แพทย์แผนจีน–ตะวันตกอธิบาย กินโมจิ ช่วยลดความรู้สึกปวดปัสสาวะได้จริงมั้ย หลังชาวเน็ตแนะนำทริค ไม่เข้าห้องน้ำระหว่างคอนเสิร์ต
“ไปดูคอนเสิร์ตแล้วกินโมจิ จะช่วยให้ไม่ปวดปัสสาวะ!” ประเด็นนี้กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยแชร์ประสบการณ์ว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องลุกออกจากที่นั่งกลางคอนเสิร์ต
หลายคนเลือกใช้วิธี “กินโมจิ” และพบว่าสามารถอยู่ชมการแสดงได้ตลอดโดยไม่รู้สึกปวดปัสสาวะ บางรายถึงกับทดลองแล้วระบุว่า “ได้ผลชัดเจน” ส่งผลให้ประเด็นนี้กลายเป็นกระแส พร้อมมีแพทย์ทั้งเวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์แผนจีนออกมาอธิบายกลไกทางวิทยาศาสตร์
หยานเจี้ยนหมิง ผู้อำนวยการสถาบันแพทย์แผนจีน–ตะวันตกแบบผสมผสาน ไท่ชางถัง อันเหอ ซึ่งมีใบประกอบวิชาชีพทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวในเชิงวิชาการ โดยระบุว่า วัตถุดิบหลักของโมจิคือข้าวเหนียว ซึ่งเป็นแป้งที่ผ่านการขัดสี
เมื่อรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนและเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อและตับ สำหรับทุกๆ กรัมของไกลโคเจนที่สังเคราะห์ขึ้น ร่างกายจะต้องดูดซึมน้ำประมาณ 3 - 4 กรัมไปพร้อมกัน เพื่อให้น้ำที่รับประทานเข้าไปถูกกักเก็บไว้ในเนื้อเยื่อชั่วคราวและไม่ไหลไปยังไตโดยตรงเพื่อขับปัสสาวะ
เนื่องจากข้าวเหนียวมีความเหนียวสูงและย่อยช้า จึงทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ค่อยๆ ปล่อยของเหลวในกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้รู้สึกอยากปัสสาวะช้ากว่าปกติ กล่าวได้ว่าข้าวเหนียวมีคุณสมบัติช่วย “กักเก็บ” และ “ควบคุม” ของเหลวในร่างกาย จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีอาการปัสสาวะบ่อยหรือมีภาวะม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ
แพทย์ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตามหลักแพทย์แผนจีน “ม้าม” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงย่อยและดูดซึมอาหาร แต่ยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย เมื่อการทำงานของม้ามมีเสถียรภาพ ความสามารถในการควบคุมของเหลวก็จะดีขึ้น อาหารอย่างข้าวเหนียวที่ช่วยเสริมการทำงานของม้าม จึงอาจมีผลทางอ้อมต่อความถี่ในการปัสสาวะ เช่นเดียวกับสมุนไพรบางชนิดอย่างมันเทศจีนที่ถูกนำมาใช้ในผู้ที่มีอาการปัสสาวะบ่อย
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมมองของโภชนาการและการแพทย์สมัยใหม่ กลไกดังกล่าวอาจอธิบายได้ในเชิงกายภาพและเมตาบอลิซึม โดยหยานเจี้ยนหมิงระบุว่า ข้าวเหนียวที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนและทำให้เย็นตัวในขั้นตอนการทำโมจิ จะมีโครงสร้างที่ดูดซับน้ำได้ดี เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจะมีลักษณะคล้าย “ฟองน้ำ” ที่ช่วยดูดซับของเหลวชั่วคราว และชะลอการดูดซึมน้ำเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้การสร้างปัสสาวะช้าลง
นอกจากนี้ ข้าวเหนียวยังเป็นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (high glycemic index) ซึ่งกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน โดยอินซูลินมีผลต่อการดูดกลับโซเดียมของไต และอาจช่วยลดปริมาณปัสสาวะที่ขับออก เมื่อรวมปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จึงอาจช่วยลดความรู้สึกปวดปัสสาวะในระยะสั้น และทำให้การขับถ่ายล่าช้าออกไป ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมวิธีนี้จึงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชมคอนเสิร์ต
อย่างไรก็ตาม แพทย์ย้ำว่า วิธีดังกล่าวไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูงอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ และอาจกระทบต่อระบบขับถ่ายได้ นอกจากนี้ ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอ หากบริโภคข้าวเหนียวมากเกินไป อาจเกิดอาการท้องอืดหรือไม่สบายท้องได้
ดังนั้น แนะนำให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และมองโมจิเป็นเพียง “ตัวช่วยเสริม” มากกว่าการพึ่งพาเป็นวิธีหลักในการควบคุมการปัสสาวะ
กินขนมโมจิ ช่วยลดความรู้สึกปวดปัสสาวะได้จริงไหม
เมื่อรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนและเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อและตับ สำหรับทุกๆ กรัมของไกลโคเจนที่สังเคราะห์ขึ้น ร่างกายจะต้องดูดซึมน้ำประมาณ 3 - 4 กรัมไปพร้อมกัน เพื่อให้น้ำที่รับประทานเข้าไปถูกกักเก็บไว้ในเนื้อเยื่อชั่วคราวและไม่ไหลไปยังไตโดยตรงเพื่อขับปัสสาวะ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมุมมองของโภชนาการและการแพทย์สมัยใหม่ กลไกดังกล่าวอาจอธิบายได้ในเชิงกายภาพและเมตาบอลิซึม โดยหยานเจี้ยนหมิงระบุว่า ข้าวเหนียวที่ผ่านกระบวนการให้ความร้อนและทำให้เย็นตัวในขั้นตอนการทำโมจิ จะมีโครงสร้างที่ดูดซับน้ำได้ดี เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจะมีลักษณะคล้าย “ฟองน้ำ” ที่ช่วยดูดซับของเหลวชั่วคราว และชะลอการดูดซึมน้ำเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้การสร้างปัสสาวะช้าลง
นอกจากนี้ ข้าวเหนียวยังเป็นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง (high glycemic index) ซึ่งกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน โดยอินซูลินมีผลต่อการดูดกลับโซเดียมของไต และอาจช่วยลดปริมาณปัสสาวะที่ขับออก เมื่อรวมปัจจัยต่าง ๆ เข้าด้วยกัน จึงอาจช่วยลดความรู้สึกปวดปัสสาวะในระยะสั้น และทำให้การขับถ่ายล่าช้าออกไป ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมวิธีนี้จึงได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชมคอนเสิร์ต