วันนี้ธุรกิจกำลังถูกส่งต่อสู่ทายาทรุ่น 3 อย่าง “ซี-ชลิตา” ที่เข้ามารับไม้ต่อช่วงโควิดพอดี ซึ่งไม่ใช่แค่ต้องบริหารต้นทุนที่พุ่งขึ้น แต่ยังต้องปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ด้วย
จุดน่าสนใจคือ บริษัทพยายามเปลี่ยนภาพจำเดิม
- “ตรามือ” ไม่ใช่แค่ของกินเล่นผู้ใหญ่
- “ไก่ย่าง” ไม่ใช่แค่ขนมเด็ก
แต่จะดันให้เป็น “Brand for All” ที่ทุกวัยกินได้
- เลยเริ่มปรับทั้งแพ็กเกจ เพิ่ม Mascot ทำซองพกพา และแตกสินค้าให้ตอบโจทย์สายสุขภาพมากขึ้น
- อีกด้านที่หนักไม่แพ้กันคือ “ต้นทุน” ทั้งค่าขนส่ง บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบแพงขึ้นราว 10%
- แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ขนมไก่ย่างซองเล็กยังคงราคา 5 บาท เหมือนเดิมมานานเกือบ 10 ปี เพราะบริษัทมองว่าถ้าขึ้นราคา อาจเสียฐานลูกค้าเดิม
ตอนนี้บริษัทเริ่มรุกออนไลน์มากขึ้น ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Live หลังเมื่อก่อนพึ่งออฟไลน์แทบ 100%
พร้อมวางแผนแตกไลน์สินค้าใหม่ และตั้งเป้าผลักดันธุรกิจสู่รายได้ระดับ “พันล้านบาท” ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ถือเป็นอีกตัวอย่างของธุรกิจครอบครัวไทย ที่กำลังพยายามปรับตัวครั้งใหญ่ ในวันที่ตลาดขนมแข่งขันหนัก และต้นทุนแพงขึ้นเรื่อย ๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้เบื้องหลังขนมซอง ‘ไก่ย่าง’ และธัญพืช ‘ตรามือ’ กับหมากกระดานใหม่ที่ทายาทรุ่น 3 ใช้เดิมพันเป้าหมายพันล้าน
ขนมทอดกรอบซองแดง-เขียวที่มีน้ำจิ้มในตัวอย่าง “ไก่ย่าง” และเมล็ดธัญพืช “ตรามือ” ที่มักโผล่อยู่บนโต๊ะสังสรรค์ของใครหลายคน
แม้ภาพจำของทั้งสองแบรนด์จะต่างกันสุดขั้ว แต่จริงๆ แล้วทั้งสองแบรนด์คือพี่น้องที่เกิดจากชายคาบ้านเดียวกันภายใต้ชื่อ บริษัท บี.เค.วาย. จำกัด
ซึ่งหลายคนก็อาจจะสับสนว่า “ตรามือ” เกี่ยวข้องกับชาตรามือหรือพริกไทยตรามือหรือไม่ แต่ความจริงคือไม่เกี่ยวกันเลย
เพราะตรามือของ บี.เค.วาย. ทำตลาดเมล็ดธัญพืชมายาวนานกว่า 50-60 ปี ตั้งแต่รุ่นอากง ก่อนที่ “ไก่ย่าง” จะตามมาในอีกหลายสิบปีถัดมาในฐานะขนมขบเคี้ยวสำหรับเด็กยุค 90s
แต่วันนี้ธุรกิจที่เติบโตจากร้านขายเมล็ดธัญพืชในอดีต กำลังถูกขับเคลื่อนโดยทายาทรุ่น 3 อย่าง “ซี-ชลิตา เหล่าวณิชย์วิทย์” ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการตลาด (CMO)
ที่เข้ามารับไม้ต่อในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา หลังจากสั่งสมประสบการณ์การทำงานภายนอกและเรียนจบปริญญาโท
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6e/1/16/1f534.png[/img] ทลายกำแพง Gen Gap ด้วย "เหตุผล" และ "ผลลัพธ์"
“ซี-ชลิตา” เริ่มเล่าว่า ในช่วงจังหวะที่ก้าวเข้ามาบริหาร ไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่ง่ายนัก เพราะเป็นรอยต่อเดียวกับวิกฤตโควิด-19 ที่ทั้งต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และวิธีทำธุรกิจเปลี่ยนไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้การทำงานร่วมกับคนรุ่นก่อนที่ดูแลธุรกิจนี้มายาวนานหลายสิบปี เพราะถ้าพูดในหลักความเป็นจริง แน่นอนมันอาจจะมีความคิดที่ไม่ได้ตรงกันในทุกเรื่อง
