ถอดรหัส "นอร์เวย์" ประเทศแรกที่ถอยจากรถน้ำมันสำเร็จ

จากกระทู้ก่อนที่ผมตั้งเรื่องแผนด้าน EV ของอังกฤษไปแล้ว https://pantip.com/topic/44129074 คราวนี้เราลองหันมาดูอีกประเทศที่ประสบคามสำเร็จอย่างประเทศ "นอร์เวย์" กันบ้างครับ
          ถ้าใครตามข่าวจะรู้ว่า นอร์เวย์คือประเทศเดียวในโลกที่ประกาศกร้าวว่าจะแบนการขายรถน้ำมันใหม่ภายใน ปี 2025 ซึ่งก็คือตัดภาพมาที่ปัจจุบัน พวกเขาทำสำเร็จแบบไร้รอยต่อ ตัวเลขล่าสุด ยอดขายรถใหม่ป้ายแดงในนอร์เวย์กลายเป็นรถ EV ไปแล้วเกือบ 98% (รถน้ำมันและไฮบริดเหลือรวมกันไม่ถึง 2% กลายเป็นของโบราณในโชว์รูมไปเรียบร้อย)
          คำถามคือ “นอร์เวย์เค้าทำยังไง ทำไมคนของเขาไม่ประท้วง ค่ายรถไม่เจ๊งเหมือนฝั่งอังกฤษ? แล้วประเทศไทยเราจะหยิบมุมไหนมาปรับใช้กับแผน ของเราได้บ้าง?” วันนี้ผมขอมาแกะสูตรความสำเร็จให้ฟังครับ

เจาะกลยุทธ์นอร์เวย์ เค้าไม่ได้ "บังคับให้รัก" แต่เค้าบีบจน "รถน้ำมันอยู่ไม่ได้"
          หลายคนเข้าใจผิดว่านอร์เวย์ออกกฎหมายไล่จับคนขับรถน้ำมัน... เปล่าเลยครับ เค้าใช้ยุทธศาสตร์สไตล์ทุนนิยมที่เรียกว่า "Polluter Pays" (ใครก่อมลพิษ คนนั้นจ่าย) โดยใช้ภาษีเป็นอาวุธหนัก
ทำให้รถน้ำมันแพงเกินเหตุ นอร์เวย์ตั้งภาษีนำเข้า ภาษีมลพิษ และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของรถน้ำมันไว้โหดมาก สมมติว่ารถน้ำมันราคาคันละ 1.5 ล้านบาท พอเจอภาษีซัดเข้าไปกลายเป็น 2.5 ล้านบาททันที!
อุ้มราคา EV ให้ถูกกว่า ในทางกลับกัน รัฐบาลยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีทะเบียนให้รถ EV จนเกือบหมด ทำให้ราคาขายหน้าร้านของรถ EV (เช่น Tesla Model Y หรือแบรนด์จีนต่าง ๆ) ถูกกว่ารถน้ำมันในเซกเมนต์เดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์ คือ คนนอร์เวย์ซื้อ EV ไม่ใช่เพราะพวกเขารักโลกมากกว่าคนอังกฤษครับ แต่เป็นเพราะ "มันคุ้มเงินในกระเป๋ามากกว่าชัดๆ" ตรรกะง่ายๆ คือถ้าเดินเข้าโชว์รูมแล้วรถไฟฟ้าดีๆ คันนึงถูกกว่ารถน้ำมันครึ่งล้าน เป็นใครก็จิ้ม EV ครับ
          นอกจากนี้ เค้ายังมีสิทธิประโยชน์หน้างาน เช่น ค่าทางด่วนลด 50% ขึ้นเรือเฟอร์รี่ฟรี จอดรถสาธารณะฟรี และยอมให้รถ EV วิ่งเลนรถเมล์ได้ในช่วงที่จราจรติดขัด สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้ EV ในชีวิตประจำวันมัน "สบายกว่า" อย่างเห็นได้ชัด

หันกลับมามองประเทศไทย เราจะลอกการบ้านนอร์เวย์ตรงๆ ได้ไหม?
          คำตอบคือ "ไม่ได้ทั้งหมดครับ" และถ้าฝืนลอกตรงๆ พังแน่นอน เพราะโครงสร้างประเทศเราต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นอร์เวย์ไม่มีโรงงานผลิตรถยนต์ของตัวเอง เค้าเป็นประเทศผู้นำเข้า 100% แถมเป็นประเทศที่รวยจากการส่งออกน้ำมัน (ฟังดูย้อนแย้งแต่วิธีนี้ทำให้เค้ามีเงินกองทุนระดับชาติมาอุดหนุนนโยบายนี้ได้สบายๆ) ยอดขายรถในประเทศเค้าก็แค่หลักแสนคันต่อปี
ประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตใหญ่" ยอดผลิตรถยนต์บ้านเราปีละเกือบ 2 ล้านคัน มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ มีแรงงานไทยในอุตสาหกรรมนี้เป็นล้านชีวิต ถ้าไทยหักดิบตั้งภาษีทุบรถน้ำมันแบบนอร์เวย์ โรงงานปิด คนตกงานระนาวแน่นอน

