ชนะกรุง ครองชาติ? : ยุทธศาสตร์พรรคประชาชนกับสนามผู้ว่าฯ กทม. 2569

ชนะกรุง ครองชาติ? : ยุทธศาสตร์พรรคประชาชนกับสนามผู้ว่าฯ กทม. 2569




คำถามที่สื่อส่วนใหญ่ยังไม่ถามตรงๆ ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ พรรคประชาชนส่ง “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เพราะเชื่อว่าจะบริหารกรุงเทพฯ ได้ดีกว่าคนอื่น — หรือเพราะ กทม. คือสนามที่แพ้ไม่ได้?
.
ฐานที่มั่นที่แน่นที่สุดในประเทศ
.
ก่อนจะอ่านเกมสนามผู้ว่าฯ กทม. ต้องอ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมาก่อน ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนกวาดที่นั่ง สส. กทม. ได้ครบทั้ง 33 เขต ด้วยคะแนนแบ่งเขตรวมกว่า 718,000 คะแนน และคะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 727,000 คะแนน ทิ้งห่างอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยขาดลอย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะเลือกตั้ง แต่เป็นการประกาศว่ากรุงเทพฯ คือ "ฐานที่มั่น" ของพรรคประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลใดที่พรรคจะยอมให้ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. คนอื่น มาบริหารเมืองนี้ต่อไปอีก 4 ปี
.
กระดานสองชั้น ผู้ว่าฯ กับ ส.ก.
.
จุดที่น่าสังเกตที่สุดในยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนครั้งนี้ไม่ใช่แค่การส่งชัยวัฒน์ชิงผู้ว่าฯ แต่คือการประกาศชัดเจนว่าต้องการชนะทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. แบบทั้งกระดาน ชัยวัฒน์พูดตรงๆ ว่าปัญหา กทม. ใหญ่เกินกว่าคนเดียวแก้ได้ และรณรงค์ให้ประชาชนเลือกผู้ว่าฯ ควบ ส.ก. ของพรรคประชาชนแบบยกชุด โดยระบุว่าหากวาระระดับเขตต้องเกิดขึ้น และควรต้องเกิดขึ้นจริง การฝากไว้กับ ส.ก. พรรคอื่นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน - ในมุมเกมการเมืองนี่คือการประกาศว่าพรรคประชาชนต้องการครองกรุงเทพฯ แบบครบชุด ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่นของกรุงเทพฯ
.
หมากที่ซ่อนอยู่ – ทีมที่ไม่ธรรมดา แต่มีข้อกังขาน่ากังวล
.
พรรคประชาชนไม่ได้วางตัวเอกอย่างชัยวัฒน์ไว้คนเดียวเฉกเช่น “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เพราะทราบดีว่า “แบรนด์ส่วนตัว” ของดร.โจ ไม่อาจแข็งแกร่งเทียบเท่า พรรคจึงเปิดตัวทีมบริหารผู้ว่าฯ แบบครบชุดที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตา โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์
.
การดึงนักวิชาการระดับนี้เข้ามา สื่อสัญญาณชัดเจนสองชั้น ชั้นแรกคือยืนยันว่าชัยวัฒน์พร้อมบริหารเมืองหลวงได้ทันที ชั้นที่สองซึ่งน่าสนใจกว่าคือ การส่งสัญญาณว่านี่ไม่ใช่การส่งผู้สมัครแบบลองดู แต่คือการเต็มที่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในสนามท้องถิ่น
.
แต่การเปิดตัว ดร.สุรพล กลับจุดชนวนดราม่าทันที เพราะจุดยืนทางการเมืองในอดีตที่ยังสร้างบาดแผลให้กับฝ่ายประชาธิปไตยมาถึงปัจจุบัน ดร.สุรพลเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นหลังรัฐประหาร 2549 และในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2556-2557 ยังเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นทั้งจากด้อมส้มบางส่วนและจากกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งมองว่าการที่พรรคที่มีรากฐานจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยกลับดึงคนที่เคยมีบทบาทในโครงสร้างอำนาจรัฐประหารเข้ามาเป็นกุนซือนั้นเป็นความย้อนแย้งที่อธิบายได้ยาก