แต่สิ่งที่ทุกคนยึดเหมือนกันมาตลอดคือเรื่อง “คุณภาพ” เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะยากแค่ไหน สินค้าที่ส่งถึงมือลูกค้าต้องดีที่สุดเสมอ
ดังนั้น ในเมื่อเราเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากเสนอไอเดียใหม่ๆ เราก็ต้องรู้จักประนีประนอม ต้องอธิบายด้วยเหตุผล และที่สำคัญที่สุดคือต้อง 'พิสูจน์' ให้เห็นว่าสิ่งที่เราคิดมันเวิร์กและสร้างยอดขายได้จริง
จากรากฐานด้ังกล่าวทำให้ บี.เค.วาย. จึงค่อยๆ ขยับจากธุรกิจดั้งเดิมไปสู่การทรานส์ฟอร์มครั้งใหม่
โดยปัจจุบันรายได้หลักราว 60-70% ยังมาจากฝั่งเมล็ดธัญพืช “ตรามือ” ที่ครองตลาดมายาวนาน โดยเฉพาะเมล็ดฟักทองที่ผู้บริโภคจำนวนมากจดจำแบรนด์ได้ทันที ส่วน “ไก่ย่าง” มีสัดส่วนอยู่ราว 30-40%
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6e/1/16/1f534.png[/img] พลิกโฉมแบรนด์จากแบ่งแยกวัย สู่ "Brand for All"
แม้ยอดขายจะเติบโตอย่างมั่นคง แต่เมื่อเจาะดูอินไซต์ของลูกค้ากลับพบว่า ภาพลักษณ์ของสินค้าถูกแยกกลุ่มวัยอย่างชัดเจน
เมล็ดตรามือมักถูกมองเป็นของกินเล่นสำหรับผู้ใหญ่หรือเป็นกับแกล้มในต่างจังหวัด ส่วนไก่ย่างคือขนมสำหรับเด็ก
"ซี-ชลิตา” จึงเข้ามาปรับวิธีคิดใหม่เพื่อทลายข้อจำกัดนี้ โดยตั้งเป้าให้ทั้งสองแบรนด์เป็น "Brand for All" ที่คนทุกเพศทุกวัยทานได้
เริ่มต้นจากการดึง Mascot เข้ามาสร้างความโมเดิร์นให้แพ็กเกจจิ้งมีสีสันและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น แม้ในช่วงแรกผู้ใหญ่ในองค์กรอาจยังตั้งคำถาม
ควบคู่ไปกับการแก้อินไซต์ของเด็กรุ่นใหม่ที่แกะเปลือกเมล็ดธัญพืชไม่เป็น ด้วยการออกนวัตกรรมแบบกะเทาะเปลือกพร้อมทานในแพ็กเกจจิ้ง "ซองช็อต" ที่ฉีกง่ายและเหมาะสำหรับพกพารองท้องก่อนออกกำลังกาย
นอกจากนี้ บริษัทยังเกาะเทรนด์สุขภาพผ่าน Educational Marketing โดยไม่จำเป็นต้องออกสินค้าคลีนจัดจนทิ้งฐานลูกค้ากลุ่มแมส แต่เน้นสื่อสารให้ความรู้ว่าเมล็ดธัญพืชสามารถนำไปโรยโยเกิร์ตหรือสลัดได้
ส่วนขนมไก่ย่างก็ปรับจูนให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการรักสุขภาพสามารถบาลานซ์กับการทานขนมในปริมาณที่พอดีได้
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6e/1/16/1f534.png[/img] ฝ่าวิกฤตต้นทุนด้วยการกระจายความเสี่ยง
นอกจากการปรับภาพลักษณ์แบรนด์เพื่อขยายฐานลูกค้าแล้ว อีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของทายาทรุ่น 3 คือการรับมือกับวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงสงครามและวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ
ซึ่งปัจจุบันต้นทุนโดยรวมของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นมาประมาณ 10% โดยเฉพาะค่าบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้นมาก รวมถึงค่าขนส่งและวัตถุดิบทางการเกษตรที่ควบคุมยากเพราะผันแปรตามสภาพอากาศ
