JJNY : เท้งร่ายยาว 12 ปี รปห.│พิจิตตช่วย ชัยวัฒน์-เนอส หาเสียง│กกร.จี้แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน│เวียดนามโกยส่งออกทุเรียน

เท้ง ร่ายยาว 12 ปี รปห. ชี้ ขบวนการยึดอำนาจเนียนขึ้น ถึงเวลาปชช. แก้รธน.พาไทยออกจากระบอบสีน้ำเงิน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5729137
.

.
ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 57 ‘เท้ง’ ชี้แม้ไร้รถถังบนถนน แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ ’ระบอบสีน้ำเงิน‘ ซัด รธน. 60 เอื้อชนชั้นนำกุมอำนาจผ่านองค์กรอิสระ-กระบวนการยุติธรรม ขอ ปชช.ร่วมกันผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่
.
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ว่า
.
จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมืองระบอบสีน้ำเงิน วันนี้ ครบรอบ 12 ปีนับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค
.
นายณัฐพงษ์ระบุต่อว่า นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย
.
นายณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่ ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงิน ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการกินรวบประเทศ ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับระบอบสีน้ำเงิน ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
.
นายณัฐพงษ์ระบุอีกว่า อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ผูกขาด กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้
.
ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้างพลังของประชาชน เพื่อนำพาสังคมไทยออกจากระบอบสีน้ำเงิน และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคน” นายณัฐพงษ์ระบุ
.
https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/pfbid02kAsBn6tCUeCeRH489SVkCGQjeYusUyaQo29fkwQVM6MeBqNH7uk7NnpbNhB8LWNil
.

