สวัสดีครับ Trip นี้พวกเราจะพาทุกคนออกเดินทางไป “น่าน” จังหวัดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตเรียบง่ายและธรรมชาติที่อบอุ่น กับทริป 3 วัน 2 คืน ในช่วงวันที่ 21-23 มีนาคม 2569
หลายคนอาจคุ้นกับภาพของน่านในช่วง High Season ที่เต็มไปด้วยสายหมอกและอากาศเย็นสบาย แต่การเดินทางครั้งนี้ พวกเราอยากชวนทุกคนลองเปิดมุมมองใหม่ แล้วออกไปสัมผัสน่านในช่วง Low Season กันบ้าง เพราะถึงแม้จะไม่มีทะเลหมอกหนาๆ หรืออากาศหนาว แต่น่านในช่วงนี้กลับมีเสน่ห์อีกแบบที่เงียบสงบ เรียบง่าย ธรรมชาติหลังฝนตกที่สดชื่น และได้ใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้น
ไม่รอช้า ถ้าพร้อมแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะพาทุกคนออกเดินทางไปพร้อมกันครับ
Day1
พวกเราเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินจากดอนเมืองไปสนามบินน่าน แต่จริงๆ ใครสะดวกรถตู้หรือรถทัวร์ก็สามารถเลือกได้ตามสไตล์การเดินทางเลยครับ
พวกเรามาถึงสนามบินน่านประมาณ 10 โมงครึ่ง แล้วขึ้นรถตู้ที่เช่าไว้ ก่อนจะเดินทางไปยัง “โฮมเจ้าฟองคำ” บ้านโบราณอายุกว่า 200 ปี ที่ยังคงเก็บวิถีชีวิตแบบคนน่านในอดีตเอาไว้ครบทั้งบ้านไม้ ของใช้โบราณ และงานหัตถกรรมพื้นเมือง
ที่นี่ไม่ได้มีแค่ให้เดินชมนะครับ แต่พวกเรายังได้ลองกิจกรรม workshop ทำอาหารพื้นเมืองแบบชาวน่านแท้ๆด้วย
เมนูที่พวกเราได้ลองทำเองก็มีทั้ง มะละกอทอด, ไข่เจียวไข่มดแดง, ไก่ทอดมะแขว่น (สามารถเลือกเมนูเองได้ครับ) ส่วนเมนูที่ทางบ้านเตรียมไว้ให้ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ทั้งลาบควาย แคปหมูน้ำพริกหนุ่ม แกงแค และแกงฮังเล แล้วตบด้วยของหวานอย่างแอปเปิ้ลเมือง ท็อปปิ้งด้วยลูกชิด เพิ่มน้ำแข็ง แล้วราดด้วยกะทิ ปิดท้ายได้อย่างลงตัวเลย บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง
แถมพี่ๆ เจ้าของบ้านยังกลัวพวกเรากินไม่อิ่ม ตักใส่ถุงให้กลับไปกินต่อเป็นมื้อเย็นอีกด้วย เป็นความอบอุ่นเล็กๆ ที่ทำให้เริ่มหลงรักน่านตั้งแต่วันแรกเลยครับ
ก่อนออกจากตัวเมือง พวกเราก็แวะถ่ายภาพกันที่ “ถนนหมายเลข 3” และ “ถนนพับผ้า” ถนนโค้งสวยอยู่กลางภูเขาและต้นไม้ เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมากครับ
จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปที่ศูนย์ประสานงาน มจธ. เพื่อพูดคุยและสัมภาษณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวน่านที่อยู่นอกตัวเมือง ก่อนจะลงพื้นที่จริงกันในวันที่ 2
พี่ๆใจดีมากก แนะนำสถานที่สำหรับพรุ่งนี้ไว้เพียบเลยครับ
และคืนนี้ พวกเราเลือกพักกันที่ “สะปันโฮมสเตย์” หมู่บ้านสะปัน ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ ที่พักกลางหุบเขาใกล้ลำธาร บรรยากาศเงียบสงบมากกก ห้องนึงพักได้ 2 คน วิวโดยรอบคือดีงาม และบรรยากาศที่ได้ก็ดีมากเช่นกัน แถมที่พักยังมีกิจกรรมพายเรือเล่นให้ด้วย ใครสายชิลน่าจะชอบมากกก

