‘ดัชนีการเมืองไทย’ พ.ค. 69 คะแนนปรับลดลง สะท้อนความกังวลประชาชนต่อรัฐบาล
https://www.dailynews.co.th/news/5907038/
.

.
สวนดุสิตโพล เผย "ดัชนีการเมืองไทย เดือนพฤษภาคม 2569" ระบุ "รัฐบาลอนุทิน" ยังน่าเป็นห่วง คะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า บ่งบอกถึงความกังวลของประชาชน ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบอยู่
.
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,166 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม เฉลี่ย 3.66 คะแนน ลดลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่ได้ 3.79 คะแนน
.
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.13 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหา ยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.09 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 29.06 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 25.19 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 24.96 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.83 คาดหวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลจะช่วยลด ค่าครองชีพได้ และคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 49.87
.
ด้าน ดร.
พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า สองเดือนรัฐบาลอนุทินยังน่าเป็นห่วง พิจารณาจากคะแนนดัชนี การเมืองไทยที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า บ่งบอกถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบอยู่ ขณะที่การตั้งคำถามและความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากฝ่ายค้านและประชาชนทั่วไป หากเดือนหน้าเริ่มใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยดึงคะแนนดัชนีให้ขึ้นมาได้ทั้งหมดหรือไม่
.
ขณะที่ รศ.ดร.
รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า เหตุผลของการที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลง มองว่ามาจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ประชาชนให้ความสนใจต่อการแก้ปัญหา ของรัฐบาลว่าจะเป็นในทิศทางใด โดยส่วนใหญ่ประชาชนพิจารณาในประเด็นของการช่วยเหลือว่ารัฐบาลจะกำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนใดที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด
.
แต่ท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่า เป็นการฉวยโอกาสของรัฐบาล ในการหาประโยชน์จากวิกฤติการณ์ครั้งนี้ และมองว่ามาตรฐานการทำงานของรัฐมนตรีคนนอกที่ถูกนำเสนอในการเลือกตั้งยังไม่มีแนวคิดที่สร้างความเชื่อมั่นในการกินดีอยู่ดีสำหรับประชาชนได้ สำหรับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดนั้น เพราะว่าสามารถสร้างแรงจูงใจจากโครงการไทยช่วยไทยที่เป็นโครงการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการที่รัฐช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการพยุงคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรียืดออกไปได้อีกครั้ง
.
.
นิด้าโพล ชี้ คนกรุงเกินครึ่ง เลือกผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.อิสระ มากกว่ามีสังกัดพรรค
https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5741521
.
นิด้าโพล ชี้ คนกรุง เกินครึ่ง เลือกผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.อิสระ มากกว่าคนที่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง 53.97% เลือกคนต่างพรรค-กลุ่ม
.
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “
ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึง แนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง
• ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• ร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง
• ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า
.
• ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน
• รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน
• ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
• ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.92 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.09 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.17 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.73 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 28.09 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.90 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.12 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.98 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 45.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 51.91 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 7.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 27.94 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.72 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 46.64 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 10.23 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 7.02 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 29.54 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 27.02 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.23 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.56 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 22.21 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.42 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 22.29 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.43 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.77 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.95 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.24 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 4.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.79 ไม่ระบุรายได้
.
.
โอมานเตือนภัย พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
https://www.dailynews.co.th/news/5906999/
.
โอมานเตือนเรือทุกลำให้ใช้ความระมัดระวังสูงสุด หลังตรวจพบวัตถุลอยน้ำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจเป็นทุ่นระเบิด
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่าศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานรายงาน การตรวจพบวัตถุลอยน้ำซึ่งเชื่อว่าอาจเป็น “ทุ่นระเบิด” ทางตะวันตกของเขตการเดินเรือชายฝั่ง ในช่องแคบฮอร์มุซ ภายในน่านน้ำอาณาเขตของโอมาน ศูนย์ความมั่นคงทางทะเลขอให้ลูกเรือ ชาวประมง และเรือทุกลำ ใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว
.
นอกจากนี้ ทางการโอมานยังแนะนำให้ผู้ใช้งานทางทะเลทุกฝ่ายรักษาระยะห่างจากวัตถุต้องสงสัย และรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติ
.
ทั้งนี้ ประเด็นเกี่ยวกับการเก็บกวาดทุ่นระเบิดทั้งหมดในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ยืนยันว่า ต้องเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ.
.
https://x.com/OMAN_MSC/status/2060705446219173997
.
https://x.com/clashreport/status/2060849213534081100
JJNY : ‘ดัชนีการเมืองไทย’ พ.ค. 69 ลดลง│นิด้าโพลชี้เลือกผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.อิสระมากกว่า│โอมานเตือนภัย│เตือนฝนตกหนัก 35 จว.
https://www.dailynews.co.th/news/5907038/
.
.
สวนดุสิตโพล เผย "ดัชนีการเมืองไทย เดือนพฤษภาคม 2569" ระบุ "รัฐบาลอนุทิน" ยังน่าเป็นห่วง คะแนนดัชนีการเมืองไทยปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า บ่งบอกถึงความกังวลของประชาชน ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบอยู่
.
