การออกกำลังกาย’ เป็นเรื่องดี! แต่ถ้าเสพติดจนเกินพอดี ร่างกายที่แข็งแรงก็อาจพังโดยไม่รู้ตัว
ในยุคที่ทุกคนหันมาออกกำลังกายกันเป็นกิจวัตร สำหรับบางคน ‘วินัย’ ในการออกกำลังกายอาจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็น ‘การเสพติด’ จนสร้างความเจ็บปวดและความต้องการที่ไม่สิ้นสุด แต่อาการเสพติดการออกกำลังกาย (Exercise addiction) นั้นไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้คนจำนวนมากที่กำลังเผชิญวิกฤตนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงคนที่ ‘รักสุขภาพเกินร้อย’ เท่านั้น
.
แต่ยังมีสถิติจากงานวิจัยที่ระบุว่า ในประชากรทั่วไปอาจมีผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงการออกกำลังกายเพียง 0.3-0.5 เปอร์เซ็นต์ แต่ในกลุ่มคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและนักกีฬา ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงถึง 3-9 เปอร์เซ็นต์ ที่อันตรายไปกว่านั้นคือมันเกี่ยวโยงกับภาวะทางจิตใจอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความผิดปกติด้านการกิน (Eating disorders) จากผลการศึกษาพบว่ามีถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ที่แสดงอาการเสพติดการออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือในการชดเชยอาหารที่กินเข้าไป หรือเพื่อถมช่องว่างของความไม่พอใจในรูปร่างของตัวเอง
.
ในเชิงประสาทวิทยา สมองของเราไม่ได้แยกแยะว่าความฟินนั้นมาจากยาเสพติดหรือการยกเหล็กหนักๆ เมื่อกลไกการสร้างแรงจูงใจในสมองเริ่มทำงานผิดปกติ มันจะเรียกร้องหา ‘โดปามีน’ และ ‘เซโรโทนิน’ จากแหล่งภายนอกมาเพื่อควบคุมความปั่นป่วนภายในจิตใจ
.
“สมองไม่สนหรอกว่ามันจะได้สารความสุขมาจากไหน มันแค่ต้องการอะไรบางอย่างมาดับความทุกข์ข้างใน” แคนนี ซานเชซ (Kanny Sanchez) นักบำบัดด้านการเสพติดอธิบาย ภาวะนี้มักมาในรูปแบบของความหมกมุ่น ที่เปลี่ยนจากการออกกำลังกายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวัน จนทำลายความสัมพันธ์ การงาน และสุขภาพให้พังลงอย่างช้าๆ โดยที่เรายังเข้าใจผิดว่านั่นคือความสำเร็จ
.
ความแตกต่างระหว่างการติดพนันหรือสารเสพติด กับการเสพติดการออกกำลังกาย คือ ‘แรงสนับสนุนจากสังคม’ ในขณะที่คนรอบตัวอาจแสดงความกังวลเมื่อเห็นเราติดการพนัน หรือยาเสพติด แต่พวกเขาจะปรบมือให้เมื่อเห็นคุณโพสต์ภาพในยิม ค่านิยมที่ยกย่องวินัยและการมีรูปร่างสมบูรณ์แบบตามอุดมคติ ทำให้ความผิดปกติถูกฉาบไว้ด้วยภาพลักษณ์ของคนรักสุขภาพ
.
มีเคสตัวอย่างจาก มาร์โก สไตน์ส (Margo Steines) นักเขียนสาวจากแอริโซนา เล่าถึงช่วงที่เธอเสพติดการออกกำลังกายอย่างหนักว่า เธอละเลยทุกอย่างในชีวิตจนร่างกายบาดเจ็บ แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมานั้นเป็นคำชม “ผู้คนมักจะหยุดทักฉันในร้านค้าและถามว่าฉันออกกำลังกายยังไง มันง่ายมากที่จะซ่อนความผิดปกติไว้ เพราะตราบใดที่คุณดูบึกบึน มีน้ำมีนวล และดูดี สังคมก็จะบอกว่าคุณทำถูกต้องแล้ว”
.
กลไกนี้ทำงานผ่านการสนับสนุนเชิงบวกจากคนรอบข้าง แม้กระทั่งจากแพทย์หรือนักบำบัดที่มักยึดถือค่านิยมว่า ‘การเคลื่อนไหว’ คือสิ่งที่ดีเสมอ จนมองข้ามสัญญาณอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้กล้ามเนื้อเหล่านั้น
.
สำหรับมาร์โก การเสพติดมีหลายชั้น ตั้งแต่ความต้องการมีรูปร่างสมบูรณ์แบบตามที่โลกต้องการ ไปจนถึงการใช้ความเหนื่อยล้าทางกายเพื่อเป็น ‘เกราะกำบัง’ บาดแผลจากความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว “การออกกำลังกายช่วยให้ฉันไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองพังทลายแค่ไหนจากเรื่องนั้น” เธอกล่าว
.
เส้นแบ่งระหว่าง ‘วินัย’ กับ ‘อาการเสพติด’ นั้นแยกไม่ออก แต่สัญญาณเตือนมักจะซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ ที่เราเรียกมันว่า ‘ความบีบคั้น’ หากวินัยคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพัก แต่อาการเสพติดคือการ ‘หยุดไม่ได้’ แม้ร่างกายจะพังลงแล้วก็ตาม
.
สัญญาณอันตรายเหล่านี้เริ่มตั้งแต่การพยายามอย่างหนักที่จะไม่ยอมพักผ่อน การให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเหนือความสัมพันธ์และการงาน ไปจนถึงพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยอย่างการไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หรือการเลือกเดินไปทุกที่เพียงเพื่อจะเผาผลาญแคลอรีเพิ่มขึ้นอีกนิด
.
แต่นอกเหนือจากความเสื่อมโทรมทางกาย สำหรับผู้เสพติดการออกกำลังกาย จุดยืนของตัวตนจะถูกฝากไว้กับสิ่งภายนอกทั้งหมด ความภาคภูมิใจในตนเองจะถูกตัดสินด้วยจำนวนชั่วโมงที่เข้ายิมหรือกิโลเมตรที่วิ่งได้ในวันนั้น “การพลาดการออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวจะทำให้เกิดความรู้สึกผิดและความอับอายอย่างรุนแรง” ซานเชซย้ำถึงผลกระทบทางจิตใจที่รุนแรงไม่แพ้การลงแดงจากยาเสพติด
.
มันคือสภาวะที่จิตใจถูกจองจำอยู่ภายใต้ความกลัว กลัวว่าถ้าหยุดเคลื่อนไหว ตัวตนและความภูมิใจที่สร้างมาจะสลายไป จนสุดท้ายร่างกายกลายเป็นเพียงเครื่องจักรที่ทำงานตามคำสั่งของสมองที่กำลังบิดเบี้ยว
.
การฟื้นตัวจากอาการเสพติดการออกกำลังกายนั้นซับซ้อน และแตกต่างจากสารเสพติดชนิดอื่น เพราะเป้าหมายไม่ใช่การ ‘เลิก’ ตลอดกาล แต่เป็นการสร้าง ‘ความสัมพันธ์ใหม่’ กับร่างกายและจิตใจของตัวเอง เพราะ ‘สุขภาพจิต’ นั้นก็สำคัญไม่แพ้ ‘สุขภาพกาย’
.
ที่มา : BrandThink
การออกกำลังกาย’ เป็นเรื่องดี! แต่ถ้าเสพติดจนเกินพอดี ร่างกายที่แข็งแรงก็อาจพังโดยไม่รู้ตัว