JJNY : เท้งยื่นศาลฎีกาไต่สวนป.ป.ช.│พริษฐ์เปิดข้อมูลแย้งภท.│ตั้งเป้าคนกรุงใช้สิทธิเลือกตั้ง 70%│เงินเฟ้อ พ.ค.พุ่ง 2.79%

เท้ง ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา ยื่นคำร้องส่งศาลฎีกาไต่สวนป.ป.ช. ตีตกคดี‘ศักดิ์สยาม’ซุกหุ้น
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10270859
.

.
เท้ง นำทีมยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป่าตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา หวัง ‘โสภณ’ ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ด้าน ‘สาธิต’ เผยประชาธิปัตย์ส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์ ขณะที่ ‘สว.นันทนา’ บี้ เร่งส่งเรื่องลบครหาระบอบสีน้ำเงิน
.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
.
กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคประชาชนได้ยกร่างคำร้อง พร้อมหลักฐานส่งให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช. กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น โดยมีพยานหลักฐานรวมรวมเป็นเอกสารหนามาก แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย
.
1. กล่าวหาว่า ป.ป.ช.ใช้กระบวนการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อยคำ และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้
.
2. ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบ ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ไม่มีเจตนาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนวินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงป.ป.ช.ละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่านายศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในหจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่
.
3. ป.ป.ช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช.เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เดือนก.ย.2518 และมติยกคำร้องคดีอาญาตั้งแต่ก.พ.2569 แต่เพิ่งจะออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆ เหล่านั้นกลับมาอย่างผู้ร้องโดยตรง
.
4. ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิดที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดี ยกตัวอย่างความผิดฐานขาดการแห่งผลประโยชน์ ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 126
.
หลังจากเราได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา 236 ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งย้ำว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจวินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ผิดหริอไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งผมและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ ประธานรัฐสภาควรส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้ตั้งคณะไต่สวนอิสระมาตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด และสัปดาห์หน้าจะแถลงลงรายละเอียดอื่นๆ อีกครั้ง” นายณัฐพงษ์ กล่าว
.
ด้านนายสาทิตย์ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. หลังจากพบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่าบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม
.
โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจน แต่ ป.ป.ช.จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในคดีนี้ มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่าดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ ตนหวังว่าประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์นั้นจะมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง
.
ขณะที่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณาและส่งคำร้องไปยังศาลฏีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหาเรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้องต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่า การที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครรหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่
.
เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะมีการคุยหรือล็อบบี้ประธานรัฐสภาด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจโดยแท้ของประธานรัฐสภา ในการพิจารณาแค่ว่ามีเหตุอันควรสงสัย ดังนั้น เราไม่ได้ใช้กระบวนการล็อบบี้หรือพูดคุยหลังบ้าน แต่เชื่อว่าหลักฐานที่นำมาแสดงนั้น ไม่น่าจะมีใครปฏิเสธได้ว่ามันเป็นเหตุอันควรสงสัย เชื่อได้ว่าจะต้องส่งต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา
.
หากประธานสภาฯ ไม่ส่งต่อ ก็อาจมีช่องทางกฎหมายอื่นๆ แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด เพราะหากเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่หลักฐานที่นำมานี้ไม่น่าจะปฏิเสธได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยเชื่อได้ว่า ดังนั้น หากประธานรัฐสภาปัดตก นอกจากจะค้านสายตาของสังคม และเชื่อว่าอาจจะเป็นการใช้ดุลพินิจที่อาจจะไม่ถูกต้อง
.
เมื่อถามว่าหากประธานสภาไม่ส่งศาลฎีกาจริง จะสอดรับกับสิ่งที่นายณัฐพงษ์ ระบุถึงระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ว่าใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นจริงๆ ตนได้อธิบายไปพอสมควรว่า คำว่าระบอบสีน้ำเงิน หมายถึงเครือข่ายทางการเมืองที่มีอิทธิพล มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อกันทั้งในฝั่งการเมือง และในฝั่งเศรษฐกิจ
.
ดังนั้น อยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่า ประธานรัฐสภา โดยเฉพาะพิจารณาคดีนี้ รวมถึงป.ป.ช. และนายศักดิ์สยาม มีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ให้สังคมช่วยการตัดสินดีกว่าตกลงแล้วเกี่ยวข้องกับระบบสีน้ำเงินที่ตนได้กล่าวไว้หรือไม่
.
เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะเป็นการวัดใจประธานสภาหรือไม่ว่ามีความเป็นอิสระ หรือเนื้อในเดียวกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระ ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาฯ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้มีอำนาจรัฐทั้งหลาย ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา แต่กำลังใช้อำนาจทางกฎหมาย ทำลายล้างฝั่งตรงข้ามปกป้องพวกพ้อง
.
ดังนั้น อย่างที่ทุกคนเห็นแล้วว่าประธานรัฐสภามาจากพรรคใด นายศักดิ์สยามเป็นอย่างไร มาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน ก็ให้สังคมช่วยตัดสินดีกว่าว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้ของประธาน จะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง.
.

