‘KPI Poll’ ระบุ ‘ชัชชาติ’ คะแนนนำ แต่ ‘กลุ่มลังเล’ สัดส่วนสูง พอจะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้
https://www.dailynews.co.th/news/5919854/
.

.
'KPI Poll' ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้าโพลแห่งสถาบันของรัฐสภา เผยผลสำรวจ เรื่อง "เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่" สะท้อนสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังเปิดกว้าง แม้ "ชัชชาติ" คะแนนนำ แต่กลุ่ม "ลังเล" ก็ยังมีสัดส่วนสูง พอจะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้
.
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “
เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “
ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 23 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
.
1. หากเป็นคน กทม. ท่านมีแนวโน้มว่าจะเลือกผู้ว่าฯ กทม. แบบใด? (สำรวจโดย LINE TODAY) โดย 61.8% ระบุ จะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง รองลงมา คือ 12.5% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ, 12.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้, 11.7% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ 2.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล แนวโน้มการให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้บริหารเมืองที่ควรมีความคล่องตัว เป็นกลาง และมุ่งแก้ปัญหาเมืองบนฐานประสิทธิภาพมากกว่าการเมืองแบบพรรค ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันในสนามเลือกตั้งในระยะต่อไป 2. ต่างเขตชั้น ต่างทิศทาง: เขตชั้นกลางหนุน “
ผู้สมัครอิสระ” เขตชั้นนอกเอน “
ฝ่ายค้าน” เขตชั้นในยังเปิดกว้าง
.
แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก
.
• เขตชั้นใน: 26.8 % ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ สูงสุด รองลงมา 23.3% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ และ 22.0% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
• เขตชั้นกลาง: 29.3% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง สูงสุด รองลงมา 25.9% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ 20.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ
• เขตชั้นนอก: 27.2 % มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 26.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ และ 16.6% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้
2. ภูมิศาสตร์ทางการเมืองของกรุงเทพฯ แตกต่างกันตามเขตชั้น สะท้อนโจทย์ความคาดหวัง และฐานการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ยุทธศาสตร์การสื่อสารและนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่จึงเป็นโจทย์สำคัญของผู้สมัคร 3. “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้
.
แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก
.
เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนำทุกเขตชั้น ในระดับใกล้เคียงกัน (เขตชั้นกลาง: 32.1%, เขตชั้นใน: 31.5% และ เขตชั้นนอก: 30.3%)
.
รองลงมาทุกเขตชั้น คือ “
ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” (เขตชั้นใน: 27.3%, เขตชั้นนอก: 27.2% และ เขตชั้นกลาง: 18.7%) ขณะที่อันดับสามของเขตชั้นนอก (16.9%) และ เขตชั้นกลาง (16.3%) เป็นของ “
ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” และ เขตชั้นใน (9.8%) เป็นของ พล.ต.ท.
ชาญเทพ เสสะเวช สะท้อนว่า แม้
“ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำทุกเขตชั้นของกรุงเทพฯ แต่กลุ่ม “
ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ยังมีสัดส่วนสูงในทุกพื้นที่ จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ นอกจากนี้ ผู้สมัครบางรายมีฐานคะแนนเฉพาะพื้นที่ที่ควรจับตา จึงยังเป็นสนามที่ต้องช่วงชิง “เสียงลังเล” และ “พื้นที่ยุทธศาสตร์” มากกว่าการพึ่งพาคะแนนนิยมเดิมเพียงอย่างเดียว 4. ฐาน ส.ก. เสียงแตก: “
ชัชชาติ” นำหลายกลุ่ม แต่ฐานส้มเทไปที่ “
ดร. โจ”
.
เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มการเลือกผู้ว่าฯ กทม. กับพรรคหรือกลุ่มที่เคยเลือก ส.ก. ในปี 2565 พบว่า “ชัชชาติ” ได้รับคะแนนสูงในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย (41.6%) กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ (31.9%) และ กลุ่มพรรค/กลุ่มอื่น ๆ (48.8%)
.
