ยอดสะสม EV ทะลุ 4.4 แสนคัน (เม.ย. 2569) โตขนาดนี้ นโยบายรัฐมาถูกทางหรือไม่?

พอดีเห็นข้อมูลสรุปยอดจดทะเบียนสะสมรถ BEV 100% ของบ้านเรา (ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ล่าสุด เม.ย. 2569⁠) ตัวเลขมันพุ่งแรงมากครับ จากหลักพันคันเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนนี้ลากยาวไปถึง 447,398 คัน แล้ว
          ในฐานะคนชอบตามเรื่องนโยบายและทิศทางยานยนต์ วันนี้อยากชวนมาวิเคราะห์กันแบบเนื้อๆ มองความจริงทั้งสองด้าน ทั้งส่วนที่นโยบายของรัฐประสบความสำเร็จ และส่วนที่ระบบนิเวศหน้างานยังวิ่งตามไม่ทัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาด EV ไทยในปัจจุบันกันครับ

มุมสำเร็จของรัฐ ดึงราคาลงมาให้จับต้องได้และจุดกระแสติด
          ถ้ามองในแง่การกระตุ้นตัวเลขและการสร้าง Market Adoption นโยบาย EV 3.0 และต่อเนื่องมาถึง EV 3.5 ถือว่าทำหน้าที่ของมันได้ดีมากในการทลายกำแพงความกลัวของผู้บริโภค
 ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นเพราะภาษีช่วย โดยรุ่นฮิตที่วิ่งกันเกลื่อนเมืองในภาพ ทั้ง BYD Dolphin, Atto 3, MG4, Ora Good Cat และ Neta V ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่มันทำยอดขายได้ถล่มทลาย ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการอุดหนุนภาษีและเงินส่วนลดจากภาครัฐ บีบให้ราคาลงมาอยู่ในระดับที่ชนกับรถน้ำมันในเซกเมนต์เดียวกันได้
 กลายเป็นรถกระแสหลัก (Mass) จากที่ก่อนปี 2565 รถไฟฟ้าถูกมองว่าเป็นแค่รถเฉพาะกลุ่มหรือของเล่นคนรวย แต่ตัวเลขเกือบ 4.5 แสนคันในวันนี้พิสูจน์แล้วว่า มันได้กลายมาเป็นตัวเลือกหลักในการซื้อรถบ้านของคนไทยยุคนี้ไปแล้ว

มุมความท้าทาย ระบบนิเวศรอบข้างที่ยังวิ่งตามยอดขายไม่ทัน
          อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่โตแบบก้าวกระโดดนำหน้าทุกอย่างไปไกล มันได้ทิ้งโจทย์ยากๆ เอาไว้ในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ EV ไทย ซึ่งเป็นจุดที่ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรีบขยับตัวเข้ามาปรับปรุง
1. สถานีชาร์จ (DC Fast Charger) ขยายตัวจริง แต่ยังไม่สมดุลกับปริมาณรถ
จากข้อมูลในภาพ เฉพาะเดือน เม.ย. 2569 มีรถใหม่จดทะเบียนเพิ่มขึ้นเดือนเดียวถึง 26,498 คัน รถใหม่ลงถนนวันละเฉียดพันคัน แต่ตู้ชาร์จสาธารณะไม่ได้โตทันในสัดส่วนเดียวกัน แม้ในเมืองใหญ่จะหาตู้ชาร์จง่ายขึ้น แต่ในเส้นทางต่างจังหวัดหรือในช่วงเทศกาล การต่อคิวแย่งตู้ หรือปัญหาตู้เสียและชาร์จหลุด ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานจริงต้องวางแผนและเผชิญอยู่
2. กลไกสงครามราคา (Price War) ที่กระทบโครงสร้างตลาดระยะยาว
          การหั่นราคากันอย่างรุนแรงของค่ายรถในช่วงที่ผ่านมา แม้จะทำให้ผู้บริโภครายใหม่ได้ของถูก แต่ข้อเสียคือมันส่งผลกระทบต่อราคาขายต่อ (Resale Value) อย่างรุนแรง และลามไปถึงปัญหาวิกฤตประกันภัยรถ EV ที่หลายบริษัทเริ่มปรับตัวด้วยการขึ้นเบี้ยประกันหรือเข้มงวดในการรับทำประกันมากขึ้น เนื่องจากมูลค่าและความเสี่ยงของตัวรถยังมีความผันผวนสูง ซึ่งจุดนี้รัฐยังไม่มีมาตรการเข้ามาช่วยกำกับดูแลอย่างชัดเจน
3. ความพร้อมของบุคลากรและระบบหลังการขาย
          เมื่อปริมาณรถบนท้องถนนเพิ่มขึ้น อัตราการเกิดอุบัติเหตุหรือรถเสียก็เพิ่มขึ้นตามเงาตามตัว ปัจจุบันเรายังคงเห็นปัญหาคลาสสิกอย่างการรออะไหล่ตัวถังเป็นเวลานาน รวมถึงการขาดแคลนช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าแรงสูงนอกศูนย์บริการ ทำให้การประเมินซ่อมแซมมักจบลงด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนยกแพง (เช่น แบตเตอรี่) แทนที่จะเป็นการซ่อมเฉพาะจุด ซึ่งรัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันสถาบันอาชีวะเพื่อผลิตแรงงานกลุ่มนี้ให้ทันความต้องการของตลาด

สรุปมุมมอง ก้าวต่อไปของ EV ไทย
          ถ้ามองภาพรวม นโยบายสนับสนุน EV ของไทยในเฟสแรก ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการ "จุดกระแสและปั๊มตัวเลขยอดจดทะเบียนสะสม" ให้มาถึงเกือบ 4.5 แสนคันตามที่เห็นในภาพ แต่สิ่งที่รัฐบาลยังทำได้ไม่ดีนักคือ "มาตรการตั้งรับเชิงรุก" เพื่อรองรับระบบนิเวศหลังการขายที่เติบโตไม่ทันตัวรถ
          หลังจากนี้ ตลาด EV ในไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วง "พิสูจน์ความจริง" ซึ่งตัวตัดสินว่าจะไปต่อได้ราบรื่นหรือจะเกิดอาการสะดุด ไม่ได้อยู่ที่ตัวรถหรือค่ายรถแล้ว แต่อยู่ที่ความจริงจังของภาครัฐในการแก้คอขวด 3 เรื่องหลัก
1. การควบคุมกลไกราคาและการเข้ามาดูแลเสถียรภาพของค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
2. การปลดล็อกเงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อเร่งขยายสถานีชาร์จสาธารณะให้กระจายตัวอย่างสมดุล
3. การผลักดันให้โรงงานผลิตชดเชยในประเทศสามารถขยับขยายไปสู่การเป็นฐานส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม
         หากภาครัฐปรับเปลี่ยนโฟกัสจากการนั่งนับยอดจดทะเบียนรายเดือน มาเป็นการขันน็อตระบบนิเวศรอบข้างเหล่านี้ให้แข็งแรงได้ ตัวเลข 447,398 คันนี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนจริงๆ ครับ

ปล.ขอขอบคุณเจ้าของรูปอินโฟกราฟิกด้วยครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่