ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ เราเห็นกระแส EV ในไทยบูมมาก ค่ายรถยนต์จีนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนปักหมุดสร้างโรงงานในบ้านเราเต็มไปหมด มองเผินๆ เหมือนว่าไทยเรากำลังจะรักษาตำแหน่ง "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เอาไว้ได้ใช่ไหมครับ?
แต่เมื่อมองตัวเลขและโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้มาตลอด ผมกลับเห็น "คลื่นใต้น้ำ" ลูกใหญ่ที่กำลังจะซัดเข้าใส่หัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย... นั่นคือ ชะตากรรมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (Local Suppliers) ที่กำลังถูก Disrupt อย่างรุนแรง
วันนี้เลยอยากมาชวนทุกท่านมองภาพใหญ่กันหน่อยครับ
ปฏิเสธไม่ได้แล้ว เพราะโลก "บังคับ" ให้เราต้องเปลี่ยนเป็น EV
ก่อนจะไปดูผลกระทบ ผมอยากชวนตั้งสติและยอมรับความจริงข้อหนึ่งร่วมกันก่อนครับ บางคนอาจจะคิดว่า "ก็ไม่ต้องรีบเปลี่ยนสิ รถน้ำมัน รถไฮบริด (HEV) หรือรถกระบะดีเซลแบบเดิมๆ บ้านเรายังขายได้อยู่ จะดิ้นรนไปหา EV ทำไม?"
แต่ในความเป็นจริง... ประเทศไทยไม่มีสิทธิ์เลือกครับ!
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่รอดได้ด้วย "การส่งออก" เราผลิตรถปีละเกือบ 2 ล้านคัน แต่ส่งออกไปต่างประเทศเกินครึ่ง วันนี้ประเทศคู่ค้าหลักของเราทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ในอาเซียนด้วยกันเอง ต่างประกาศแผนโรดแมป Net Zero และเริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางของทุนโลกและค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทุกค่ายมุ่งหน้าไปที่ "ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)" ช้าเร็วก็ต้องไปถึงจุดนั้น
ถ้าไทยเราดื้อแพ่งจะอยู่กับเทคโนโลยีเดิม วันหนึ่งที่ตลาดโลกไม่ซื้อรถน้ำมันแล้ว โรงงานในไทยทั้งหมดก็จะกลายเป็น "อนุสาวรีย์เทคโนโลยีเก่า" ที่ไร้มูลค่าทันที
ดังนั้น คำถามของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่คำถามที่ว่า "จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน?" แต่เป็นคำถามที่คอขาดบาดตายกว่านั้นคือ "ในเมื่อต้องเปลี่ยนแน่ๆ ซัพพลายเออร์ไทยจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้รอดชีวิต?"
ความจริงที่เจ็บปวด มีเกณฑ์ Local Content บังคับ... แต่ทำไมซัพพลายเออร์ไทยยังตายสนิท?
หลายคนอาจจะแย้งต่อว่า "เห้ย! แต่รัฐบาลเขามีข้อบังคับมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ไม่ใช่เหรอ? ที่ค่ายรถต้องผลิตชดเชยในประเทศ และต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ไม่ต่ำกว่า 40% เพื่อแลกกับภาษีและเงินอุดหนุน ยังไงโรงงานไทยก็ต้องได้งานดิ!"
ใช่ครับ กฎหมายเขียนไว้แบบนั้น แต่ในภาคปฏิบัติจริง มันคือหนังคนละม้วนเลยครับ!