ขณะที่กลุ่มที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มเลือก “ดร.
โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด (38.3%) มากกว่า “
ชัชชาติ” ที่ได้ 22.6% อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจยังมีน้ำหนักสูง → สะท้อนว่า “
ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำในหลายกลุ่ม แสดงถึงฐานการยอมรับข้ามกลุ่มการเมือง ซึ่งสะท้อนว่า การเลือกผู้ว่าฯ กทม. มีลักษณะของการตัดสินใจเชิง “
ตัวบุคคล” สูงกว่าการยึดโยงกับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เคยเลือกพรรคหรือกลุ่มการเมืองเดียวกันไม่ได้จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ ในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจในบางฐานเสียงยังมีสัดส่วนสูง จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญ บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 23
.
ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังเปิดกว้าง แม้ “
ชัชชาติ” จะมีคะแนนนำ แต่กลุ่ม “
ลังเล” ก็ยังมีสัดส่วนสูงพอที่จะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกัน “
ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มีความสำคัญมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ ในฐานะผู้บริหารเมืองที่คล่องตัวและแก้ปัญหาได้จริง นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเขตชั้นและฐานคะแนน ส.ก. เดิม ยังชี้ว่า ผู้สมัครต้องช่วงชิงทั้ง “เสียงลังเล” และออกแบบนโยบายให้ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่มากกว่าการใช้ยุทธศาสตร์เดียวครอบคลุมทั้งเมือง
.
.
ส.อ.ท.ห่วง 16 กลุ่มอุตฯกระทบหนักจาก 5 ปัจจัยเสี่ยง จับตาภาษีทรัมป์ ย้ำไทยไร้แรงงานบังคับ
https://www.matichon.co.th/economy/news_5747773
.
‘พิมพ์ใจ’ ปธ.ส.อ.ท.ห่วง 16 กลุ่มอุตฯกระทบหนักจาก 5 ปัจจัยเสี่ยง จับตาภาษีทรัมป์ ย้ำไทยไร้แรงงานบังคับ
.
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นาง
พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทศ (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานแถลงนโยบายการบริหารงาน ส.อ.ท.วาระปี 2569-71 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry:Empowering Growth with 5I” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้ว่า จากการติดตามสถานการณ์อุตสาหกรรมไทยรายกลุ่มช่วงไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน 2569) พบว่ามี 16 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.กลุ่มปูนซิเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม เซรามิก หลังคา แก้ว เจอปัญหา ต้นทุนการผลิตสูงทั้งราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่ง 2.กลุ่มพลาสติก เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย) การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เจอปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ 3.กลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ เจอปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมที่กระทบ 4.กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ หัตถกรรมสร้างสรรค์ เจอปัญหากำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
.
นาง
พิมพ์ใจกล่าวว่า ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวในไตรมาส 2 มี 13 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ได้อานิสงส์ตลาดต่างประเทศขยายตัว 2.กลุ่มเครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ น้ำมันปาล์ม ได้อานิสงส์ความต้องการในประเทศเติบโต และ 3.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียนและการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อมดิจิทัล (ดาต้าเซ็นเตอร์)
.
นาง
พิมพ์ใจกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เมื่อประเมินสถานการณ์อุตสาหกรรมไทยตลอดปี 2569 พบว่ามีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาอุตสาหกรรมไทย โดยปัจจัยลบต่อภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน/ขาดวัตถุดิบส่งผลต่อราคาสินค้าเกี่ยวเนื่อง อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.89% ผลจากราคาน้ำมัน/อาหารที่เพิ่มขึ้น กดดันกำลังซื้อ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 อยู่ในกรอบ 2.0-3.0% สินค้านำเข้าขยายตัวสูง โดยเดือนมกราคม-เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 35.72% โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป (+20.87%), สบู่ ผงซักฟอก และเครื่องสำอาง (+20.50%) และเครื่องใช้ไฟฟ้า (+16.12%) ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคเกษตร ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต ตลอดจนความกังวลต่อภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ ช่วงกลางปี 2569 เพิ่มความเสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วงภัยแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนลดลง
.
ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ขณะที่ปัจจัยบวก ประกอบด้วย ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัล/ดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 822% ส่งออกขยายตัวสูง เดือนมกราคม-เมษายน 2569 เติบโต 10.44% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 56.98% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 2 แสนล้านบาท โครงการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 แสนล้านบาท การปรับโครงสร้างพลังงานคาดหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.6-0.8% มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV ,โครงการ PromptBiz/Quick Big Win ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ตลอดจนแนวโน้มเครดิตประเทศไทยเป็น Stable (มีเสถียรภาพ) จาก Negative (เชิงลบ) หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ
.
ประธาน ส.อ.ท.กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าว ส.อ.ท.จะเร่งผลักดันนโยบาย 5I โดยจะทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างเข้มข้นเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้ฟื้นตัวโดยด่วน ส่วนกรณีสหรัฐเตรียมจัดภาษีกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย จะขอดูความชัดเจนอีกครั้ง แต่เชื่อว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งแรงงานและพาณิชย์จะมีมาตรการรับมือ เพราะอุตสาหกรรมปัจจุบันไม่มีการใช้แรงงานบังคับ
.
.
เซเลนสกีส่งจดหมายถึงปูติน เสนอเจรจาโดยตรงเพื่อยุติสงคราม
https://www.dailynews.co.th/news/5919893/
.
ประธานาธิบดียูเครนส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำรัสเซีย เสนอให้มีการพบปะโดยตรงเพื่อหาทางยุติสงคราม และจะให้มีการหยุดยิงเต็มรูปแบบระหว่างการเจรจาด้วย
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่าทำเนียบประธานาธิบดียูเครนออกแถลงการณ์ ว่าประธานาธิบดี
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดี
วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อยหน่ายกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของยูเครน รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อ และการขาดแคลนเชื้อเพลิง และชาวรัสเซียพร้อมสำหรับสันติภาพแล้ว
.
เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า ขณะที่สหรัฐกำลังมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน “มันคงเป็นเรื่องที่ผิดหากเราจะเอาแต่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของอเมริกาอีกครั้ง” และ “หนทางสู่สันติภาพต้องเริ่มต้นที่แนวหน้า ซึ่งเป็น “เส้นแบ่งที่การทูตต้องเริ่มต้นขึ้น”
.
ขณะเดียวกัน
เซเลนสกียืนยันว่า ยูเครนสนับสนุน “
การหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาของการเจรจา ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน” และมองว่า “
สหรัฐมีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบการหยุดยิงตามแนวเส้นที่มีการยุติการสู้รบ”
JJNY : ‘ชัชชาติ’นำ แต่‘กลุ่มลังเล’สัดส่วนสูง│ส.อ.ท.ห่วง 16 กลุ่มอุตฯกระทบหนัก│เซเลนสกีส่งจม.ถึงปูติน│เตือนมรสุมถล่มไทย
https://www.dailynews.co.th/news/5919854/
.
.
'KPI Poll' ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้าโพลแห่งสถาบันของรัฐสภา เผยผลสำรวจ เรื่อง "เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่" สะท้อนสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังเปิดกว้าง แม้ "ชัชชาติ" คะแนนนำ แต่กลุ่ม "ลังเล" ก็ยังมีสัดส่วนสูง พอจะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้
.
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ปัจจัยเชิงพื้นที่กับทิศทางการเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 23 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 22 – 25 พ.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
.
