได้มีการนำเทคโนโลยีอาวุธพลังงานเลเซอร์แบบกำหนดทิศทาง (Directed Energy Weapons) อย่างระบบ DE M-SHORAD มาติดตั้งเพื่อใช้สอยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และขีปนาวุธแบบฉับพลัน ซึ่งถือเป็นการยกระดับยานเกราะเข้าสู่การรบยุคใหม่อย่างแท้จริง การประจำการของสไตรเกอร์สร้างความได้เปรียบในสนามรบและเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มาของข้อมูล Army Technology, The United States Army, The War Zon

คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่