.
พิจิตต ช่วย ชัยวัฒน์-เนอส หาเสียงบางซื่อ เชื่อปชน.เด่นกระจายอำนาจ ชี้ กทม.ใหญ่เกินมีพระเอกคนเดียว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5728829
.
อดีตผู้ว่าฯ โจ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียง หนุนช่วย น้องโจ ชัยวัฒน์ บอก ‘ปชน.’ ชูแนวคิดกระจายอำนาจ-ทำงานเป็นทีม มอง กทม.ใหญ่เกินกว่าพึ่งพระเอกคนเดียว ขณะที่ ‘ชัยวัฒน์’ ยังมั่นใจสู้ศึกเลือกตั้ง ลั่น ต้องทำให้ดีกว่า ‘ชัชชาติ’ ที่ทำดีอยู่แล้วเพื่อเปลี่ยนใจคนกรุงเทพฯ
.
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ถนนสายไม้ มั่นใจนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตผู้ช่วยหาเสียง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ หาเสียง โดยมี นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชนร่วมด้วย
.
โดยนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาลงพื้นที่หาเสียงที่ถนนสายไม้ เนื่องจากถนนดังกล่าวมีประวัติอย่างยาวนาน ด้วยความที่อดีตเป็นที่ค้าขายไม้ ทำให้เรามองเห็นศักยภาพของถนนสายค้าไม้ทั้งการค้าส่ง และการค้าปลีกเพื่อที่จะพัฒนาถนนเส้นนี้ให้มีอัตลักษณ์ และแลนด์มาร์กต่าง ๆ เพื่อให้เป็นย่านธุรกิจและท่องเที่ยว ซึ่งเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปะ การทำงานคราฟเกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่เราจะพัฒนาย่าน จากตัวย่านนั้นเอง โดยผู้ประกอบการในย่านนี้ มีตั้งแต่รุ่นเถ้าแก่จนไปถึงรุ่นลูกหลานที่เติบโตขึ้นมา และอยากพัฒนาด้านนี้ไปในทางศิลปะมากขึ้น
.
ด้านนายพิจิตต กล่าวถึงเหตุผลในการมาช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงว่า รู้จักกับนายชัยวัฒน์ และเห็นว่านายชัยวัฒน์มีความน่าสนใจที่ตนจะมาร่วมสนับสนุนเพื่อให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งนายชัยวัฒน์มีคุณสมบัติเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นวิศวกรที่เคยทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพราะอาชีพวิศวะก็ต้องนึกถึงการสร้างและออกแบบ โดยนายชัยวัฒน์คนนี้คงไม่คิดแต่เรื่องซ่อมอย่างเดียว จะคิดแต่เรื่องสร้าง เพราะการซ่อมอย่างเดียวจะไม่มีการจบสิ้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้าง แต่ต้องสร้างทั้งระบบและสร้างระบบใหม่ขึ้น ไม่ว่าเป็นการสร้างสถานภาพเศรษฐกิจของเมือง สร้างมุมมองใหม่ในเรื่องของน้ำท่วมและการจราจร เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน จากการได้พูดคุยกับนายชัยวัฒน์เห็นว่า เป็นคนที่มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา
.
นายพิจิตต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ที่เคยทำงานใน ธปท. จะเป็นคนที่คิดถึงเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเสมอ ไม่ได้คิดถึงแต่เศรษฐกิจระดับประเทศทางการเงินการคลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งตนเคยมีเพื่อนเป็นผู้ว่า ธปท. ถึง 3 คนก็มีแนวคิดแบบนี้เหมือนกันหมด และคิดว่าพรรคประชาชนมีความเชื่อที่น่าสนใจคือการกระจายอำนาจ เชื่อเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ใหญ่เกินไปที่จะมีพระเอกที่ม้าขาวเพียงคนเดียว รวมถึงยังมีความเชื่อเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะข้าราชการกทม.กว่าแสนคนคงทำงานเองทั้งหมด ไม่ได้ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และพรรคประชาชนก็เชื่อเรื่องความเข้มแข็งของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง
.
ที่กล่าวมาตรงกับความคิดของตน จึงเป็นสาเหตุให้ตนอาสามาช่วยนายชัยวัฒน์ การอาสาครั้งนี้เป็นเพียงการอาสามาช่วยงานการเมืองเท่านั้น โดยในอนาคตผมจะไม่รับตำแหน่งใด เพราะอายุมากแล้ว คงทำได้แค่ให้คำแนะนำหรือให้ความช่วยเหลือ และจะช่วยนายชัยวัฒน์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. เพียงคนเดียว แต่อาจจะช่วย ส.ก.คนอื่นที่อยู่ในกลุ่มมดงานหาเสียง แต่ทั้งนี้กลุ่มงดงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในพรรคประชาชน” นายพิจิตต กล่าว
.
นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นายพิจิตตคือกลุ่มมดงาน หากจำกันได้ในอดีต เป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมจนได้เข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร โดยเรามีความสัมพันธ์กับกลุ่มมดงานผ่าน น.ส.ภัทราภรณ์ ซึ่งจะทำให้เรานำโอกาสของคนรุ่นใหม่มาผสมผสานกับคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และนายพิจิตตเองก็เคยเป็นอดีตผู้ว่าฯ
.
เมื่อถามว่า มองว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะเลือกผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ หรือพรรคการเมืองมากกว่ากัน นายพิจิตต กล่าวว่า ได้สองอย่าง โดยในอดีตก็เคยมีผู้ว่าที่ลงในนามอิสระ อาทิ นายจำลอง ศรีเมือง และนายชัชชาติ ที่ก็ทำงานได้ดีมาก และแม้ว่าจะลงในนามพรรคก็เชื่อว่าพรรคคงจะไม่มาครอบงำหรือชี้นำอะไรมาก ทั้งนี้ ในอดีตผู้สมัครที่ลงในนามพรรคก็มีอิสระในการทำงาน แต่พรรคก็ให้การสนับสนุนในการทำงาน
.
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายชัชชาติแล้วหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ไม่ได้พูดคุยกัน เพราะเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาตนก็สนับสนุนคนที่ตั้งใจดีคือ นายชัชชาติ เมื่อนายชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ ตนก็คืนใบหาเสียงให้นายชัชชาติแล้วบอกว่า หมดหน้าที่แล้ว
.
เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งระหว่างนายชัยวัฒน์กับนายชัชชาติหรือไม่ นายพิจิตต กล่าวว่า ประชาชนต้องตัดสินใจ หากตนไปชี้นำคงจะลำบาก ซึ่งประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจที่ดีที่สุด
.
เมื่อถามถึง ความมั่นใจในการสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม. หลังชัชชาติประกาศลงสมัครอีกครั้งอย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราคาดหวังกันอยู่แล้ว ว่านายชัชชาติจะลงสมัครอีกครั้ง แต่จุดยืนของตนคือ ไม่ได้อยากให้มองว่าใครจะมาลงสมัครผู้ว่าฯ แต่อยากให้มองว่าอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร หรือเป็นเมืองที่ให้สวัสดิการกับคนกรุงเทพฯ อย่างไร ทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่พรรคประชาชนได้นำเสนอเป็นวาระของคนกรุงเทพฯ และผู้สมัครส.ก.ในแต่ละเขตของเราก็มีวาระที่ต้องการผลักดันในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคมนาคม การสร้างสถานีดับเพลิง การพัฒนาเมืองย่านสร้างสรรค์หรือย่านเศรษฐกิจ
.
เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรให้คนกรุงเทพฯ ยอมรับในตัวเรา เพราะคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังชื่นชอบนายชัชชาติอยู่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เราต้องทำให้ดีกว่านายชัชชาติที่ทำได้ดีอยู่แล้ว และต้องทำในสิ่งที่พัฒนาก้าวหน้า รวมถึงแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ที่เรื้อรังที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย อาทิ ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการบริหารกรุงเทพมหานคร ที่เราต้องขับเคลื่อนตั้งแต่ภาพใหญ่จากสภาผู้แทนราษฎร และเราได้นำเสนอนโยบายกรุงเทพโปร่งใส เอไอจับโกง ซึ่งต้องมีระบบที่ดีที่แม้แต่คนดีที่คิดจะโกงก็โกงได้ยาก เราต้องเน้นย้ำเรื่องการสื่อสารเรื่องนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่