สิ่งที่น่าจับตาคือ ดร.สุรพล เป็นพยานปากเอกให้พรรคก้าวไกล ในคดียุบพรรคปี 2567 โดยเขาให้ความเห็นคัดค้านกระบวนการยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนทำให้ กกต. ถึงกับโละคณะที่ปรึกษากฎหมายทั้งชุด
.
ชีวิตการเมืองที่ผ่านมาของ ดร.สุรพลจึงอ่านได้หลายแบบพร้อมกัน ทั้งในมุมนักกฎหมายผู้มากหลักการ ผู้ร่วมโครงสร้างอำนาจอนุรักษนิยม หรือนักปฏิบัตินิยมที่ยืนอยู่กับ "ผู้ชนะ" ในแต่ละยุค การที่พรรคประชาชนเลือกดึงชายคนนี้เข้ามา จึงเป็นหมากที่ทั้งฉลาดในการดึงขั้วตรงข้ามที่มีความรู้ ความสามารถ คุ้นชินกับกทม. เข้ามาผนึกกำลัง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความเสี่ยงที่ถึงแม้กรรมการบริหารพรรคจะคำนวณมาแล้วว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ก็อาจลุกลามเป็นชนวนเหตุสำคัญ ให้พรรคเริ่มเสื่อมอำนาจ หมดความนับถือและชอบธรรม เฉกเช่นเดียวกับที่เคยตัดสินใจยกมือให้พรรคภูมิใจไทย ของอนุทิน ชาญวีรกูลก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล จนท้ายที่สุดนำไปสู่เหตุการณ์พลิกล็อค แพ้เลือกตั้งสนามใหญ่ครั้งที่ผ่านมา
.
ความหมายของผลการเลือกตั้ง 28 มิถุนายน
.
ผลการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 บอกอะไรมากกว่าแค่ว่าใครจะนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ถ้าชัยวัฒน์ชนะได้จริง พร้อมกับ ส.ก. พรรคประชาชน นี่จะเป็นสัญญาณแรกในประวัติศาสตร์ที่พรรคการเมืองสามารถครองกรุงเทพฯ แบบครบทั้งกระดาน และคำถามต่อมาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ กรุงเทพฯ จะกลายเป็นฐานทดสอบนโยบายระดับชาติของพรรคประชาชนหรือไม่
.
แต่หากชัชชาติชนะสมัยที่สอง ซึ่งหากดูจากผลโพลที่ออกมาจากหลายสำนักต่างคาดการณ์ตรงกันว่าดูเป็นไปได้มากที่สุด นี่จะเป็นการพิสูจน์ว่ากระแสส้มใน กทม. ก็มีขีดจำกัดที่ชัดเจน และ "แบรนด์ส่วนตัว" ยังแข็งแกร่งกว่า "แบรนด์พรรค" ในสนามท้องถิ่น
.
ชวนมองให้ลึก การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ไม่ใช่แค่การแข่งขันกันของผู้สมัคร แต่คือการทดสอบสองสมมติฐานพร้อมกัน สมมติฐานแรก พรรคการเมืองที่ครอง สส. ของเมืองหลวงได้ครบ สามารถแปลงคะแนนเสียงนั้นเป็นอำนาจบริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ สมมติฐานที่สอง ชาวกรุงเทพฯ เลือกคนหรือเลือกพรรค
.
ผลการเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นคำตอบที่พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องนำไปอ่านและวางแผนสำหรับการเลือกตั้งระดับชาติในอนาคต
.
เพราะสนามการเมืองกรุงเทพฯ ไม่เคยเป็นแค่สนามเลือกตั้งท้องถิ่นธรรมดา แต่คือกระจกที่สะท้อนทิศทางการเมืองไทยในระดับชาติอยู่เสมอ

https://www.facebook.com/share/p/1PRRzDmN2n/

#MatichonTV #เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพ #ผู้ว่ากทม
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่