เรื่องนี้พี่ทุยไม่ได้พูดลอย ๆ นะครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะแม้แต่ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ที่ถือเป็นดัชนีชี้วัดค่าครองชีพที่ถูกที่สุดของคนไทย ก็กำลังตกที่นั่งลำบาก
สาเหตุไม่ใช่เพราะแป้งสาลีขาดแคลน หรือเครื่องปรุงแพงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสิ่งที่หลายคนมองข้ามอย่าง “เม็ดพลาสติก” กำลังขาดตลาดอย่างหนัก !
ไม่มี “ซองพลาสติก” ก็ ขายไม่ได้
ข่าวล่า ๆ เลย คือ ผู้บริหารมาม่าออกมาเปิดบอกว่า ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณ “เม็ดพลาสติกขาดตลาด” แล้ว และที่น่าตกใจคือ ซัพพลายเออร์ฟิล์ม ที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์บางรายถึงขั้น “ไม่รับออเดอร์” เพิ่มแล้วด้วย
ลองนึกภาพตามพี่ทุยนะครับ ต่อให้โรงงานจะมีวัตถุดิบครบ มีแป้ง มีเครื่องปรุง มีน้ำมันปาล์ม แต่ถ้าไม่มี “ซอง” สินค้าก็ออกจากโรงงานไม่ได้ !
ซองพลาสติกนี่แหละครับคือ "เสื้อผ้า" ของสินค้า ถ้าไม่มีเสื้อผ้าใส่ สินค้าก็ขึ้นชั้นวางขายไม่ได้ และสิ่งนี้แหละที่กำลังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ซองมาม่า ซองขนม ซองอาหารสำเร็จรูป ไปจนถึงของใช้แทบทุกชิ้นในชีวิตประจำวัน
ทำไมอยู่ดี ๆ "ซอง" ถึงหายไป ?
คำตอบ คือ พิษสงครามล้วน ๆ ครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า พลาสติกมันเกี่ยวอะไรกับสงคราม พี่ทุยสรุปให้ฟังง่าย ๆ แบบนี้ครับ คือ เม็ดพลาสติกเนี่ย มันคือผลผลิตที่ได้มาจากอุตสาหกรรม "ปิโตรเคมี" ซึ่งมีต้นตอมาจากน้ำมันดิบ พอสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น มันส่งผลกระทบ 2 เด้งทันที
- ราคาน้ำมันพุ่ง นั่นเท่ากับว่า ต้นทุนผลิตพุ่ง ก็ทำให้เม็ดพลาสติกก็แพงตาม จนผู้ผลิตแบกไม่ไหว
- เส้นทางเดินเรืออัมพาต สงครามทำให้การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบสำคัญ ๆ ทำได้ยากขึ้น ของที่สั่งไว้ก็มาไม่ถึงมือ โรงงานผลิตฟิล์มในไทยเลยไม่มีวัตถุดิบไปทำซอง เลยทำให้โรงงานต้องหยุดรับออเดอร์ไปตาม ๆ กัน
สรุปแล้วสะเทือนกระเป๋าตังค์เราแค่ไหน ?
ไอ้เจ้าซองพลาสติกนี่แหละ ที่เป็น "ต้นทุนแฝง" ตัวจริงที่หลายคนมองข้าม เพราะอย่างในอาหาร หรือขนมทั่วไป ค่าซองกินสัดส่วนต้นทุนไปเฉลี่ย 8% ของราคาสินค้าเลยนะ นี่ยังไม่นับพวกเครื่องสำอาง หรือครีมอีก บางอย่างค่าขวดค่ากล่องปาไปเกิน 40% ของราคาที่เราจ่ายเลยครับ !
พอต้นทุน "บรรจุภัณฑ์" ของสินค้าเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น แถมยังขาดตลาดอีก สิ่งที่จะตามมาคือ "ของขาดเชลฟ์" และ "ราคาที่ต้องปรับขึ้น" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นแหล่ะครับ
สรุปเลย วิกฤตครั้งนี้มันบอกเราว่า บางทีของที่แพงขึ้น มันไม่ได้แพงที่ "วัตถุดิบหลัก" แต่มันเริ่มแพงตั้งแต่ "ซอง" ที่เราแกะแล้วโยนทิ้งนั่นแหละ ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค พี่ทุยว่าช่วงนี้เราต้องวางแผนการเงินกันให้ดีขึ้นหน่อย เพราะค่าครองชีพรอบนี้มันวิ่งตาม "ราคาน้ำมันและสงคราม" ผ่านทางเม็ดพลาสติกที่เรามองข้ามไป ใครที่คิดว่าปีที่แล้วของแพงหนักแล้ว พี่ทุยบอกเลยว่ารอบนี้ต้องจับตาดูให้ดีครับ !