3 แนวทางที่ไทยควร "ประยุกต์" จากนอร์เวย์ เพื่อให้แผน 30@30 รอดจริง
          แม้จะลอกมาทั้งหมดไม่ได้ แต่ผมมองว่าไทยสามารถดึง 3 ไอเดียนี้มาปรับใช้ให้เข้ากับบ้านเราได้ครับ
1) เปลี่ยนจาก "แจกเงินส่วนลด" เป็น "ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามค่า CO2"
          ปัจจุบันมาตรการ EV 3.5 ของไทยใช้เงินงบภาษีประชาชนไปจ่าย "เงินอุดหนุน" (Subsidy) เพื่อลดราคารถ EV ซึ่งวิธีนี้ระยะยาวรัฐจะถังแตก (เหมือนที่เยอรมนีเจอปัญหาจนต้องยกเลิกเงินอุดหนุนไป)
แนวทางปรับใช้ ไทยควรหันมาเล่นเกมภาษีแบบนอร์เวย์ แต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป คือตั้งเกณฑ์ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่โดยคิดตามการปล่อยก๊าซ CO2 จริงๆ รถน้ำมันหรือไฮบริดค่ายไหนที่ลดมลพิษได้เก่งก็เสียภาษีต่ำ ส่วนรถที่ปล่อยคาร์บอนสูงก็ต้องจ่ายแพงขึ้น เพื่อให้กลไกตลาดมันบีบให้ราคา EV และรถรักษ์โลกถูกลงด้วยตัวมันเอง โดยที่รัฐไม่ต้องควักเนื้อจ่ายเงินอุดหนุน
2) นโยบายต้อง "นิ่งและคาดเดาได้" คือหัวใจหลัก
          สิ่งที่นักลงทุนและค่ายรถยนต์ชื่นชมนอร์เวย์ที่สุดคือ รัฐบาลเค้าไม่เคยกลับคำพูด ไม่ว่าจะเปลี่ยนขั้วการเมืองกี่รอบ แผนภาษี EV จะถูกประกาศล่วงหน้า 5-10 ปี ค่ายรถและประชาชนจึงวางแผนชีวิตถูก
แนวทางปรับใช้ ไทยเราชอบมีปัญหานโยบายเปลี่ยนตามหน้ารัฐมนตรี บอร์ด EV ชาติต้องเคาะ Roadmap ระยะยาวให้เคลียร์เลยว่า มาตรการสิทธิประโยชน์ภาษีจะหมดอายุปีไหน และเฟสต่อไปจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ค่ายรถยนต์ (ทั้งฝั่งญี่ปุ่นที่ทำไฮบริด และฝั่งจีนที่ทำ EV) กล้าลงเงินเซ็ตระบบโรงงานในไทยยาวๆ ไม่ต้องนั่งระแวงว่าปีหน้ากฎหมายจะเปลี่ยนอีกไหม
3) เลิกโฟกัสแค่ "รถเก๋ง" แล้วหันไปบีบ "รถขนส่งและรถสาธารณะ" ก่อน
          นอร์เวย์เริ่มต้นปูพรมระบบขนส่งมวลชน รถบัส และรถแท็กซี่ให้เป็นไฟฟ้าก่อน เพื่อสร้างปริมาณการใช้งาน (Mass) ให้คุ้มค่ากับการลงทุนสถานีชาร์จและระบบสายส่งไฟฟ้า (Power Grid)
แนวทางปรับใช้ ในเมืองไทย รถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีสัดส่วนการวิ่งต่อวันน้อยกว่ารถขนส่งมวลชนเยอะมาก รัฐบาลไทยควรหักดิบเปลี่ยน รถเมล์ ขสมก., รถตู้สาธารณะ, แท็กซี่ รวมถึงรถบรรทุกขนส่งสินค้า (Logistics) ให้เป็นไฟฟ้า 100% ให้ได้ก่อนกลุ่มรถบ้าน เพราะกลุ่มนี้วิ่งตลอด 24 ชม. ปล่อยมลพิษสูงกว่า และเมื่อจุดชาร์จของกลุ่มนี้แพร่หลาย โครงข่ายไฟฟ้าพร้อม รถบ้านก็จะเปลี่ยนตามมาเองโดยธรรมชาติ

สรุป
          บทเรียนจากนอร์เวย์บอกเราว่า "กลไกราคาและความสะดวกสบายในการใช้งานจริง" คือสิ่งเดียวที่จะดึงคนให้เปลี่ยนใจได้สำเร็จ ไม่ใช่การป่าวประกาศสั่งแบนแบบหักดิบสไตล์ยุโรป/อังกฤษ
          แผนของไทยเราเดินมาถูกทางในแง่ของการยืดหยุ่นและการดึงฐานการผลิต แต่สิ่งที่เราต้องเติมคือการทำโครงสร้างพื้นฐาน (Grid) ให้พร้อม และการปรับระบบภาษีให้สะท้อนมลพิษจริง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้ "ยั่งยืน" และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่