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาป (ICE) ถึงเกือบ 2 ใน 3 (ลดจากประมาณ 30,000 ชิ้น เหลือเพียงไม่กี่พันชิ้น) และชิ้นส่วนหัวใจหลักที่มีมูลค่าสูง (High Value) อย่าง แบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า หรือระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Inverter) ค่ายรถไม่ได้เดินมาจ้างโรงงานคนไทยผลิตครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้คือ ค่ายรถจีนเขา "ยกหอบรรจุภัณฑ์ซัพพลายเชนของตัวเอง" มาจากประเทศจีนเลย บริษัทจีนระดับ Tier 1 ตามมาปักหมุดสร้างโรงงานแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าอยู่รอบๆ โรงงานประกอบในไทย เม็ดเงิน 40% ตามเกณฑ์ Local Content จึงหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่ม "ทุนจีน-ซัพพลายเออร์จีน" ด้วยกันเอง เพื่อตอบโจทย์ทางกฎหมาย
แล้วโรงงานคนไทยแท้ๆ ได้ทำอะไร? เราได้ทำชิ้นส่วนมูลค่าต่ำ (Low Value) ที่เน้นความใหญ่และหนัก ขนส่งจากต่างประเทศไม่คุ้ม เช่น ยางรถยนต์ กระจก เบาะนั่ง หรือชิ้นส่วนพลาสติกฉีดขึ้นรูปบางชิ้น ส่วนโรงงานไทยส่วนใหญ่ที่เคยเก่งเรื่องท่อไอเสีย, ถังน้ำมัน, ฝาสูบ, ระบบเกียร์ หรือเพลาขับ กลายเป็นคนไม่มีงานทำและไม่ได้อานิสงส์จากเกณฑ์ 40% นี้เลย
เมื่อ "รถกระบะ Product Champion" กำลังเพลี่ยงพล้ำ
จุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของยานยนต์ไทยมาตลอด 30 ปีไม่ใช่รถเก๋ง แต่คือ "รถกระบะ 1 ตัน" ที่เราผลิตและส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แข็งแกร่งจนค่ายรถญี่ปุ่นสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับโรงงานไทยจนหยั่งรากลึก มี Local Content ที่เป็นของคนไทยจริงๆ สูงถึง 80-90% แต่ปัจจุบัน สมรภูมิโลกเปลี่ยนไปแล้ว
มาตรการกีดกันทางการค้าคาร์บอนต่ำ (เช่น CBAM ของยุโรป) กำลังบีบให้ตลาดส่งออกต้องใช้รถที่ปล่อยมลพิษต่ำลง
ตลาดในประเทศหดตัว ยอดขายรถกระบะในไทยร่วงลงอย่างน่าใจหายจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด
เทคโนโลยี EV ในรถกระบะยังไม่ตอบโจทย์เท่ารถเก๋ง ทั้งเรื่องระยะทางและการบรรทุกหนัก ทำให้การเปลี่ยนผ่านในกลุ่มกระบะทำได้ช้ากว่ารถเก๋งมาก แต่ถ้าเราช้าเกินไป ซัพพลายเชนกระบะที่เคยอุ้มชูเศรษฐกิจไทยอาจจะพังทลายลงก่อนการเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จ
เมื่อแชมป์โลกของเรากำลังโดนท้าทาย โรงงาน OEM และ SME ไทยระดับ Tier 2, Tier 3 ที่เคยพึ่งพายอดผลิตรถกระบะและรถสันดาปนับล้านคันต่อปี ตอนนี้กำลังเผชิญภาวะ "ยอดขายตกฮวบ" บางรายต้องลดวันทำงาน หรือปิดตัวลงเงียบๆ
มองอนาคต 5 ปีข้างหน้า ถ้ารัฐบาลไม่รีบยื่นมือมาช่วย เศรษฐกิจยานยนต์ไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร?
หากเราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองโดยไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่ชัดเจนและทำได้จริง ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ชี้ไปในทางเดียวกันว่า เราอาจต้องเจอกับภาพเหล่านี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า
วิกฤตแรงงานตกงานสะพัด แรงงานในภาคยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยที่มีอยู่กว่า 700,000 คน อาจหายไปเกินครึ่ง โดยเฉพาะแรงงานทักษะเครื่องกลเดิมที่ไม่สามารถ Re-skill ไปสู่อิเล็กทรอนิกส์หรือซอฟต์แวร์ได้
การล่มสลายของ SME ไทย โรงงานคนไทย (Tier 2-3) จะล้มละลายหรือต้องเปลี่ยนไปทำอุตสาหกรรมอื่น ส่วนโรงงานที่อยู่รอดจะเป็นทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เท่านั้น เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากจะหายไปมหาศาล
ไทยเป็นแค่ "โรงงานรับจ้างประกอบ" (Screwdriver Industry) เราจะนำเข้าชิ้นส่วนมูลค่าสูงจากต่างประเทศเข้ามาขันน็อตประกอบในไทย กำไรส่วนใหญ่ส่งกลับประเทศแม่ เหลือทิ้งไว้เพียงค่าแรงขั้นต่ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศ
ทางรอดของห่วงโซ่อุปทานไทยอยู่ตรงไหน?
