เมื่อท่านละกามและอกุศลธรรมทั้งหลายได้แล้ว
จิตก็เข้าสู่ความสงบ
เป็นปฐมฌาน
ในฌานนั้น
มีทั้งความคิด ความตรึก
ความอิ่มใจ ความสุข
และความตั้งมั่นของจิต
ดูเหมือนจะเป็นสภาวะที่ดี
น่าอยู่
น่ายึดถือ
แต่ท่านไม่หยุดอยู่ตรงนั้น
ให้ท่านค่อย ๆ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตนั้นเอง
เห็นว่า
ความคิดก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
ความสุขก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
ความอิ่มใจก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
ทุกอย่างในฌาน
ล้วนเป็นของชั่วคราว
พอเห็นชัดแบบนี้
ใจไม่หลงยินดี
ไม่ผลักไส
ไม่เกาะเกี่ยวอะไรอีก
จิตจึงเป็นอิสระ
กิเลสเข้ามาแทรกไม่ได้
ไม่สามารถจับจิตนั้นได้
เหมือนคนที่เห็นความจริงแล้ว
ก็ไม่ถูกหลอกอีกต่อไป
แต่ท่านก็ยังไม่หยุด
ท่านรู้ต่อไปว่า
“ยังมีความพ้นทุกข์ที่สงบลึกกว่านี้อีก”
จึงไม่ยึดแม้ความสงบ
ไม่ยึดแม้ฌาน
แต่ใช้ฌานเป็นทางผ่าน
ฝึกต่อไป
เห็นต่อไป
ปล่อยต่อไป
จนกว่าจะถึงที่สุด
เข้าไปสงบในฌาน
แล้ว “ดูความสงบนั้นให้ชัด”
เห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับ
พอไม่ยึด
จิตก็หลุดพ้น
ไม่ได้เข้าฌานเพื่ออยู่ในความสุข
แต่เข้าฌานเพื่อเห็นว่า
“แม้ความสุขนั้นก็ไม่ใช่ของเรา”
ไม่ได้เข้าฌานเพื่ออยู่ในความสุข
จิตก็เข้าสู่ความสงบ
เป็นปฐมฌาน
ในฌานนั้น
มีทั้งความคิด ความตรึก
ความอิ่มใจ ความสุข
และความตั้งมั่นของจิต
ดูเหมือนจะเป็นสภาวะที่ดี
น่าอยู่
น่ายึดถือ
แต่ท่านไม่หยุดอยู่ตรงนั้น
ให้ท่านค่อย ๆ สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตนั้นเอง
เห็นว่า
ความคิดก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
ความสุขก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
ความอิ่มใจก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
ทุกอย่างในฌาน
ล้วนเป็นของชั่วคราว
พอเห็นชัดแบบนี้
ใจไม่หลงยินดี
ไม่ผลักไส
ไม่เกาะเกี่ยวอะไรอีก
จิตจึงเป็นอิสระ
กิเลสเข้ามาแทรกไม่ได้
ไม่สามารถจับจิตนั้นได้
เหมือนคนที่เห็นความจริงแล้ว
ก็ไม่ถูกหลอกอีกต่อไป
แต่ท่านก็ยังไม่หยุด
ท่านรู้ต่อไปว่า
“ยังมีความพ้นทุกข์ที่สงบลึกกว่านี้อีก”
จึงไม่ยึดแม้ความสงบ
ไม่ยึดแม้ฌาน
แต่ใช้ฌานเป็นทางผ่าน
ฝึกต่อไป
เห็นต่อไป
ปล่อยต่อไป
จนกว่าจะถึงที่สุด
เข้าไปสงบในฌาน
แล้ว “ดูความสงบนั้นให้ชัด”
เห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับ
พอไม่ยึด
จิตก็หลุดพ้น
ไม่ได้เข้าฌานเพื่ออยู่ในความสุข
แต่เข้าฌานเพื่อเห็นว่า
“แม้ความสุขนั้นก็ไม่ใช่ของเรา”