ช่วงกลางคืนฝนตกแทบทั้งคืน เสียงฝนกับอากาศเย็นๆ ทำให้หลับสบายแบบไม่ต้องเปิดแอร์เลยครับ
Day 2
พวกเราตื่นกันประมาณ 6 โมงเช้า แล้วก็พบว่าทั้งสะปันเต็มไปด้วยหมอกขาวๆ กับอากาศเย็น นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของการมาเที่ยวช่วง Low Season ก็ได้ ถึงจะไม่มีคนเยอะ แต่กลับได้บรรยากาศที่สงบและธรรมชาติแบบเต็มๆเลยครับ ทางที่พักเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ ไว้ให้ ทั้งกาแฟ ช็อกโกแลตร้อน ขนม แล้วก็ข้าวต้มหมูกับไข่ต้ม ซึ่งพอได้นั่งกินไป มองวิวหมอกไป บอกเลยว่าฟีลดีมากกก
หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ออกเดินทางไป “คาเฟ่ภูพันเก้า” คาเฟ่เล็กๆ กลางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่ แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองด้านการเกษตรของนักวิจัยจาก มจธ. อีกด้วย รอบๆ คาเฟ่เต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้สีเขียว บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการมานั่งพักมากครับ
คาเฟ่มีเมนูน้ำที่หลากหลาย แต่เมนูที่พวกเราอยากแนะนำคือ “น้ำมะเขาควายน้ำผึ้ง” มะเขาควายเป็นผลไม้ที่ชาวบ้านขึ้นไปเก็บจากบนภูเขากันเอง ส่วนหนึ่งไปขาย ส่วนหนึ่งนำมาทดลองปลูกในพื้นที่ รสชาติจะออกเปรี้ยวอมหวาน พอผสมกับน้ำผึ้งแล้วลงตัวมาก สดชื่นเลย แนะนำเลยครับ
ต่อไปพวกเราจะพาทุกคนไปที่ "บ้านก่อก๋วง" ซึ่งเป็นพื้นที่นึงใกล้ๆ บ่อเกลือ เรามาตามที่พี่นักวิจัย มจธ. แนะนำมา ซึ่งเดินเข้ามาระหว่างทางก็เต็มไปด้วยน้องหมาเต็มไปหมด ซึ่งน้องหมาน่ารักมากกกก สำหรับคนที่ชอบน้องหมาคงยิ้มแก้มปริแน่นอน ขอพูดเลย
ระหว่างที่พวกเราเดินไปก็เจอกับร้านพิซซ่าร้านนึงครับ ซึ่งมองจากนอกร้านคิดว่าเป็นร้านอาหารห้องกระจกติดแอร์ แต่พอเปิดเข้าไปในร้านกลับไม่ใช่ ในร้านเป็นร้านที่มีแค่ไม้กับกระจก ครึ่งนึงฝั่งประตูอีกฝั่งเป็นวิวร้านติดกับเนินเขา เป็นโอเพ่นแอร์ ตัวร้านสามารถเดินออกไปข้างนอกได้ ซึ่งมีมุมถ่ายรูปมากมายและเป็นร้านของคนในชุมชน และพี่เจ้าของร้านก็ใจดีมาก สามารถลองทำพิซซ่ากันเองได้
และเมื่อมองรอบๆร้าน ถ้วยเต็มร้านเลย ซึ่งถ้วยที่ว่าไม่ใช่ถ้วยใส่อาหารนะ แต่เป็นถ้วยรางวัล555 เพราะเจ้าของร้านเป็นคนในชุมชนและอยู่ชมรมวิ่งของหมู่บ้าน เป็นตัวตึงสายวิ่งระดับประเทศเลยแหละ ถ้วยรางวัลแน่นร้านจนรู้เลยว่าที่นี่ไม่ได้มีดีแค่พิซซ่า แต่เต็มไปด้วยแพชชั่นของคนในพื้นที่
ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งกินพิซซ่ากันแบบชิลๆ พี่เจ้าของร้านก็ชวนพวกเราไปเดินดูวิถีชีวิตคนแถวนี้ พี่เจ้าของร้านเฟลนลี่มากกกกกก
หลังจากกินเสร็จ พี่เจ้าของร้านพาพวกเราเดินเข้าไปดูในหมู่บ้านก่อก๋วง