ผมคิดว่าภาครัฐไม่ควรมุ่งเน้นแค่การตั้งตัวเลข % Local Content ลอยๆ แต่ต้องลงรายละเอียดไปถึง "การส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทสัญชาติไทย (Homegrown Suppliers)" และมีมาตรการฝั่งผู้ผลิตไทย (Supply side) อย่างจริงจังได้แล้ว เช่น
ปรับปรุงเกณฑ์มาตรการสนับสนุน (ในอนาคต) ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่ม หากค่ายรถเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานสัญชาติไทยโดยตรง เพื่อบังคับให้เกิดการจ้างงานในประเทศจริงๆ
สร้างระบบจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่มีสภาพบังคับ จูงใจให้ค่ายรถใหม่ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) หรือร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทไทยเดิม เพื่อดึงคนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกให้ได้
Matching Fund / Tax Incentive ช่วยโรงงานชิ้นส่วนเดิมปรับปรุงไลน์ผลิต ไปทำชิ้นส่วน EV ที่ยังต้องการทักษะเชิงกล (เช่น ระบบช่วงล่าง, ตัวถังน้ำหนักเบา, ระบบปรับอากาศ) หรือเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนสถานีชาร์จ, แบตเตอรี่จัดเก็บพลังงาน (ESS) หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และรางรถไฟ
จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงานยานยนต์ เพื่อ Re-skill และ Up-skill แรงงานเครื่องกลเดิมให้กลายเป็นช่างเทคนิค EV หรือผู้เชี่ยวชาญระบบอัตโนมัติ (Automation)
ทุกท่านมองประเด็นนี้อย่างไรกันบ้างครับ? ค่ายรถจีนที่เข้ามาจะช่วยดึงซัพพลายเออร์ไทยเข้าไปอยู่ในระบบของเขาได้จริงไหม? หรือสุดท้ายแล้วอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่เคยเป็นความภูมิใจ กำลังจะกลายเป็นอดีตเพราะเราปรับตัวไม่ทันเกมของทุนใหญ่?
เมื่อยานยนต์ไทยกำลังโดนท้าทาย อุตสาหกรรมไทยจะปรับตัวทันไหมในสมรภูมิคาร์บอนต่ำ?
แต่เมื่อมองตัวเลขและโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้มาตลอด ผมกลับเห็น "คลื่นใต้น้ำ" ลูกใหญ่ที่กำลังจะซัดเข้าใส่หัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย... นั่นคือ ชะตากรรมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (Local Suppliers) ที่กำลังถูก Disrupt อย่างรุนแรง
วันนี้เลยอยากมาชวนทุกท่านมองภาพใหญ่กันหน่อยครับ
ปฏิเสธไม่ได้แล้ว เพราะโลก "บังคับ" ให้เราต้องเปลี่ยนเป็น EV
ก่อนจะไปดูผลกระทบ ผมอยากชวนตั้งสติและยอมรับความจริงข้อหนึ่งร่วมกันก่อนครับ บางคนอาจจะคิดว่า "ก็ไม่ต้องรีบเปลี่ยนสิ รถน้ำมัน รถไฮบริด (HEV) หรือรถกระบะดีเซลแบบเดิมๆ บ้านเรายังขายได้อยู่ จะดิ้นรนไปหา EV ทำไม?"
แต่ในความเป็นจริง... ประเทศไทยไม่มีสิทธิ์เลือกครับ!
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่รอดได้ด้วย "การส่งออก" เราผลิตรถปีละเกือบ 2 ล้านคัน แต่ส่งออกไปต่างประเทศเกินครึ่ง วันนี้ประเทศคู่ค้าหลักของเราทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ในอาเซียนด้วยกันเอง ต่างประกาศแผนโรดแมป Net Zero และเริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางของทุนโลกและค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทุกค่ายมุ่งหน้าไปที่ "ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)" ช้าเร็วก็ต้องไปถึงจุดนั้น
ถ้าไทยเราดื้อแพ่งจะอยู่กับเทคโนโลยีเดิม วันหนึ่งที่ตลาดโลกไม่ซื้อรถน้ำมันแล้ว โรงงานในไทยทั้งหมดก็จะกลายเป็น "อนุสาวรีย์เทคโนโลยีเก่า" ที่ไร้มูลค่าทันที
ดังนั้น คำถามของประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่คำถามที่ว่า "จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน?" แต่เป็นคำถามที่คอขาดบาดตายกว่านั้นคือ "ในเมื่อต้องเปลี่ยนแน่ๆ ซัพพลายเออร์ไทยจะเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้รอดชีวิต?"
