JJNY : “เท้ง”ไม่ขอโทษ สว. ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน│จี้ตั้งกมธ.สอบพรก.กู้เงิน │สมาคมหมูโอดราคาดิ่ง│ฝรั่งเศสร้อนทุบสถิติ

“เท้ง” ไม่ขอโทษ สว.ปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ย้อนถามโยงสีบนธงชาติ เคยได้ยินปากผมหรือไม่
.

.
“เท้ง” ไม่ขอโทษ สว.ปมกล่าวหา “ระบอบสีน้ำเงิน” ยันพูดตามข้อเท็จจริง ไม่ตอบโต้น้ำเงินสำนึกบุญคุณส้ม มองเป็นแค่คำพูดทิ่มแทงกันทางการเมือง ยันทำ MOA ยึดประโยชน์ประเทศเป็นตัวตั้ง ถามโยงสีน้ำเงินบนธงชาติ เคยได้ยินปากผมหรือไม่ มีแต่คำพูดคนอื่นใส่ร้ายป้ายสี
.
วันที่ 27 พ.ค.69 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร โดยรัฐธรรมนูญปี 60 ก็มีช่องโหว่ และช่องว่าง
.
เช่น กระบวนการเลือกได้มาซึ่ง สว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่เรายังต้องมานั่งกังวล ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่ ที่ตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงินหรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งตนมองว่าสุดท้ายแล้วในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี
.
จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และ สว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดี มีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ
.
เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่เป็นการสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคน จะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ ว่าสิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่าพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วยให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอรัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่าสิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่
.
เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ระบุว่าสำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนก็ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกของประเทศที่แท้จริงคือต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA สิ่งสำคัญคือเราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค ถึงมีการทำข้อตกลง MOA เพราะต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขณะนั้นก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชนและเดินหน้าต่อ ภายใต้ผลการเลือกตั้งและบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ ตนและพรรคประชาชนรวมถึงประชาชนคนไทย เราจะสร้างทางออกของประเทศอย่างไร พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างทางออกของประเทศให้ดีที่สุด
.
เมื่อถามว่า สว. ได้มีการแถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมด ก็เป็นข้อเท็จจริง และผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตัวของผม ก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”
.
เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส. กับ สว. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ตนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตา แล้วถอดหมวกตนออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาชน คำถามคือประชาชนคนธรรมดาในประเทศนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมืองซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ในขณะที่กลุ่ม สว. มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว. จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่ ฉะนั้น ตนอยากบอกว่าสิ่งที่ออกมาสื่อสารเรียกร้องนั้น ในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากได้ระบอบการปกครองที่ดีกว่าในบ้านนี้
.
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์โยงการที่พรรคประชาชนพูดเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะวิเคราะห์กันไปได้ ซึ่งตนคิดว่าการตัดสินใจในการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือระดับประเทศ อาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันบ้าง ซึ่งหากดูการเลือกตั้งที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจของประชาชนอาจจะไม่ได้เหมือนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวตนมั่นใจในทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน รวมถึงนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีไม่แพ้นายชัชชาติสิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะทำให้การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เป็นโอกาสที่ดีของชาวกรุงเทพฯ ที่จะได้ตัวเลือกที่ดีที่สุดเข้าไปบริหาร
.
เมื่อถามว่า สว. มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ผมขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผมหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาโดยตลอด ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรคประชาชน และใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้ เข้าสู่กระบวนการนิติสงคราม ในการฟ้องแกนนำและ สส.ของพรรค ฟ้องร้องการยุบพรรค ฉะนั้น หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม ก็อยากให้ถามกลับไปเช่นเดียวกันว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่
.