ต่อไปพวกเราจะพาชมบรรยากาศวิวระหว่างทางที่พวกเราเดินเล่นในหมู่บ้านก่อก๋วง ถึงจะไม่ได้มาในช่วงที่ธรรมชาติสวยที่สุดของปี แต่แล้วเมื่อมองไปทางไหนก็เจอทั้งภูเขาที่สวยงาม และความเงียบสงบของหมู่บ้าน และถึงแม้ช่วงนี้ชาวบ้านกำลังอยู่ในช่วงพักหน้าดิน หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตกันไป แต่ก็ทำให้ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของวิถีชีวิตที่นี่แบบจริงๆ และพี่ร้านพิซซ่ายังพาพวกเราไปดูวิธีการปลูก “มะเขาควาย” ของชาวบ้าน ได้ทั้งเดินเล่น ได้ทั้งเรียนรู้วิถีชุมชนไปพร้อมกันเลยครับ
หลังจากเดินเล่นเสร็จจากหมู่บ้านก่อก๋วง พวกเราก็แวะเดินทางไปที่ "อุทยานดอยภูคา" แต่พวกเราไม่ได้เดินเข้าไป เพียงมาแวะเดินชมต้นชมพูภูคา
ต่อไปพวกเราได้กลับเข้ามาสู่ตัวเมืองน่าน และสถานที่ที่พวกเราพลาดไม่ได้เลย และโด่งดั่งของน่าน ก็คือ "วัดพระธาตุแช่แห้ง"
พวกเราเดินชมพระธาตุแช่แห้ง แล้วก็เข้าสักการะพระบรมธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางกลับ
ภายในวัดมีหลวงพ่อทันใจ ซึ่งพวกเราก็เข้ามาขอสักการะขอพรก่อนเดินทางไปที่พิพิธภัณฑ์น่าน
จากนั้นพวกเราก็เดินทางมาถึง "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน" ที่นี่เป็นสถานที่ที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของจังหวัดน่านเอาไว้แบบครบมาก ทั้งประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต และเรื่องราวของชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ สำหรับใครที่ชอบเรื่องประวัติศาสตร์หรืออินกับวัฒนธรรม พวกเราแนะนำเลยครับ
ระหว่างเดินชมนี้ก็เจอของชิ้นหนึ่งน่าสนใจอยากให้ทุกคนได้ดู ซึ่งคือ "ฝาโลงไม้" ซึ่งพวกเรามองแวบแรกเห็นแล้วคล้ายๆ โมอายที่เป็นรูปปั้นหินคล้ายต่างประเทศ
พวกเรากลับที่พักแยกย้าย พักผ่อนกันแบบชิลๆ เพราะวันนี้เพลียมาก ทั้งนั่งรถ ตากแดด และเดินชมสวนชมเขากันทั้งวัน และตอนเย็นพวกเราคุยกันว่าจะไปเดินตลาดคนเดินที่หน้าวัดภูมินทร์
ตกเย็นพวกเราปั่นจักรยานจากที่พักไปตลาดคนเดินตามที่นัดกันไว้ บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในย้อนยุคเลยครับ ซึ่งระหว่างทางเดินซื้อของก็มีเพลงเหนือเล่นตลอดทาง และพวกเราก็หาที่พักนั่งกินขันโตกกันจนอิ่ม

จากนั้นทุกคนก็ปั่นจักรยานกลับที่พัก ปล.ดวงจันทร์ที่น่านสวยมากกกก เสียดายที่กล้องไม่สามารถเก็บภาพความสวยได้
ทุกคนแยกย้ายเข้านอนกันไวมาก อาจจะเพราะเพลียจากการนั่งรถกันด้วย ซึ่งอากาศตอนเย็นภายในเมืองไม่หนาวมากเหมือนคืนแรกที่ฝนตก แต่ก็ไม่ร้อนด้วยเช่นกัน
[CR] Review เที่ยว 3 วัน 2 คืนที่ ‘น่าน’ เมืองเล็กๆ ที่อบอุ่นกว่าที่คิด
หลายคนอาจคุ้นกับภาพของน่านในช่วง High Season ที่เต็มไปด้วยสายหมอกและอากาศเย็นสบาย แต่การเดินทางครั้งนี้ พวกเราอยากชวนทุกคนลองเปิดมุมมองใหม่ แล้วออกไปสัมผัสน่านในช่วง Low Season กันบ้าง เพราะถึงแม้จะไม่มีทะเลหมอกหนาๆ หรืออากาศหนาว แต่น่านในช่วงนี้กลับมีเสน่ห์อีกแบบที่เงียบสงบ เรียบง่าย ธรรมชาติหลังฝนตกที่สดชื่น และได้ใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้น
