เท้ง ร่ายยาว 12 ปี รปห. ชี้ ขบวนการยึดอำนาจเนียนขึ้น ถึงเวลาปชช. แก้รธน.พาไทยออกจากระบอบสีน้ำเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5729137
.

.
ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 57 ‘เท้ง’ ชี้แม้ไร้รถถังบนถนน แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ ’ระบอบสีน้ำเงิน‘ ซัด รธน. 60 เอื้อชนชั้นนำกุมอำนาจผ่านองค์กรอิสระ-กระบวนการยุติธรรม ขอ ปชช.ร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่
.
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นาย
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่า
.
จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน วันนี้ ครบรอบ 12 ปีนับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุต่อว่า นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่ ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการกินรวบประเทศ ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับระบอบสีน้ำเงิน ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
.
นาย
ณัฐพงษ์ระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ผูกขาด กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้
.
“
ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้างพลังของประชาชน เพื่อนำพาสังคมไทยออกจากระบอบสีน้ำเงิน และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคน” นาย
ณัฐพงษ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid02kAsBn6tCUeCeRH489SVkCGQjeYusUyaQo29fkwQVM6MeBqNH7uk7NnpbNhB8LWNil
.
.
พิจิตต ช่วย ชัยวัฒน์-เนอส หาเสียงบางซื่อ เชื่อปชน.เด่นกระจายอำนาจ ชี้ กทม.ใหญ่เกินมีพระเอกคนเดียว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5728829
.
อดีตผู้ว่าฯ โจ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง หนุนช่วย น้องโจ ชัยวัฒน์ บอก ‘ปชน.’ ชูแนวคิดกระจายอำนาจ-ทำงานเป็นทีม มอง กทม.ใหญ่เกินกว่าพึ่งพระเอกคนเดียว ขณะที่ ‘ชัยวัฒน์’ ยังมั่นใจสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่น ต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ ที่ทำดีอยู่แล้วเพื่อเปลี่ยนใจคนกรุงเทพฯ
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ถนนสายไม้ มั่นใจนาย
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนาย
พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตผู้ช่วยหาเสียง นาย
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ช่วย น.ส.
ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ หาเสียง โดยมี นาย
พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชนร่วมด้วย
.
โดยนาย
ชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่หาเสียงที่ถนนสายไม้ เนื่องจากถนนดังกล่าวมีประวัติอย่างยาวนาน ด้วยความที่อดีตเป็นที่ค้าขายไม้ ทำให้เรามองเห็นศักยภาพของถนนสายค้าไม้ทั้งการค้าส่ง และการค้าปลีกเพื่อที่จะพัฒนาถนนเส้นนี้ให้มีอัตลักษณ์ และแลนด์มาร์กต่าง ๆ เพื่อให้เป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยว ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ การทำงานคราฟเกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่เราจะพัฒนาย่าน จากตัวย่านนั้นเอง โดยผู้ประกอบการในย่านนี้ มีตั้งแต่รุ่นเถ้าแก่จนไปถึงรุ่นลูกหลานที่เติบโตขึ้นมา และอยากพัฒนาด้านนี้ไปในทางศิลปะมากขึ้น
.
ด้านนาย
พิจิตต กล่าวถึงเหตุผลในการมาช่วยนาย
ชัยวัฒน์หาเสียงว่า รู้จักกับนาย
ชัยวัฒน์ และเห็นว่านาย
ชัยวัฒน์มีความน่าสนใจที่ตนจะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนาย
ชัยวัฒน์มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกรที่เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ โดยนาย
ชัยวัฒน์คนนี้คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง แต่ต้องสร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องของน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จากการได้พูดคุยกับนาย
ชัยวัฒน์เห็นว่า เป็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา
.
นาย
พิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นาย
ชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท. จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนเคยมีเพื่อนเป็นผู้ว่า ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกที่ม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการกทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมด ไม่ได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง
.
“
ที่กล่าวมาตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุให้ตนอาสามาช่วยนายชัยวัฒน์ การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตผมจะไม่รับตำแหน่งใด เพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ และจะช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย ส.ก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มงดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน” นาย
พิจิตต กล่าว
.
นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นายพิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีต เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่าน น.ส.
ภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และนายพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ
.
เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ หรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน นาย
พิจิตต กล่าวว่า ได้สองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ อาทิ นาย
จำลอง ศรีเมือง และนาย
ชัชชาติ ที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้ว่าจะลงในนามพรรคก็เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก ทั้งนี้ ในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน แต่พรรคก็ให้การสนับสนุนในการทำงาน
.
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนาย
ชัชชาติแล้วหรือไม่ นาย
พิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนก็สนับสนุนคนที่ตั้งใจดีคือ นาย
ชัชชาติ เมื่อนาย
ชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็คืนใบหาเสียงให้นาย
ชัชชาติแล้วบอกว่า หมดหน้าที่แล้ว
.
เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งระหว่างนาย
ชัยวัฒน์กับนาย
ชัชชาติหรือไม่ นาย
พิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากตนไปชี้นำคงจะลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจที่ดีที่สุด
.
เมื่อถามถึง ความมั่นใจในการสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หลัง
ชัชชาติประกาศลงสมัครอีกครั้งอย่างเป็นทางการ นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราคาดหวังกันอยู่แล้ว ว่านาย
ชัชชาติจะลงสมัครอีกครั้ง แต่จุดยืนของตนคือ ไม่ได้อยากให้มองว่าใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัครส.ก.ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ
.
เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังชื่นชอบนาย
ชัชชาติอยู่ นาย
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่านาย
ชัชชาติที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า รวมถึงแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย อาทิ ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานคร ที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพโปร่งใส เอไอจับโกง ซึ่งต้องมีระบบที่ดีที่แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้
JJNY : เท้งร่ายยาว 12 ปี รปห.│พิจิตตช่วย ชัยวัฒน์-เนอส หาเสียง│กกร.จี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน│เวียดนามโกยส่งออกทุเรียน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5729137
.
.
ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 57 ‘เท้ง’ ชี้แม้ไร้รถถังบนถนน แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ ’ระบอบสีน้ำเงิน‘ ซัด รธน. 60 เอื้อชนชั้นนำกุมอำนาจผ่านองค์กรอิสระ-กระบวนการยุติธรรม ขอ ปชช.ร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่
.
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่า
.
จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน วันนี้ ครบรอบ 12 ปีนับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค
.
นายณัฐพงษ์ระบุต่อว่า นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย
.
นายณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่ ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการกินรวบประเทศ ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับระบอบสีน้ำเงิน ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ผูกขาด กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้
.
“ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้างพลังของประชาชน เพื่อนำพาสังคมไทยออกจากระบอบสีน้ำเงิน และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคน” นายณัฐพงษ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid02kAsBn6tCUeCeRH489SVkCGQjeYusUyaQo29fkwQVM6MeBqNH7uk7NnpbNhB8LWNil
.
.
พิจิตต ช่วย ชัยวัฒน์-เนอส หาเสียงบางซื่อ เชื่อปชน.เด่นกระจายอำนาจ ชี้ กทม.ใหญ่เกินมีพระเอกคนเดียว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5728829
.
อดีตผู้ว่าฯ โจ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง หนุนช่วย น้องโจ ชัยวัฒน์ บอก ‘ปชน.’ ชูแนวคิดกระจายอำนาจ-ทำงานเป็นทีม มอง กทม.ใหญ่เกินกว่าพึ่งพระเอกคนเดียว ขณะที่ ‘ชัยวัฒน์’ ยังมั่นใจสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่น ต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ ที่ทำดีอยู่แล้วเพื่อเปลี่ยนใจคนกรุงเทพฯ
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ถนนสายไม้ มั่นใจนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตผู้ช่วยหาเสียง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ หาเสียง โดยมี นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชนร่วมด้วย
.
โดยนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่หาเสียงที่ถนนสายไม้ เนื่องจากถนนดังกล่าวมีประวัติอย่างยาวนาน ด้วยความที่อดีตเป็นที่ค้าขายไม้ ทำให้เรามองเห็นศักยภาพของถนนสายค้าไม้ทั้งการค้าส่ง และการค้าปลีกเพื่อที่จะพัฒนาถนนเส้นนี้ให้มีอัตลักษณ์ และแลนด์มาร์กต่าง ๆ เพื่อให้เป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยว ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ การทำงานคราฟเกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่เราจะพัฒนาย่าน จากตัวย่านนั้นเอง โดยผู้ประกอบการในย่านนี้ มีตั้งแต่รุ่นเถ้าแก่จนไปถึงรุ่นลูกหลานที่เติบโตขึ้นมา และอยากพัฒนาด้านนี้ไปในทางศิลปะมากขึ้น
.
ด้านนายพิจิตต กล่าวถึงเหตุผลในการมาช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงว่า รู้จักกับนายชัยวัฒน์ และเห็นว่านายชัยวัฒน์มีความน่าสนใจที่ตนจะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนายชัยวัฒน์มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกรที่เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ โดยนายชัยวัฒน์คนนี้คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง แต่ต้องสร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องของน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จากการได้พูดคุยกับนายชัยวัฒน์เห็นว่า เป็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา
.
นายพิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท. จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนเคยมีเพื่อนเป็นผู้ว่า ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกที่ม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการกทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมด ไม่ได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง
.
“ที่กล่าวมาตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุให้ตนอาสามาช่วยนายชัยวัฒน์ การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตผมจะไม่รับตำแหน่งใด เพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ และจะช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย ส.ก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มงดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน” นายพิจิตต กล่าว
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นายพิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีต เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่าน น.ส.ภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และนายพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ
.
เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ หรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน นายพิจิตต กล่าวว่า ได้สองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ อาทิ นายจำลอง ศรีเมือง และนายชัชชาติ ที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้ว่าจะลงในนามพรรคก็เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก ทั้งนี้ ในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน แต่พรรคก็ให้การสนับสนุนในการทำงาน
.
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายชัชชาติแล้วหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนก็สนับสนุนคนที่ตั้งใจดีคือ นายชัชชาติ เมื่อนายชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็คืนใบหาเสียงให้นายชัชชาติแล้วบอกว่า หมดหน้าที่แล้ว
.
เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งระหว่างนายชัยวัฒน์กับนายชัชชาติหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากตนไปชี้นำคงจะลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจที่ดีที่สุด
.
เมื่อถามถึง ความมั่นใจในการสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หลังชัชชาติประกาศลงสมัครอีกครั้งอย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราคาดหวังกันอยู่แล้ว ว่านายชัชชาติจะลงสมัครอีกครั้ง แต่จุดยืนของตนคือ ไม่ได้อยากให้มองว่าใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัครส.ก.ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ
.
เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังชื่นชอบนายชัชชาติอยู่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่านายชัชชาติที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า รวมถึงแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย อาทิ ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานคร ที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพโปร่งใส เอไอจับโกง ซึ่งต้องมีระบบที่ดีที่แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้