จับตาวิกฤติใหม่พลาสติกขาดแคลน ข้าวของอาจแพงขึ้น “เชื่อไหม ?
สาเหตุไม่ใช่เพราะแป้งสาลีขาดแคลน หรือเครื่องปรุงแพงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะสิ่งที่หลายคนมองข้ามอย่าง “เม็ดพลาสติก” กำลังขาดตลาดอย่างหนัก !
ไม่มี “ซองพลาสติก” ก็ ขายไม่ได้
ข่าวล่า ๆ เลย คือ ผู้บริหารมาม่าออกมาเปิดบอกว่า ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณ “เม็ดพลาสติกขาดตลาด” แล้ว และที่น่าตกใจคือ ซัพพลายเออร์ฟิล์ม ที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์บางรายถึงขั้น “ไม่รับออเดอร์” เพิ่มแล้วด้วย
ลองนึกภาพตามพี่ทุยนะครับ ต่อให้โรงงานจะมีวัตถุดิบครบ มีแป้ง มีเครื่องปรุง มีน้ำมันปาล์ม แต่ถ้าไม่มี “ซอง” สินค้าก็ออกจากโรงงานไม่ได้ !
ซองพลาสติกนี่แหละครับคือ "เสื้อผ้า" ของสินค้า ถ้าไม่มีเสื้อผ้าใส่ สินค้าก็ขึ้นชั้นวางขายไม่ได้ และสิ่งนี้แหละที่กำลังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ซองมาม่า ซองขนม ซองอาหารสำเร็จรูป ไปจนถึงของใช้แทบทุกชิ้นในชีวิตประจำวัน
ทำไมอยู่ดี ๆ "ซอง" ถึงหายไป ?
คำตอบ คือ พิษสงครามล้วน ๆ ครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า พลาสติกมันเกี่ยวอะไรกับสงคราม พี่ทุยสรุปให้ฟังง่าย ๆ แบบนี้ครับ คือ เม็ดพลาสติกเนี่ย มันคือผลผลิตที่ได้มาจากอุตสาหกรรม "ปิโตรเคมี" ซึ่งมีต้นตอมาจากน้ำมันดิบ พอสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น มันส่งผลกระทบ 2 เด้งทันที
- ราคาน้ำมันพุ่ง นั่นเท่ากับว่า ต้นทุนผลิตพุ่ง ก็ทำให้เม็ดพลาสติกก็แพงตาม จนผู้ผลิตแบกไม่ไหว
- เส้นทางเดินเรืออัมพาต สงครามทำให้การขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบสำคัญ ๆ ทำได้ยากขึ้น ของที่สั่งไว้ก็มาไม่ถึงมือ โรงงานผลิตฟิล์มในไทยเลยไม่มีวัตถุดิบไปทำซอง เลยทำให้โรงงานต้องหยุดรับออเดอร์ไปตาม ๆ กัน
สรุปแล้วสะเทือนกระเป๋าตังค์เราแค่ไหน ?
ไอ้เจ้าซองพลาสติกนี่แหละ ที่เป็น "ต้นทุนแฝง" ตัวจริงที่หลายคนมองข้าม เพราะอย่างในอาหาร หรือขนมทั่วไป ค่าซองกินสัดส่วนต้นทุนไปเฉลี่ย 8% ของราคาสินค้าเลยนะ นี่ยังไม่นับพวกเครื่องสำอาง หรือครีมอีก บางอย่างค่าขวดค่ากล่องปาไปเกิน 40% ของราคาที่เราจ่ายเลยครับ !
พอต้นทุน "บรรจุภัณฑ์" ของสินค้าเหล่านี้พุ่งสูงขึ้น แถมยังขาดตลาดอีก สิ่งที่จะตามมาคือ "ของขาดเชลฟ์" และ "ราคาที่ต้องปรับขึ้น" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นแหล่ะครับ
สรุปเลย วิกฤตครั้งนี้มันบอกเราว่า บางทีของที่แพงขึ้น มันไม่ได้แพงที่ "วัตถุดิบหลัก" แต่มันเริ่มแพงตั้งแต่ "ซอง" ที่เราแกะแล้วโยนทิ้งนั่นแหละ ในฐานะที่เราเป็นผู้บริโภค พี่ทุยว่าช่วงนี้เราต้องวางแผนการเงินกันให้ดีขึ้นหน่อย เพราะค่าครองชีพรอบนี้มันวิ่งตาม "ราคาน้ำมันและสงคราม" ผ่านทางเม็ดพลาสติกที่เรามองข้ามไป ใครที่คิดว่าปีที่แล้วของแพงหนักแล้ว พี่ทุยบอกเลยว่ารอบนี้ต้องจับตาดูให้ดีครับ !