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,166 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนพฤษภาคม เฉลี่ย 3.66 คะแนน ลดลงจากเดือนเมษายน 2569 ที่ได้ 3.79 คะแนน
.
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.13 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหา ยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.09 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 37.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 29.06 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 25.19 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 24.96 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 56.83 คาดหวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลจะช่วยลด ค่าครองชีพได้ และคาดหวังว่าฝ่ายค้านจะติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 49.87
.
ด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า สองเดือนรัฐบาลอนุทินยังน่าเป็นห่วง พิจารณาจากคะแนนดัชนี การเมืองไทยที่ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า บ่งบอกถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ประสบอยู่ ขณะที่การตั้งคำถามและความคาดหวังต่อการทำงานของรัฐบาลยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากฝ่ายค้านและประชาชนทั่วไป หากเดือนหน้าเริ่มใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะช่วยดึงคะแนนดัชนีให้ขึ้นมาได้ทั้งหมดหรือไม่
.
ขณะที่ รศ.ดร.รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า เหตุผลของการที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลง มองว่ามาจากปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ประชาชนให้ความสนใจต่อการแก้ปัญหา ของรัฐบาลว่าจะเป็นในทิศทางใด โดยส่วนใหญ่ประชาชนพิจารณาในประเด็นของการช่วยเหลือว่ารัฐบาลจะกำหนดมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนใดที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยที่สุด
.
แต่ท้ายที่สุดประชาชนเห็นว่า เป็นการฉวยโอกาสของรัฐบาล ในการหาประโยชน์จากวิกฤติการณ์ครั้งนี้ และมองว่ามาตรฐานการทำงานของรัฐมนตรีคนนอกที่ถูกนำเสนอในการเลือกตั้งยังไม่มีแนวคิดที่สร้างความเชื่อมั่นในการกินดีอยู่ดีสำหรับประชาชนได้ สำหรับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดนั้น เพราะว่าสามารถสร้างแรงจูงใจจากโครงการไทยช่วยไทยที่เป็นโครงการสร้างความหวังให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมโครงการที่รัฐช่วยเหลือค่าครองชีพ ซึ่งเป็นการพยุงคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรียืดออกไปได้อีกครั้ง
.
.
นิด้าโพล ชี้ คนกรุงเกินครึ่ง เลือกผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.อิสระ มากกว่ามีสังกัดพรรค
https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5741521
.
นิด้าโพล ชี้ คนกรุง เกินครึ่ง เลือกผู้ว่าฯกทม.-ส.ก.อิสระ มากกว่าคนที่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง 53.97% เลือกคนต่างพรรค-กลุ่ม
.
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0
.
จากการสำรวจเมื่อถามถึง แนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง
• ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• ร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า
.
• ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง
• ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง
• ร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า
.
• ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน
• รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน
• ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ
• ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างทั้งหมดมีภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร โดยตัวอย่าง ร้อยละ 45.50 เป็นเพศชาย และร้อยละ 54.50 เป็นเพศหญิง
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 10.92 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.09 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.17 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 25.73 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 28.09 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 93.90 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 4.12 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.98 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 45.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 51.91 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 7.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 27.94 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.72 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 46.64 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 10.23 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 7.02 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 29.54 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 27.02 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 0.23 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 8.56 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 22.21 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 5.42 เป็นนักเรียน/นักศึกษา
.
ตัวอย่าง ร้อยละ 22.29 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 4.43 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 29.77 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 15.95 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 8.24 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 4.50 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.84 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.79 ไม่ระบุรายได้
.
.
โอมานเตือนภัย พบวัตถุต้องสงสัยคล้ายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
https://www.dailynews.co.th/news/5906999/
.
โอมานเตือนเรือทุกลำให้ใช้ความระมัดระวังสูงสุด หลังตรวจพบวัตถุลอยน้ำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจเป็นทุ่นระเบิด
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงมัสกัต ประเทศโอมาน เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่าศูนย์ความมั่นคงทางทะเลของโอมานรายงาน การตรวจพบวัตถุลอยน้ำซึ่งเชื่อว่าอาจเป็น “ทุ่นระเบิด” ทางตะวันตกของเขตการเดินเรือชายฝั่ง ในช่องแคบฮอร์มุซ ภายในน่านน้ำอาณาเขตของโอมาน ศูนย์ความมั่นคงทางทะเลขอให้ลูกเรือ ชาวประมง และเรือทุกลำ ใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการเดินเรือในบริเวณดังกล่าว
.
นอกจากนี้ ทางการโอมานยังแนะนำให้ผู้ใช้งานทางทะเลทุกฝ่ายรักษาระยะห่างจากวัตถุต้องสงสัย และรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติ
.
ทั้งนี้ ประเด็นเกี่ยวกับการเก็บกวาดทุ่นระเบิดทั้งหมดในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ยืนยันว่า ต้องเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงยุติความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ.
.
https://x.com/OMAN_MSC/status/2060705446219173997
.
https://x.com/clashreport/status/2060849213534081100