ไม่รอช้า ถ้าพร้อมแล้ว เดี๋ยวพวกเราจะพาทุกคนออกเดินทางไปพร้อมกันครับ
Day1
พวกเราเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินจากดอนเมืองไปสนามบินน่าน แต่จริงๆ ใครสะดวกรถตู้หรือรถทัวร์ก็สามารถเลือกได้ตามสไตล์การเดินทางเลยครับ
พวกเรามาถึงสนามบินน่านประมาณ 10 โมงครึ่ง แล้วขึ้นรถตู้ที่เช่าไว้ ก่อนจะเดินทางไปยัง “โฮมเจ้าฟองคำ” บ้านโบราณอายุกว่า 200 ปี ที่ยังคงเก็บวิถีชีวิตแบบคนน่านในอดีตเอาไว้ครบทั้งบ้านไม้ ของใช้โบราณ และงานหัตถกรรมพื้นเมือง
เมนูที่พวกเราได้ลองทำเองก็มีทั้ง มะละกอทอด, ไข่เจียวไข่มดแดง, ไก่ทอดมะแขว่น (สามารถเลือกเมนูเองได้ครับ) ส่วนเมนูที่ทางบ้านเตรียมไว้ให้ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ทั้งลาบควาย แคปหมูน้ำพริกหนุ่ม แกงแค และแกงฮังเล แล้วตบด้วยของหวานอย่างแอปเปิ้ลเมือง ท็อปปิ้งด้วยลูกชิด เพิ่มน้ำแข็ง แล้วราดด้วยกะทิ ปิดท้ายได้อย่างลงตัวเลย บอกเลยว่าอร่อยทุกอย่าง
ก่อนออกจากตัวเมือง พวกเราก็แวะถ่ายภาพกันที่ “ถนนหมายเลข 3” และ “ถนนพับผ้า” ถนนโค้งสวยอยู่กลางภูเขาและต้นไม้ เป็นอีกหนึ่งจุดที่ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมากครับ
จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปที่ศูนย์ประสานงาน มจธ. เพื่อพูดคุยและสัมภาษณ์เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวน่านที่อยู่นอกตัวเมือง ก่อนจะลงพื้นที่จริงกันในวันที่ 2
พี่ๆใจดีมากก แนะนำสถานที่สำหรับพรุ่งนี้ไว้เพียบเลยครับ
และคืนนี้ พวกเราเลือกพักกันที่ “สะปันโฮมสเตย์” หมู่บ้านสะปัน ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ ที่พักกลางหุบเขาใกล้ลำธาร บรรยากาศเงียบสงบมากกก ห้องนึงพักได้ 2 คน วิวโดยรอบคือดีงาม และบรรยากาศที่ได้ก็ดีมากเช่นกัน แถมที่พักยังมีกิจกรรมพายเรือเล่นให้ด้วย ใครสายชิลน่าจะชอบมากกก
ช่วงกลางคืนฝนตกแทบทั้งคืน เสียงฝนกับอากาศเย็นๆ ทำให้หลับสบายแบบไม่ต้องเปิดแอร์เลยครับ
Day 2
พวกเราตื่นกันประมาณ 6 โมงเช้า แล้วก็พบว่าทั้งสะปันเต็มไปด้วยหมอกขาวๆ กับอากาศเย็น นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของการมาเที่ยวช่วง Low Season ก็ได้ ถึงจะไม่มีคนเยอะ แต่กลับได้บรรยากาศที่สงบและธรรมชาติแบบเต็มๆเลยครับ ทางที่พักเตรียมอาหารเช้าง่ายๆ ไว้ให้ ทั้งกาแฟ ช็อกโกแลตร้อน ขนม แล้วก็ข้าวต้มหมูกับไข่ต้ม ซึ่งพอได้นั่งกินไป มองวิวหมอกไป บอกเลยว่าฟีลดีมากกก
หลังจากอิ่มท้อง พวกเราก็ออกเดินทางไป “คาเฟ่ภูพันเก้า” คาเฟ่เล็กๆ กลางธรรมชาติ ที่ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่ แต่ยังเป็นพื้นที่ทดลองด้านการเกษตรของนักวิจัยจาก มจธ. อีกด้วย รอบๆ คาเฟ่เต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้สีเขียว บรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการมานั่งพักมากครับ