1. หากเป็นคน กทม. ท่านมีแนวโน้มว่าจะเลือกผู้ว่าฯ กทม. แบบใด? (สำรวจโดย LINE TODAY) โดย 61.8% ระบุ จะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง รองลงมา คือ 12.5% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ, 12.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้, 11.7% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ 2.0% จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล แนวโน้มการให้ความสำคัญกับ “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้บริหารเมืองที่ควรมีความคล่องตัว เป็นกลาง และมุ่งแก้ปัญหาเมืองบนฐานประสิทธิภาพมากกว่าการเมืองแบบพรรค ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันในสนามเลือกตั้งในระยะต่อไป 2. ต่างเขตชั้น ต่างทิศทาง: เขตชั้นกลางหนุน “ผู้สมัครอิสระ” เขตชั้นนอกเอน “ฝ่ายค้าน” เขตชั้นในยังเปิดกว้าง
.
แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก
.
• เขตชั้นใน: 26.8 % ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ สูงสุด รองลงมา 23.3% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ และ 22.0% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
• เขตชั้นกลาง: 29.3% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง สูงสุด รองลงมา 25.9% มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และ 20.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ
• เขตชั้นนอก: 27.2 % มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน สูงสุด รองลงมาใกล้เคียงกัน 26.8% ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ และ 16.6% มีแนวโน้มเลือกผู้ว่าฯ กทม.จากผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้
2. ภูมิศาสตร์ทางการเมืองของกรุงเทพฯ แตกต่างกันตามเขตชั้น สะท้อนโจทย์ความคาดหวัง และฐานการตัดสินใจที่แตกต่างกัน ยุทธศาสตร์การสื่อสารและนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่จึงเป็นโจทย์สำคัญของผู้สมัคร 3. “ชัชชาติ” ยังนำทุกโซน แต่เสียงลังเลยังสูง เปิดช่องให้สมการเลือกตั้งเปลี่ยนได้
.
แนวโน้มการเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. สามอันดับแรก
.
เมื่อพิจารณาตามพื้นที่เขตชั้นของ กทม. พบว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีคะแนนนำทุกเขตชั้น ในระดับใกล้เคียงกัน (เขตชั้นกลาง: 32.1%, เขตชั้นใน: 31.5% และ เขตชั้นนอก: 30.3%)
.
รองลงมาทุกเขตชั้น คือ “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” (เขตชั้นใน: 27.3%, เขตชั้นนอก: 27.2% และ เขตชั้นกลาง: 18.7%) ขณะที่อันดับสามของเขตชั้นนอก (16.9%) และ เขตชั้นกลาง (16.3%) เป็นของ “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” และ เขตชั้นใน (9.8%) เป็นของ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช สะท้อนว่า แม้ “ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำทุกเขตชั้นของกรุงเทพฯ แต่กลุ่ม “ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ” ยังมีสัดส่วนสูงในทุกพื้นที่ จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันได้ นอกจากนี้ ผู้สมัครบางรายมีฐานคะแนนเฉพาะพื้นที่ที่ควรจับตา จึงยังเป็นสนามที่ต้องช่วงชิง “เสียงลังเล” และ “พื้นที่ยุทธศาสตร์” มากกว่าการพึ่งพาคะแนนนิยมเดิมเพียงอย่างเดียว 4. ฐาน ส.ก. เสียงแตก: “ชัชชาติ” นำหลายกลุ่ม แต่ฐานส้มเทไปที่ “ดร. โจ”
.
เมื่อเปรียบเทียบแนวโน้มการเลือกผู้ว่าฯ กทม. กับพรรคหรือกลุ่มที่เคยเลือก ส.ก. ในปี 2565 พบว่า “ชัชชาติ” ได้รับคะแนนสูงในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทย (41.6%) กลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ (31.9%) และ กลุ่มพรรค/กลุ่มอื่น ๆ (48.8%)
.