.
ฝ่ายค้านจี้โสภณ ตั้งกมธ.สอบพรก.กู้เงิน 4 แสนล. ปธ.สภา ยันไม่ใช่ญัตติด่วน โยนวิป 2 ฝ่ายเคาะ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5735529
.
ฝ่ายค้าน จี้ ปธ.สภา ทบทวนวินิจฉัยญัตติด่วนติดตามพรก.กู้เงิน 4 แสนล. ด้าน โสภณ แจงไม่ได้ใช้อำนาจสั่ง โยนวิป 2 ฝ่ายเคาะ
.
เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 27 พฤษภาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ภายหลังเปิดให้สมาชิกหารือความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แล้ว น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน หารือว่า ขอให้ประธานทบทวนการวินิจฉัยญัตติด่วนว่าให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งตนเชื่อว่าประธานสภาฯ อาจจะยังได้ข้อมูลไม่ครบถ้วนด้วย 3 เหตุผลคือ 1.การที่ประธานบอกว่ายังไม่มีการกู้ แต่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการขอโครงการต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะดำเนินการกู้เงินในสัปดาห์นี้แล้ว เพื่อที่จะให้เงินถึงมือประชาชนภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ 2.การที่ประธานบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัยอยู่ เราควรที่จะรอก่อนนั้น แต่ครม.ไม่ได้รอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยได้มีเริ่มการใช้เงินแล้ว ฉะนั้น จึงขอให้ประธานสภาฯ บรรจุเป็นญัตติด่วนด้วย และ 3.อยากให้ประธานบังคับใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับการบรรจุญัตติเรื่องแลนด์บริดจ์ ที่ประธานบรรจุให้เป็นญัตติด่วน แต่การติดตามการใช้เงินในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ประธานไม่ได้บรรจุเป็นญัตติด่วน จึงขอให้ทบทวนการวินิจฉัย
.
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตนเชื่อว่าแม้ประธานจะให้อำนาจไปกับคณะกรรมการในการกลั่นกรอง แต่อำนาจโดยแท้ยังเป็นของประธานโดยตรงอยู่ว่าประธานสามารถชี้ให้เป็นอย่างไรก็ได้ ทั้งนี้ ตนยังเชื่อในเรื่องของการปรึกษาหารือเช่นเดียวกัน ซึ่งหากประธานเชื่อเรื่องเดียวกัน ตนคิดว่าตอนที่จะตัดสินว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วนหรือไม่นั้น สมควรที่จะให้ผู้เสนอญัตติด่วนเข้าไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมการด้วยเพื่อจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนตัดสิน ส่วนอะไรที่ต้องหารือผ่านคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) นั้นตนก็เข้าใจ และเชื่อว่าวิปฝ่ายค้านหรือวิปของพรรคประชาชนจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มที่
.
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หารือว่า เรื่องอำนาจการแบ่งหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในสภานั้น เราเห็นด้วยที่จะทำงานแบบมีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างวิป 2 ฝ่าย และเราดำเนินการมาโดยตลอดแต่จะดำเนินการก็ต่อเมื่อญัตติเสนอเข้ามาแล้ว แต่ก่อนที่ญัตติจะถูกบรรจุเข้ามานั้น ตนขออ่านข้อบังคับให้ประธานฟังคือ ข้อ 51 เขียนชัดว่าให้เป็นอำนาจของประธานสภาฯ ที่จะวินิจฉัยว่าญัตติใดจะเป็นญัตติด่วนหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยแล้วให้แจ้งผู้เสนอญัตติทราบพร้อมด้วยเหตุผลภายในห้าวันนับแต่วันที่ได้รับญัตตินั้น โดยก่อนที่จะมีการบรรจุญัตติเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ อำนาจการตัดสินใจเป็นของประธานสภาฯ คนเดียว ฉะนั้น ย้ำว่าอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ประธานสภาคนเดียวไม่ได้อยู่ที่การหารือของวิป
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตนเคารพที่ประธานบอกว่าจะเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดี๋ยวจะถูกข้อครหาขึ้นมา แต่สิ่งที่พวกเราสงสัยไม่ใช่ว่าท่านตัดสินใจโดยเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ แต่สิ่งที่เราสงสัยคือท่านใช้เกณฑ์อะไรในการวินิจฉัยว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน ทำไมจึงวินิจฉัยว่าเรื่องแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องด่วน แต่เรื่องพ.ร.ก.ไม่ใช่เรื่องด่วน ขอแค่คำอธิบาย
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่