[CR] - รีวิวทริปแบกเป้แอ่วลำปาง 3 วัน 2 คืน: ป่าเหมี้ยง-เมืองลำปาง ซึมซับวิถีเมืองม้าแก้ว

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่บันทึกเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยว Backpack trip จังหวัดลำปาง 3 วัน 2 คืน ของพวกเราครับ ซึ่งตลอด 3 วัน 2 คืนของการเดินทาง พวกเราได้ปล่อยใจไปกับสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ได้ใช้เวลาพูดคุยเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คน ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นเมืองที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวความทรงจำเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นวิวสองข้างทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป หรือเสียงหัวเราะที่แชร์ร่วมกัน ทุกองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนเติมเต็มให้ลำปางเป็นทริปที่สมบูรณ์แบบและน่าประทับใจเกินกว่าที่คาดหวังไว้มาก

[วันที่ 0]
การเดินทางของพวกเราเริ่มต้นกันที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยพวกเราเดินทางไปลำปางด้วยรถไฟตู้นอนขบวน 51 ซึ่งออกเดินทางจากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เวลา 22:30 และถึงสถานีรถไฟนครลำปางประมาณ 9:30 ของเช้าวันถัดไป ทำให้พวกเราได้นอนหลับพักผ่อนบนรถไฟก่อนที่การผจญภัยของพวกเราจะเริ่มกันจริง ๆ ที่จังหวัดลำปาง


[วันที่ 1]
หลังจากหลับบนรถไฟกันจนเต็มอิ่ม และแล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟนครลำปาง สถานที่เช็คอินแรกของพวกเราที่จังหวัดลำปาง


จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปที่ “ร้านส้มตำยายขัน” ร้านส้มตำบ้าน ๆ ข้างสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นร้านที่มีคนพื้นที่แนะนำมาว่า “ร้านที่นี้แหละ ทีเด็ด ถ้ามีโอกาสควรแวะไปลอง” เมื่อได้ยินมาแบบนี้มันก็พลาดไม่ได้ที่จะแวะไป ถึงแม้จะเป็นมื้อแรกของวันแต่พวกเราก็ไม่หวั่น มุ่งหน้าไปที่ร้านส้มตำเลยทันที เมื่อไปถึงที่ร้านก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แม่ค้าพูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง ถือว่าเป็น First impression ที่ดีมาก ๆ ของทริป ยิ่งเมื่อแม่ค้ารู้ว่าพวกเราเดินทางมาท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ก็แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว วิธีการเดินทาง เป็นอย่างดี และเมื่อเราถามถึงอาหารพื้นเมืองที่กินได้ยากในกรุงเทพฯ แม่ค้าก็ได้เอา “น้ำปู๋” มาให้พวกเราลองชิมด้วย ซึ่งน้ำปู๋เป็นเครื่องปรุงรสพื้นบ้านของชาวเหนือที่ทำมาจากการนำปูนามาเคี่ยวกับสมุนไพรจนงวด กลายเป็นน้ำพริกสีดำข้นเหนียว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายๆ กะปิแต่มีรสชาติที่เค็มนัวและเข้มข้นกว่ามาก ถือว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่มาก ๆ สำหรับพวกเรา จากนั้นพวกเราก็สั่งอาหารมาลงกันแบบสายฟ้าฟาด และพอได้ลองชิมปุ๊บ ก็ต้องบอกเลยว่าส้มตำร้านนี้ถือว่าเป็นทีเด็ดสมคำร่ำลือ โดยเฉพาะคอหมูย่าง ที่พวกเราเห็นพ้องต้องกันเลยว่า เป็น Top 3 คอหมูย่างอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา


เมื่อท้องอิ่มกันแล้วพวกเราก็พร้อมสำหรับการผจญภัยออกเดินทางไปที่บ้านป่าเหมี้ยงกันต่อ การที่เราจะขึ้นไปที่บ้านป่าเหมี้ยงนั้นเราต้องนั่งรถทั้งหมดสองต่อ ต่อแรกคือนั่งรถสองแถวจากในเมืองลำปางขึ้นไปที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จากนั้นก็เหมารถโฟล์วิวของที่พักในเขาลงมารับที่อุทยาน แล้วนั่งรถโฟล์วิวของที่พักขึ้นไปที่บ้านป่าเหมี้ยง ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงเลยว่าช่วงที่พวกเราเดินทางไปเที่ยวนั้นเป็นช่วงหน้าร้อนพอดีและยังเป็นช่วงวิกฤตการณ์ฝุ่นภาคเหนืออีกด้วย ทำให้บรรยากาศริมทางดูหม่น ๆ ลงกว่าที่ควรจะเป็น 


หลังจากนั่งรถจากอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนออกมาได้ประมาณ 30 นาที และแล้วพวกเราก็เดินทางมาถึงที่ที่พักคืนแรกของพวกเรา “ณ อิงธาร โฮมสเตย์” โฮมสเตย์เล็ก ๆ ของคนในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ติดริมลำธารสายสำคัญซึ่งไหลพาดผ่านตลอดแนวของบ้านป่าเหมี้ยง ทันทีที่เดินทางมาถึง สิ่งแรกที่พวกเราสัมผัสได้คือบรรยากาศอันเงียบสงบและความเป็นธรรมชาติของที่นี่ เสียงน้ำที่ไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย จนทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวันค่อย ๆ จางหายไป ตัวโฮมสเตย์ก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองมาก ๆ ภายในห้องพักสะอาดและมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานครบครัน รอบ ๆ ที่พักยังมีมุมพักผ่อนเล็ก ๆ ให้สามารถนั่งชิล ฟังเสียงน้ำไหล หรือพูดคุยกับเพื่อน ๆ ได้อย่างสบาย ๆ ทำให้ที่นี่เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนมาก ๆ  และบอกเลยว่าถึงแม้จะอยู่ในช่วงหน้าร้อน แต่เมื่อเดินทางมาถึงที่บ้านป่าเหมี้ยง พวกเรากลับสัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่เย็นสบาย ไม่ร้อนแสบผิวเหมือนตอนที่อยู่ในตัวเมือง ลมเย็นที่พัดผ่านตลอดเวลา บวกกับธรรมชาติสีเขียวรอบ ๆ ที่พักยิ่งทำให้บรรยากาศของที่นี่น่านั่งพักผ่อนมากขึ้นไปอีก


และกิจกรรมแรกของพวกเราที่บ้านป่าเหมี้ยงก็คือ “เวิร์กชอปตุ๊กตาใบชา”  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีที่มาจากภูมิปัญญาของชาวบ้านป่าเหมี้ยง ที่นำใบเหมี้ยงหรือใบชาอัสสัมพันธุ์พื้นเมืองซึ่งปลูกกันทั่วทั้งหมู่บ้านมาต่อยอด โดยนำใบชาแก่ที่ไม่เหมาะสำหรับนำไปกิน มาตากแห้งและคั่วจนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ซึ่งนอกจากกลิ่นหอมอโรม่าแบบธรรมชาติจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแล้ว ตัวใบชายังมีสรรพคุณเด่นในการช่วยดูดซับกลิ่นอับชื้นได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับนำไปแขวนไว้ในรถยนต์ ตู้เสื้อผ้า หรือมุมต่างๆ ของห้องเพื่อเพิ่มความสดชื่น ได้อีกด้วย 


เสร็จจากเวิร์กชอปตุ๊กตาใบชาพวกเราก็ไปเดินเล่นชมบรรยากาศยามเย็นของบ้านป่าเหมี้ยงกันอยู่สักพัก จากนั้นก็ถึงเวลากินข้าวเย็นของพวกเราพอดี ซึ่งทางที่พักก็ได้มีสำรับอาหาร ที่ประกอบไปด้วย ต้มแซ่บไก่ บวบผัดไข่ ไข่เจียว น้ำพริกอ่อง แคบหมู ชุดผัดลวก และแตงโม โดยรวมแล้วอาหารมื้อนี้เป็นอาหารพื้นบ้านง่าย ๆ ทุกเมนูมีรสชาติกลมกล่อม กินง่าย และเหมาะกับบรรยากาศเย็นสบายของบ้านป่าเหมี้ยงมาก ๆ และหลังจากจัดการมื้อเย็นกันจนเกลี้ยงพวกเราก็นั่งสังสรรค์กันต่อที่ชานหน้าห้องพัก ซึ่งอากาศช่วงค่ำของที่นี่เริ่มเย็นสบายกำลังดี เหมาะกับการนั่งพูดคุย สังสรรค์กันสุด ๆ จนเผลอแป๊บเดียวเวลาเกือบ 3 ทุ่มแล้ว ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันไปอาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน เป็นการจบวันแรกของทริปไปด้วยความสนุกสนาน เฮฮา ของพวกเราทุกคน