ขณะที่กลุ่มที่เคยเลือกพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มเลือก “ดร. โจ ชัยวัฒน์” สูงสุด (38.3%) มากกว่า “ชัชชาติ” ที่ได้ 22.6% อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มที่ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจยังมีน้ำหนักสูง → สะท้อนว่า “ชัชชาติ” ยังมีคะแนนนำในหลายกลุ่ม แสดงถึงฐานการยอมรับข้ามกลุ่มการเมือง ซึ่งสะท้อนว่า การเลือกผู้ว่าฯ กทม. มีลักษณะของการตัดสินใจเชิง “ตัวบุคคล” สูงกว่าการยึดโยงกับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว ผู้ที่เคยเลือกพรรคหรือกลุ่มการเมืองเดียวกันไม่ได้จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ ในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจในบางฐานเสียงยังมีสัดส่วนสูง จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญ บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 23
.
ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่า สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ยังเปิดกว้าง แม้ “ชัชชาติ” จะมีคะแนนนำ แต่กลุ่ม “ลังเล” ก็ยังมีสัดส่วนสูงพอที่จะเปลี่ยนสมการเลือกตั้งได้ ขณะเดียวกัน “ความเป็นอิสระของผู้สมัคร” มีความสำคัญมากกว่าสังกัดพรรคการเมือง สะท้อนความคาดหวังต่อผู้ว่าฯ ในฐานะผู้บริหารเมืองที่คล่องตัวและแก้ปัญหาได้จริง นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างเขตชั้นและฐานคะแนน ส.ก. เดิม ยังชี้ว่า ผู้สมัครต้องช่วงชิงทั้ง “เสียงลังเล” และออกแบบนโยบายให้ตอบโจทย์เฉพาะพื้นที่มากกว่าการใช้ยุทธศาสตร์เดียวครอบคลุมทั้งเมือง
.
.
ส.อ.ท.ห่วง 16 กลุ่มอุตฯกระทบหนักจาก 5 ปัจจัยเสี่ยง จับตาภาษีทรัมป์ ย้ำไทยไร้แรงงานบังคับ
https://www.matichon.co.th/economy/news_5747773
.
‘พิมพ์ใจ’ ปธ.ส.อ.ท.ห่วง 16 กลุ่มอุตฯกระทบหนักจาก 5 ปัจจัยเสี่ยง จับตาภาษีทรัมป์ ย้ำไทยไร้แรงงานบังคับ
.
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทศ (ส.อ.ท.) เปิดเผยในงานแถลงนโยบายการบริหารงาน ส.อ.ท.วาระปี 2569-71 ภายใต้แนวคิด “The New Chapter of Thai Industry:Empowering Growth with 5I” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันในเวทีโลกได้ว่า จากการติดตามสถานการณ์อุตสาหกรรมไทยรายกลุ่มช่วงไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน 2569) พบว่ามี 16 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยง 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.กลุ่มปูนซิเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม เซรามิก หลังคา แก้ว เจอปัญหา ต้นทุนการผลิตสูงทั้งราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และค่าขนส่ง 2.กลุ่มพลาสติก เคมีภัณฑ์ (ปุ๋ย) การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เจอปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ 3.กลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ เจอปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมที่กระทบ 4.กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ หัตถกรรมสร้างสรรค์ เจอปัญหากำลังซื้อและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
.
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวในไตรมาส 2 มี 13 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยาง ได้อานิสงส์ตลาดต่างประเทศขยายตัว 2.กลุ่มเครื่องสำอาง ยา เครื่องมือแพทย์ น้ำมันปาล์ม ได้อานิสงส์ความต้องการในประเทศเติบโต และ 3.กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องจักรกลและระบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียนและการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อมดิจิทัล (ดาต้าเซ็นเตอร์)
.
