🚗รถเก่าแลกรถใหม่มาแน่! “สรรพสามิต” แย้มเกณฑ์จัดโควตา 20,000 คัน/สิทธิ (17 เม.ย. 2569)

🚗รถเก่าแลกรถใหม่มาแน่! “สรรพสามิต” แย้มเกณฑ์จัดโควตา 20,000 คัน/สิทธิ (17 เม.ย. 2569)

บอกลาคันเก่า! “สรรพสามิต” แย้มเกณฑ์มาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” จัดโควตา 10,000-20,000 คัน/สิทธิ
ใครมาก่อนได้ก่อน “รัฐบาล” อัดงบฯ ตรง “ค่ายรถ” หน้าโชว์รูม หั่นราคาขายให้ “ผู้ซื้อ” ย้ำชัดไม่ลดภาษีเพิ่ม ชี้ราคาเดิมถูกอยู่แล้ว




ตามที่ กระทรวงการคลัง เตรียมดันมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว
โดยมีเป้าหมายลดการใช้น้ำมันและลดมลพิษ มาตรการนี้จะเน้นให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่เลือกซื้อรถยนต์ Hybrid (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปพร้อมกัน

วันนี้ (17 เม.ย.69) แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดว่า ขณะนี้ทางกรมฯ
กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้างมาตรการและกำหนดเงื่อนไขการให้เงินอุดหนุนอย่างละเอียด
ตามที่ได้รับมอบหมายนโยบายมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยยึดเกณฑ์การพิจารณาหลัก 2 ด้าน คือ

1. ต้องเป็นรถยนต์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตปัจจุบัน
ที่จัดเก็บตามอัตราการปล่อยมลพิษ และ
2. ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการปกป้องและส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์
ในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

🚗เร่งหาข้อสรุปเกณฑ์ “รถกระบะ-การจัดการซาก”

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับโจทย์สำคัญที่กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในขณะนี้
คือการกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะนำมาเข้าเกณฑ์รับสิทธิ์อุดหนุน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเก่า
ไปสู่เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงกลุ่ม “รถกระบะ”
ซึ่งเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์หลักของประเทศด้วยหรือไม่

รวมไปถึงการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ซึ่งต้องมีความรัดกุมและเป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบย้อนกลับจากการจัดการขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกวิธี

นำร่องเฟสแรก 10,000-20,000 คัน

ในส่วนของรูปแบบการดำเนินงาน มาตรการนี้จะมีลักษณะเป็น “โครงการปลายเปิด” ที่แบ่งการดำเนินงานออกเป็นหลายระยะ
โดยจะเปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ในรูปแบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” (First come, first served)
เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะจำกัดโควตานำร่องในช่วงแรกไว้ที่ประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คัน ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ขนาดสเกลของโครงการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับกรอบวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดสรรให้เป็นหลัก

สำหรับกลไกการให้ความช่วยช่วยเหลือนั้น กรมฯ จะใช้วิธีการจ่ายเงินอุดหนุนตรงไปยังผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ
เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปทอนเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง
ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงรถยนต์ใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น

ยันไม่ลดภาษีเพิ่ม ชี้อัตราเดิมต่ำอยู่แล้ว

แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตระบุว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพิ่มเติมจากเดิม
เนื่องจากโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 นั้น ได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ไว้ในระดับที่ต่ำมากอยู่แล้ว

หากย้อนกลับไปดูสถิติการดำเนินนโยบายสนับสนุนภาคยานยนต์ที่ผ่านมา พบว่ารัฐบาลมีการอัดฉีดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
โดยมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5 กรมฯ ได้จ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการที่ลงนาม MOU ไปแล้ว
รวมทั้งสิ้น 134,000 คัน คิดเป็นวงเงินกว่า 19,000 ล้านบาท

โดยปัจจุบันมาตรการ EV 3.5 (เงินอุดหนุนสูงสุด 1 แสนบาท) ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา
ส่วนมาตรการ EV 3.0 ที่ให้เงินอุดหนุนสูงสุด 50,000 บาทต่อคัน จะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570
เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยต่อไป

**ที่มา

📌เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไร
❎ร่วมแสดงความคิดเห็น หรือ คอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่