.
พริษฐ์ เปิดข้อมูลแย้งภท. ชี้ที่มาส.ส.ร.ไม่เสี่ยงขัดคำวินิจฉัย ข้องใจ ถ้ากังวลจริง ปีก่อนรับหลักการร่างพท.ทำไม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5748229
.
พริษฐ์ ยกคำวินิจฉัยศาล รธน. แย้ง ภท. ชี้ชัดที่มา ส.ส.ร.ไม่เข้าข่ายเลือกโดยตรง ไม่เสี่ยงขัดคำวินิจฉัยแน่ ย้อนถาม ถ้ากังวลจริง ก่อนหน้านี้ยกมือรับหลักการทำไม ย้ำเพื่อไทย หากเอาเสียง ปชน.ไปรวม ยื่นร่างเดิมเข้าสภาได้แล้ว
.
จากกรณีนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงมติพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อจากการลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย โดยอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 สุ่มเสี่ยงจะขัดกัน ในส่วนที่ว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง เนื่องจากร่างของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรง 300 คน และให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน อาจเป็นประเด็นโต้แย้งได้ในเรื่องเจตจำนงของประชาชนในการเลือก ส.ส.ร.นั้น
.
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุทางเฟซบุ๊กช่วงดึกวันที่ 4 มิถุนายนว่า
.
สัปดาห์ที่แล้ว ทางผมและ ส.ส.พรรคประชาชน ได้ร่วมลงชื่อให้กับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเราเห็นว่าร่างของพรรคเพื่อไทยมีหลักการที่สอดคล้องกับแนวคิดของพรรคประชาชน ในการสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ส.ส.ร. และในการไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้กับสมาชิกวุฒิสภามาชี้ขาดเรื่องเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
อย่างไรก็ตาม ผมได้ทราบจากข่าวว่า ทาง ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย ที่เคยลงชื่อให้กับร่างของพรรคเพื่อไทย มีความประสงค์จะถอนรายชื่อของตนออก โดยให้เหตุผลว่าพรรคภูมิใจไทยมีความกังวลว่าร่างของพรรคเพื่อไทยจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568
.
1. ผมเห็นว่าข้ออ้างของพรรคภูมิใจไทยมีความน่าสงสัย เพราะ :
.
– 1.1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 กำหนดเพียงแค่ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” แต่ผมเห็นว่าร่างของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้ ส.ส.ร.มีบางส่วนที่รัฐสภาคัดเลือกจากรายชื่อบุคคลที่ประชาชนเลือกตั้งมาในเบื้องต้น จึงไม่ควรจะเข้าข่าย “การเลือกโดยตรง” ที่จะเสี่ยงไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
.
– 1.2. หาก ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กังวลเรื่องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 (10 ก.ย.2568) จริงตามที่อ้าง เหตุใดในการประชุมรัฐสภา 1 เดือนหลังจากนั้น (15 ต.ค.2568) ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ยังคงลงมติรับหลักการ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยในวันนั้น ที่มีเนื้อหาเหมือนหรือแทบจะไม่ต่างกับร่างของพรรคเพื่อไทยในวันนี้
.
2.ผ มเคารพสิทธิของพรรคเพื่อไทย ในการพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร
.
– 2.1. หากพรรคเพื่อไทยมีความประสงค์จะเดินหน้าต่อด้วยร่างที่ได้จัดทำมาแล้ว ทางผมและ ส.ส.พรรคประชาชนก็พร้อมสนับสนุนต่อไปในการลงชื่อ – ความจริงแล้ว รายชื่อ ส.ส.พรรคประชาชน 30+ คน ที่ได้ลงชื่อไปแล้ว ก็น่าจะเพียงพอให้พรรคเพื่อไทยสามารถเสนอร่างเข้าสู่รัฐสภาได้อยู่แล้ว (รธน.กำหนดให้ต้องได้รายชื่อ ส.ส.อย่างน้อย 100 คน / ส.ส.พรรคเพื่อไทย 70+ คน + ส.ส.พรรคประชาชน ที่ลงชื่อไปแล้ว 30+ คน ก็เพียงพอแล้ว)
.
– 2.2. แต่หากพรรคเพื่อไทยมีความประสงค์จะนำร่างไปปรับ ทางเราก็เคารพสิทธิของพรรคเพื่อไทย โดยหากพรรคเพื่อไทยยังคงต้องการรายชื่อจาก ส.ส.พรรคประชาชน สำหรับร่างใหม่ ทางเราคงต้องพิจารณาจากเนื้อหาในร่างใหม่ของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่งก่อนดำเนินการลงชื่อใดๆ
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid02Sb52R4KeKCm2TJBKbcDy3hyNH8yFy23QAmfbhJHJ8Hqdj5wiDMNKqRLppf7nqANWl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่