[วันที่ 2]
และแล้วทริปของพวกเราก็เดินทางเข้าสู่วันที่สองอย่างเป็นทางการ โดยพวกเราเริ่มเช้าวันที่สองกันด้วยชุดอาหารเช้าที่ที่พักจัดเตรียมไว้ให้เป็นข้าวต้มใส่หมูสับกับกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา และชุดทำกาแฟดริป พวกเรานั่งกินข้าวเช้ากันที่โต๊ะตัวเดิมที่พวกเรานั่งสังสรรค์กันเมื่อคืน ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าอันแสนสดชื่นของบ้านป่าเหมี้ยง บวกกับอากาศเย็นสบายกำลังดีที่อุณหภูมิราว ๆ 25 องศาเซลเซียส พอได้ซดน้ำซุปข้าวต้มร้อน ๆ สลับกับจิบกาแฟดริปหอม ๆ ท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ บอกเลยว่ามันเป็นการเริ่มต้นวันที่สองที่ชาร์จพลังได้ดีมาก ๆ



หลังจากกินข้าวเช้าและอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เดินทางไปหาพี่หนุ่ม เจ้าของ คนบนดอยโฮมสเตย์&คาเฟ่ แห่งหมู่บ้านป่าเหมี้ยง เพื่อรับฟังบรรยายถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่รวมถึงความเป็นมาของบ้านป่าเหมี้ยง ในระหว่างการบรรยายพี่หนุ่มก็ได้พาพวกเราเดินชมสวนกาแฟของพี่หนุ่มไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งในช่วงที่เดินชมสวนนั้น พวกเราก็ได้พบกับต้นไม้ใหญ่สูงที่มีรังผึ้งหลวงอยู่เต็มกิ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกต้นไม้ที่มีลักษณะนี้ว่าต้นผึ้งหลวง หลังจากเดินชมสวนกาแฟของพี่หนุ่มเสร็จแล้วพี่หนุ่มก็พาพวกเราเดินกลับมาที่ร้านกาแฟ และสาธิตการคั่วกาแฟให้ดูสด ๆ เลย ซึ่งการคั่วกาแฟของที่นี่จะเป็นการใช้เตาคั่วมือหมุนแบบคลาสสิก ระหว่างที่หมุนเตาคั่วไปเรื่อย ๆ พี่หนุ่มบอกให้ตั้งใจฟังเสียงในเตาให้ดี ไม่นานนักก็ได้ยินเสียง 'First Crack' ซึ่งเป็นช่วงที่เมล็ดกาแฟกำลังขยายตัว และตามมาด้วยเสียง 'Second Crack' ที่เสียงจะแตกเล็กกว่าพร้อมกับสีของควันที่เริ่มเปลี่ยนไป พอได้ระดับความเข้มที่ต้องการแล้ว ก็ต้องรีบเทลงกระด้งเพื่อระบายความร้อนทันที ไม่เช่นนั้นความร้อนที่สะสมอยู่จะทำให้เมล็ดไหม้ได้ จากนั้นก็นำเมล็ดกาแฟที่เพิ่งคั่วเสร็จใหม่ ๆ มาบดด้วยเครื่องบดมือหมุนและนำไปทำเป็นกาแฟดริปพอได้จิบกาแฟหอม ๆ ที่ทำฝีมือตัวเองเป็นกาแฟแก้วที่สองของวันบอกเลยว่าตาตื่นทันทีเลยครับ 