นางพิมพ์ใจกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เมื่อประเมินสถานการณ์อุตสาหกรรมไทยตลอดปี 2569 พบว่ามีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาอุตสาหกรรมไทย โดยปัจจัยลบต่อภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน/ขาดวัตถุดิบส่งผลต่อราคาสินค้าเกี่ยวเนื่อง อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.89% ผลจากราคาน้ำมัน/อาหารที่เพิ่มขึ้น กดดันกำลังซื้อ คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 อยู่ในกรอบ 2.0-3.0% สินค้านำเข้าขยายตัวสูง โดยเดือนมกราคม-เมษายน 2569 เพิ่มขึ้น 35.72% โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป (+20.87%), สบู่ ผงซักฟอก และเครื่องสำอาง (+20.50%) และเครื่องใช้ไฟฟ้า (+16.12%) ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ภาคก่อสร้าง ภาคการผลิต และภาคเกษตร ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิต ตลอดจนความกังวลต่อภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ ช่วงกลางปี 2569 เพิ่มความเสี่ยงต่อฝนทิ้งช่วงภัยแล้ง ปริมาณน้ำต้นทุนลดลง
.
ประธาน ส.อ.ท.กล่าวว่า ขณะที่ปัจจัยบวก ประกอบด้วย ส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เติบโตต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัล/ดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 822% ส่งออกขยายตัวสูง เดือนมกราคม-เมษายน 2569 เติบโต 10.44% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 56.98% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 2 แสนล้านบาท โครงการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 แสนล้านบาท การปรับโครงสร้างพลังงานคาดหนุนจีดีพีเพิ่มขึ้น 0.6-0.8% มาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น มาตรการผ่อนคลาย LTV ,โครงการ PromptBiz/Quick Big Win ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ตลอดจนแนวโน้มเครดิตประเทศไทยเป็น Stable (มีเสถียรภาพ) จาก Negative (เชิงลบ) หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ
.
ประธาน ส.อ.ท.กล่าวด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าว ส.อ.ท.จะเร่งผลักดันนโยบาย 5I โดยจะทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างเข้มข้นเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยให้ฟื้นตัวโดยด่วน ส่วนกรณีสหรัฐเตรียมจัดภาษีกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย จะขอดูความชัดเจนอีกครั้ง แต่เชื่อว่ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งแรงงานและพาณิชย์จะมีมาตรการรับมือ เพราะอุตสาหกรรมปัจจุบันไม่มีการใช้แรงงานบังคับ
.
.
เซเลนสกีส่งจดหมายถึงปูติน เสนอเจรจาโดยตรงเพื่อยุติสงคราม
https://www.dailynews.co.th/news/5919893/
.
ประธานาธิบดียูเครนส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำรัสเซีย เสนอให้มีการพบปะโดยตรงเพื่อหาทางยุติสงคราม และจะให้มีการหยุดยิงเต็มรูปแบบระหว่างการเจรจาด้วย
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ว่าทำเนียบประธานาธิบดียูเครนออกแถลงการณ์ ว่าประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่เริ่มเหนื่อยหน่ายกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของยูเครน รวมถึงปัญหาเงินเฟ้อ และการขาดแคลนเชื้อเพลิง และชาวรัสเซียพร้อมสำหรับสันติภาพแล้ว
.
เซเลนสกีกล่าวด้วยว่า ขณะที่สหรัฐกำลังมุ่งความสนใจไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน “มันคงเป็นเรื่องที่ผิดหากเราจะเอาแต่นั่งรอ จนกว่าสงครามในยุโรปจะกลับมาเป็นศูนย์กลางความสนใจของอเมริกาอีกครั้ง” และ “หนทางสู่สันติภาพต้องเริ่มต้นที่แนวหน้า ซึ่งเป็น “เส้นแบ่งที่การทูตต้องเริ่มต้นขึ้น”
.
ขณะเดียวกัน เซเลนสกียืนยันว่า ยูเครนสนับสนุน “การหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาของการเจรจา ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐาน” และมองว่า “สหรัฐมีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบการหยุดยิงตามแนวเส้นที่มีการยุติการสู้รบ”