ต่อไปพวกเราจะพาทุกคนไปที่ "บ้านก่อก๋วง" ซึ่งเป็นพื้นที่นึงใกล้ๆ บ่อเกลือ เรามาตามที่พี่นักวิจัย มจธ. แนะนำมา ซึ่งเดินเข้ามาระหว่างทางก็เต็มไปด้วยน้องหมาเต็มไปหมด ซึ่งน้องหมาน่ารักมากกกก สำหรับคนที่ชอบน้องหมาคงยิ้มแก้มปริแน่นอน ขอพูดเลย
และเมื่อมองรอบๆร้าน ถ้วยเต็มร้านเลย ซึ่งถ้วยที่ว่าไม่ใช่ถ้วยใส่อาหารนะ แต่เป็นถ้วยรางวัล555 เพราะเจ้าของร้านเป็นคนในชุมชนและอยู่ชมรมวิ่งของหมู่บ้าน เป็นตัวตึงสายวิ่งระดับประเทศเลยแหละ ถ้วยรางวัลแน่นร้านจนรู้เลยว่าที่นี่ไม่ได้มีดีแค่พิซซ่า แต่เต็มไปด้วยแพชชั่นของคนในพื้นที่
ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งกินพิซซ่ากันแบบชิลๆ พี่เจ้าของร้านก็ชวนพวกเราไปเดินดูวิถีชีวิตคนแถวนี้ พี่เจ้าของร้านเฟลนลี่มากกกกกก
หลังจากกินเสร็จ พี่เจ้าของร้านพาพวกเราเดินเข้าไปดูในหมู่บ้านก่อก๋วง
ต่อไปพวกเราจะพาชมบรรยากาศวิวระหว่างทางที่พวกเราเดินเล่นในหมู่บ้านก่อก๋วง ถึงจะไม่ได้มาในช่วงที่ธรรมชาติสวยที่สุดของปี แต่แล้วเมื่อมองไปทางไหนก็เจอทั้งภูเขาที่สวยงาม และความเงียบสงบของหมู่บ้าน และถึงแม้ช่วงนี้ชาวบ้านกำลังอยู่ในช่วงพักหน้าดิน หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตกันไป แต่ก็ทำให้ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของวิถีชีวิตที่นี่แบบจริงๆ และพี่ร้านพิซซ่ายังพาพวกเราไปดูวิธีการปลูก “มะเขาควาย” ของชาวบ้าน ได้ทั้งเดินเล่น ได้ทั้งเรียนรู้วิถีชุมชนไปพร้อมกันเลยครับ
หลังจากเดินเล่นเสร็จจากหมู่บ้านก่อก๋วง พวกเราก็แวะเดินทางไปที่ "อุทยานดอยภูคา" แต่พวกเราไม่ได้เดินเข้าไป เพียงมาแวะเดินชมต้นชมพูภูคา
ต่อไปพวกเราได้กลับเข้ามาสู่ตัวเมืองน่าน และสถานที่ที่พวกเราพลาดไม่ได้เลย และโด่งดั่งของน่าน ก็คือ "วัดพระธาตุแช่แห้ง"
พวกเราเดินชมพระธาตุแช่แห้ง แล้วก็เข้าสักการะพระบรมธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเดินทางกลับ
ระหว่างเดินชมนี้ก็เจอของชิ้นหนึ่งน่าสนใจอยากให้ทุกคนได้ดู ซึ่งคือ "ฝาโลงไม้" ซึ่งพวกเรามองแวบแรกเห็นแล้วคล้ายๆ โมอายที่เป็นรูปปั้นหินคล้ายต่างประเทศ
พวกเรากลับที่พักแยกย้าย พักผ่อนกันแบบชิลๆ เพราะวันนี้เพลียมาก ทั้งนั่งรถ ตากแดด และเดินชมสวนชมเขากันทั้งวัน และตอนเย็นพวกเราคุยกันว่าจะไปเดินตลาดคนเดินที่หน้าวัดภูมินทร์
ตกเย็นพวกเราปั่นจักรยานจากที่พักไปตลาดคนเดินตามที่นัดกันไว้ บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในย้อนยุคเลยครับ ซึ่งระหว่างทางเดินซื้อของก็มีเพลงเหนือเล่นตลอดทาง และพวกเราก็หาที่พักนั่งกินขันโตกกันจนอิ่ม
จากนั้นทุกคนก็ปั่นจักรยานกลับที่พัก ปล.ดวงจันทร์ที่น่านสวยมากกกก เสียดายที่กล้องไม่สามารถเก็บภาพความสวยได้
ทุกคนแยกย้ายเข้านอนกันไวมาก อาจจะเพราะเพลียจากการนั่งรถกันด้วย ซึ่งอากาศตอนเย็นภายในเมืองไม่หนาวมากเหมือนคืนแรกที่ฝนตก แต่ก็ไม่ร้อนด้วยเช่นกัน
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น