🚗🚙รถเก่าแลกรถใหม่สะดุด ‘คลัง’ แก้ปมเงื่อนไขมาตรการซับซ้อน (13 พ.ค. 2026)

กระทู้สนทนา
🚗🚙รถเก่าแลกรถใหม่สะดุด ‘คลัง’ แก้ปมเงื่อนไขมาตรการซับซ้อน (13 พ.ค. 2026)

มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เป็นอีก 1 วาระที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบทันที
หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเน้น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 11 เม.ย.2569

สำหรับนโยบาย “โครงการรถเก่าแลกรถใหม่” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านประเทศ (Transition)
ที่รัฐบาลต้องการช่วยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5




1.) เป็นรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องโครงสร้างของกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน
2.) เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริม และพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโต

สำหรับรูปแบบการดำเนินนโยบายจะมีลักษณะเป็นโครงการปลายเปิดที่แบ่งการดำเนินการเป็นหลายระยะ
โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) เบื้องต้นจำกัดโควตานำร่อง 10,000-20,000 คัน
และจำกัดระยะเวลาดำเนินโครงการ ทั้งนี้ สเกลของโครงการขึ้นกับกรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย ว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่อาจติดขัดรายละเอียด
ที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ โดยขณะนี้ยังมีเวลาและได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตไปพิจารณาต่อ

ก่อนหน้านี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่อยู่ระหว่างกรมสรรพสามิต
จัดทำรายละเอียดโครงการ แต่ติดอุปสรรคหลายประเด็น

โดยเฉพาะการประเมินราคารถเก่าที่ทำได้ยาก เนื่องจากรถแต่ละคันมีสภาพและมูลค่าแตกต่างกัน หากกำหนดราคากลาง เช่น 50,000-60,000 บาท
อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ทั้งกรณีตีราคาต่ำเกินไปสำหรับรถสภาพดี หรือสูงเกินไปสำหรับรถที่มีมูลค่าน้อย

นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคในการกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับซากรถ เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่มีการแยกชิ้นส่วนรถทั้งคันอย่างชัดเจนว่าเป็นเศษเหล็ก
หรือชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ทำให้การวางหลักเกณฑ์ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น เศษเหล็ก , แบตเตอรี่ เป็นต้น




แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่จะมีความซับซ้อนมากกว่ามาตรการสนับสนุนการขายรถ
ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ เช่น มาตรการรถคันแรก รวมถึงมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 เพราะมีตัวแปรที่สำคัญอยู่ที่รถเก่าที่ยังมีมูลค่าในตัวรถ
ต้องดูการสนับสนุนภาครัฐมีแรงจูงใจให้คนยอมทิ้งรถเก่ามากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการตีราคาและแนวทางจัดการกับซากรถเก่า

สำหรับเงื่อนไขสำคัญของโครงการรถเก่าแลกรถใหม่อยู่ที่การกำหนดอายุรถยนต์ควรอยู่ที่เท่าใดจึงเหมาะสม ซึ่งไทยมีประชากรรถยนต์จำนวนมาก
และมีปริมาณรถเก่าจำนวนมาก โดยคาดรถอายุมากกว่า 20 ปี มี 2 ล้านคันเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินใกล้เคียงกัน
ซึ่งจะจัดการรถเก่าด้วยการทำลายทิ้งทั้งหมดหรือถอดชิ้นส่วนบางอย่างนำกลับมาใช้ใหม่

นอกจากการกำหนดมาตรการเพื่อให้ประชาชนนำรถเก่ามาแลกรถใหม่แล้ว ภาครัฐยังมีแนวคิดที่จะให้โครงการดังกล่าว
ใช้กับรถสาธารณะด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้กระทรวงคมนาคมจะหารือ
ร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่ง ต่อยอดจากโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่”

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณานำเงินจากวงเงินของ พ.ร.ก.การให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท
เพื่อมาใช้สนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคขนส่งเปลี่ยนผ่านยานยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV)

ขณะนี้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วพบว่ามีแนวทางที่จะสามารถเสนอเป็นทางเลือกให้ผู้ประกอบการเหล่านี้มากกว่าการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่
แต่อาจจะมีการพิจารณาไปถึงการช่วยเหลือผู้ประกอบการเหล่านี้เพื่อซื้อหรือเช่ารถ EV ทั้งในรูปแบบการสนับสนุนเงินดาว์น
การสนับสนุนดอกเบี้ยพิเศษ ไปจนถึงภาครัฐสนับสนุนวงเงินคนละครึ่ง เป็นต้น

“ตอนนี้จะหารือกับกระทรวงการคลังพิจารณารูปแบบช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคขนส่งทั้ง 7 กลุ่ม อาทิ รถแท็กซี่, รถตู้โดยสารประจำทาง,
รถโดยสารประจำทาง, รถสองแถว, รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 คน), รถสามล้อรับจ้าง (ตุ๊กตุ๊ก), รถจักรยานยนต์รับจ้าง
และกลุ่มรถบรรทุกสินค้า"

รวมทั้งกระทรวงคมนาคมต้องการให้ออกมาตรการช่วยเหลือนอกเหนือจากการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่
โดยกลุ่มผู้ประกอบการที่จะเข้าข่ายร่วมโครงการกัน ต้องเป็นผู้ประกออบการที่รถยนต์กำลังจะหมดอายุใบอนุญาต
และต้องเปลี่ยนสู่รถ EV ทั้งหมด

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้รวบรวมรถยนต์ขนส่งสาธารณะที่ใบอนุญาตกำลังจะหมดอายุ 7 หมวดดังกล่าว
มีจำนวนรวมประมาณ 1 แสนคัน โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการกลุ่มเหล่านี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรถยนต์เพื่อนำไปให้บริการประชาชน

ดังนั้น ภาครัฐจะเข้าไปช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการให้เปลี่ยนผ่านรถยนต์ขนส่งสาธารณะเหล่านี้เป็นรถ EV
เบื้องต้นประเมินว่าจะใช้วงเงินอุดหนุนราว 10,000-20,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบกยังเตรียมจัดทำมาตรการลดภาษีล้อเลื่อน (ภาษีรถประจำปี) สำหรับรถจดทะเบียนใหม่ที่เป็นรถ EV
และกลุ่มรถไฮบริด โดยจะลดการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวในสัดส่วน 80% หรืออาจพิจารณาไม่จัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้
เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ EV

“คาดว่ามาตรการเหล่านี้จะจูงใจประชาชน และทำให้มียอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่ในปีนี้มากกว่า 3 แสนคัน
เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มียอดจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 435,630 คัน”



🚗🚙ที่มา :
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่