ก่อนจะโบกมือลาบ้านป่าเหมี้ยงเราได้แวะทานมื้อเที่ยงกันที่ร้าน ใบเหมี้ยง คาเฟ่ แอนด์ บิสโทร เพื่อลองเมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องสั่ง นั่นก็คือ “ข้าวซอยอุด้งใบเหมี้ยง” ความพิเศษของชามนี้คือตัวเส้นอุด้งที่มีส่วนผสมของใบเหมี้ยง ทำให้เส้นมีความนุ่มหนึบหนับ ส่วนน้ำข้าวซอยก็หอมมันและเข้มข้นมาก ๆ แถมยังได้ชิม “เหมี้ยงหวานโอมากาเสะ” ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์รสชาติใหม่และปิดมื้ออาหารสุดท้ายก่อนลงจากบ้านป่าเหมี้ยงได้อย่างลงตัว


หลังจากอิ่มท้องกันแล้วก็ถึงเวลาต้องบอกลาบ้านป่าเหมี้ยงและเดินทางลงดอยเพื่อกลับเข้าไปในตัวเมืองลำปาง จริงๆ ช่วงที่สนุกที่สุดของทริปนี้ไม่ใช่ตอนที่เดินทางไปที่ไหน แต่เป็นระหว่างการเดินทางนั้นแหละครับ พอพวกเราจะเดินทางไปเที่ยวในเมืองต่อ ก็ได้รู้ว่าขาเข้าเมืองจะไม่มีรถตู้ให้นั่ง เนื่องจากพวกเราไปไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ทำให้มีแค่รถกระบะที่จะพาพวกเราเดินทางเข้าไปในเมือง 
ตอนแรกก็กลัวว่าจะร้อนกัน แต่พอรถออกแล้ว มีลมพัดทำให้ไม่ร้อนมาก และได้เห็นวิวค่อย ๆ เปลี่ยนจากต้นไม้กับภูเขา กลายเป็นบ้านคน ถนน ร้านขายของ เด็กปั่นจักรยาน คนแก่นั่งคุยหน้าบ้าน รู้สึกเลยว่ามันต่างจากการนั่งดูเมืองผ่านกระจกรถมากครับ แถมพวกเรา ยังร้องเพลงกันหลังรถตลอดทาง ตั้งแต่ป่าเหมี้ยงยันถึงโรงแรมเลย ถือว่าเป็นอีกช่วงหนึ่งที่ของการเดินทางที่มีความสุขมาก ๆ


เมื่อถึงโรงแรมแล้วพวกเราก็เก็บของและพักผ่อนกันอยู่สักพักก่อนที่เราจะออกเดินทางไปหาของกินกันที่กาดกองต้า ถนนเก่าริมแม่น้ำวัง อาคารสองฝั่งยังเป็นสไตล์โบราณ ผสมจีนผสมยุโรป เดินแล้วรู้สึกว่าเมืองนี้มีเอกลักษณ์มาก 
และสิ่งที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นที่สุดในกาดกองต้าก็คืออาหารพื้นเมือง โดยที่กาดกองต้าพวกเราได้เจอกับของกินที่ไม่ค่อยเห็นในกรุงเทพฯ หลายอย่างมาก เช่น จี้นแดง เป็นเนื้อหมูที่เอามาทำแดดเดียว มีรสชาติเค็มๆ มีกลิ่นที่หอมเครื่องเทศ หรือ “แอ๊บอ่องออหมู” ที่หน้าตาอาจดูแปลกสำหรับคนไม่เคยกินเนื่องจากทำจากสมองหมู แต่รสชาติกลับเข้มข้น นัวๆ และอร่อยเกินคาด 
นอกจากนี้ยังมีขนมพื้นบ้านที่หากินยาก อย่าง ขนมข้าวปั้นโบราณ ข้าวปุกงา ขนมเกลือ และ ขนมบ้าบิ่น  
บางอย่างพวกเราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนด้วยซ้ำ แต่พอได้ลองกลับรู้สึกว่าของพื้นเมืองเหล่านี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ทั้งรสชาติ กลิ่น และวิธีทำที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ดีมากจริง ๆ และวันที่ 2 ของการเที่ยวที่ลำปางของพวกเราก้ได้จบลง ณ ที่กาดกองต้าครับ 


  
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่