ความจริงที่เจ็บปวด มีเกณฑ์ Local Content บังคับ... แต่ทำไมซัพพลายเออร์ไทยยังตายสนิท?
หลายคนอาจจะแย้งต่อว่า "เห้ย! แต่รัฐบาลเขามีข้อบังคับมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ไม่ใช่เหรอ? ที่ค่ายรถต้องผลิตชดเชยในประเทศ และต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ไม่ต่ำกว่า 40% เพื่อแลกกับภาษีและเงินอุดหนุน ยังไงโรงงานไทยก็ต้องได้งานดิ!"
ใช่ครับ กฎหมายเขียนไว้แบบนั้น แต่ในภาคปฏิบัติจริง มันคือหนังคนละม้วนเลยครับ!
รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีชิ้นส่วนน้อยกว่ารถยนต์สันดาป (ICE) ถึงเกือบ 2 ใน 3 (ลดจากประมาณ 30,000 ชิ้น เหลือเพียงไม่กี่พันชิ้น) และชิ้นส่วนหัวใจหลักที่มีมูลค่าสูง (High Value) อย่าง แบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า หรือระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Inverter) ค่ายรถไม่ได้เดินมาจ้างโรงงานคนไทยผลิตครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้คือ ค่ายรถจีนเขา "ยกหอบรรจุภัณฑ์ซัพพลายเชนของตัวเอง" มาจากประเทศจีนเลย บริษัทจีนระดับ Tier 1 ตามมาปักหมุดสร้างโรงงานแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าอยู่รอบๆ โรงงานประกอบในไทย เม็ดเงิน 40% ตามเกณฑ์ Local Content จึงหมุนเวียนอยู่แค่ในกลุ่ม "ทุนจีน-ซัพพลายเออร์จีน" ด้วยกันเอง เพื่อตอบโจทย์ทางกฎหมาย
แล้วโรงงานคนไทยแท้ๆ ได้ทำอะไร? เราได้ทำชิ้นส่วนมูลค่าต่ำ (Low Value) ที่เน้นความใหญ่และหนัก ขนส่งจากต่างประเทศไม่คุ้ม เช่น ยางรถยนต์ กระจก เบาะนั่ง หรือชิ้นส่วนพลาสติกฉีดขึ้นรูปบางชิ้น ส่วนโรงงานไทยส่วนใหญ่ที่เคยเก่งเรื่องท่อไอเสีย, ถังน้ำมัน, ฝาสูบ, ระบบเกียร์ หรือเพลาขับ กลายเป็นคนไม่มีงานทำและไม่ได้อานิสงส์จากเกณฑ์ 40% นี้เลย
เมื่อ "รถกระบะ Product Champion" กำลังเพลี่ยงพล้ำ
จุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของยานยนต์ไทยมาตลอด 30 ปีไม่ใช่รถเก๋ง แต่คือ "รถกระบะ 1 ตัน" ที่เราผลิตและส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แข็งแกร่งจนค่ายรถญี่ปุ่นสร้างห่วงโซ่อุปทานร่วมกับโรงงานไทยจนหยั่งรากลึก มี Local Content ที่เป็นของคนไทยจริงๆ สูงถึง 80-90% แต่ปัจจุบัน สมรภูมิโลกเปลี่ยนไปแล้ว
มาตรการกีดกันทางการค้าคาร์บอนต่ำ (เช่น CBAM ของยุโรป) กำลังบีบให้ตลาดส่งออกต้องใช้รถที่ปล่อยมลพิษต่ำลง
ตลาดในประเทศหดตัว ยอดขายรถกระบะในไทยร่วงลงอย่างน่าใจหายจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด
เทคโนโลยี EV ในรถกระบะยังไม่ตอบโจทย์เท่ารถเก๋ง ทั้งเรื่องระยะทางและการบรรทุกหนัก ทำให้การเปลี่ยนผ่านในกลุ่มกระบะทำได้ช้ากว่ารถเก๋งมาก แต่ถ้าเราช้าเกินไป ซัพพลายเชนกระบะที่เคยอุ้มชูเศรษฐกิจไทยอาจจะพังทลายลงก่อนการเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จ
เมื่อแชมป์โลกของเรากำลังโดนท้าทาย โรงงาน OEM และ SME ไทยระดับ Tier 2, Tier 3 ที่เคยพึ่งพายอดผลิตรถกระบะและรถสันดาปนับล้านคันต่อปี ตอนนี้กำลังเผชิญภาวะ "ยอดขายตกฮวบ" บางรายต้องลดวันทำงาน หรือปิดตัวลงเงียบๆ
มองอนาคต 5 ปีข้างหน้า ถ้ารัฐบาลไม่รีบยื่นมือมาช่วย เศรษฐกิจยานยนต์ไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไร?
หากเราปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเองโดยไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่ชัดเจนและทำได้จริง ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ชี้ไปในทางเดียวกันว่า เราอาจต้องเจอกับภาพเหล่านี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า
วิกฤตแรงงานตกงานสะพัด แรงงานในภาคยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยที่มีอยู่กว่า 700,000 คน อาจหายไปเกินครึ่ง โดยเฉพาะแรงงานทักษะเครื่องกลเดิมที่ไม่สามารถ Re-skill ไปสู่อิเล็กทรอนิกส์หรือซอฟต์แวร์ได้
การล่มสลายของ SME ไทย โรงงานคนไทย (Tier 2-3) จะล้มละลายหรือต้องเปลี่ยนไปทำอุตสาหกรรมอื่น ส่วนโรงงานที่อยู่รอดจะเป็นทุนข้ามชาติขนาดใหญ่เท่านั้น เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากจะหายไปมหาศาล
ไทยเป็นแค่ "โรงงานรับจ้างประกอบ" (Screwdriver Industry) เราจะนำเข้าชิ้นส่วนมูลค่าสูงจากต่างประเทศเข้ามาขันน็อตประกอบในไทย กำไรส่วนใหญ่ส่งกลับประเทศแม่ เหลือทิ้งไว้เพียงค่าแรงขั้นต่ำและปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศ
ทางรอดของห่วงโซ่อุปทานไทยอยู่ตรงไหน?
ผมคิดว่าภาครัฐไม่ควรมุ่งเน้นแค่การตั้งตัวเลข % Local Content ลอยๆ แต่ต้องลงรายละเอียดไปถึง "การส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทสัญชาติไทย (Homegrown Suppliers)" และมีมาตรการฝั่งผู้ผลิตไทย (Supply side) อย่างจริงจังได้แล้ว เช่น
ปรับปรุงเกณฑ์มาตรการสนับสนุน (ในอนาคต) ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่ม หากค่ายรถเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานสัญชาติไทยโดยตรง เพื่อบังคับให้เกิดการจ้างงานในประเทศจริงๆ
สร้างระบบจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่มีสภาพบังคับ จูงใจให้ค่ายรถใหม่ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) หรือร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทไทยเดิม เพื่อดึงคนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกให้ได้
Matching Fund / Tax Incentive ช่วยโรงงานชิ้นส่วนเดิมปรับปรุงไลน์ผลิต ไปทำชิ้นส่วน EV ที่ยังต้องการทักษะเชิงกล (เช่น ระบบช่วงล่าง, ตัวถังน้ำหนักเบา, ระบบปรับอากาศ) หรือเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น ชิ้นส่วนสถานีชาร์จ, แบตเตอรี่จัดเก็บพลังงาน (ESS) หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และรางรถไฟ
จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงานยานยนต์ เพื่อ Re-skill และ Up-skill แรงงานเครื่องกลเดิมให้กลายเป็นช่างเทคนิค EV หรือผู้เชี่ยวชาญระบบอัตโนมัติ (Automation)
ทุกท่านมองประเด็นนี้อย่างไรกันบ้างครับ? ค่ายรถจีนที่เข้ามาจะช่วยดึงซัพพลายเออร์ไทยเข้าไปอยู่ในระบบของเขาได้จริงไหม? หรือสุดท้ายแล้วอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่เคยเป็นความภูมิใจ กำลังจะกลายเป็นอดีตเพราะเราปรับตัวไม่ทันเกมของทุนใหญ่?