"ซี-ชลิตา” จึงรับมือด้วยกลยุทธ์ Sourcing กระจายความเสี่ยง สั่งวัตถุดิบจากหลายแหล่งทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์เจ้าใดเจ้าหนึ่ง
และหากช่วงไหนต้นทุนวัตถุดิบแพงเกินรับไหว ก็จะเลือก "ชะลอ" การออกสินค้ารสชาติใหม่ๆ ออกไปก่อนเพื่อดูสถานการณ์ จากเดิมที่ตั้งเป้าเปิดตัวปีละ 3-4 รสชาติ
ที่น่าสนใจคือ แม้ต้นทุนจะพุ่งแค่ไหน แต่ขนมไก่ย่างซองเล็กสุดยังคงตรึงราคาขายปลีกไว้ที่ "5 บาท" และซองใหญ่ 20 บาท มานานนับ 10 ปี โดยบริษัทยืนยันที่จะคงราคานี้ต่อไปเพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ให้เหนียวแน่น
[img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6e/1/16/1f534.png[/img] เป้าหมาย 3-5 ปี แตกไลน์โปรดักต์ และทะยานสู่พันล้าน
ท้ายที่สุดแล้ว การรักษาฐานลูกค้าด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ เพราะการจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น บริษัทจำเป็นต้องหาพื้นที่เติบโตใหม่ๆ
ซึ่งก่อนหน้าที่ทายาทรุ่น 3 จะเข้ามา บี.เค.วาย. พึ่งพาช่องทางออฟไลน์ 100% ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า ร้านโชห่วย หรือ 7-Eleven โดยไม่มีช่องทางออนไลน์เลยแม้แต่น้อย
“ซี-ชลิตา” และน้องชาย จึงเข้ามาปูทางใหม่ตั้งแต่การเปิดร้านบน Shopee และ Lazada ไปจนถึงการทำ TikTok Live
ควบคู่กับการใช้งบการตลาดแบบระมัดระวัง เน้นสื่อที่เข้าถึงคนหมู่มากอย่างบิลบอร์ดและโฆษณาบนรถโดยสาร ซึ่งแม้รายได้หลักวันนี้ยังมาจากออฟไลน์ แต่ฝั่งออนไลน์ก็เริ่มเติบโตชัดขึ้นเรื่อยๆ
และในช่วง 3-5 ปีจากนี้ บี.เค.วาย. กำลังเตรียมก้าวออกจากกรอบเดิมอีกครั้ง โดย “ไก่ย่าง” จะไม่ได้มีแค่ขนมแป้งสาลีเหมือนที่ผ่านมา แต่กำลังพัฒนาสินค้าใหม่จากแป้งมันฝรั่ง
รวมถึงมีแผนสร้างแบรนด์ขนมใหม่แยกออกมา เพื่อขยายฐานตลาดให้กว้างขึ้นอีกด้วย
สรุปแล้วการขยายพอร์ตโฟลิโอและช่องทางขายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่า จากธุรกิจเมล็ดธัญพืชของรุ่นอากง สู่ขนมซองแดงเขียวที่อยู่ในความทรงจำของเด็กยุคหนึ่ง
วันนี้ บี.เค.วาย. กำลังเดินเข้าสู่เฟสใหม่ของการเติบโตอย่างเต็มตัว และเป้าหมายรายได้ระดับ “พันล้านบาท” ที่ครอบครัววางไว้ ก็เริ่มดูใกล้ความจริงขึ้นเรื่อยๆ
ดูน้อยลง
ที่มา
Marketeer Online
ขนมซอง “ไก่ย่าง” กับเมล็ดธัญพืช “ตรามือ” ที่หลายคนคุ้นเคย จริง ๆ อยู่ใต้บริษัทเดียวกัน คือ “บี.เค.วาย.”
จุดน่าสนใจคือ บริษัทพยายามเปลี่ยนภาพจำเดิม
- “ตรามือ” ไม่ใช่แค่ของกินเล่นผู้ใหญ่
- “ไก่ย่าง” ไม่ใช่แค่ขนมเด็ก
แต่จะดันให้เป็น “Brand for All” ที่ทุกวัยกินได้
- เลยเริ่มปรับทั้งแพ็กเกจ เพิ่ม Mascot ทำซองพกพา และแตกสินค้าให้ตอบโจทย์สายสุขภาพมากขึ้น
- อีกด้านที่หนักไม่แพ้กันคือ “ต้นทุน” ทั้งค่าขนส่ง บรรจุภัณฑ์ และวัตถุดิบแพงขึ้นราว 10%
- แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ขนมไก่ย่างซองเล็กยังคงราคา 5 บาท เหมือนเดิมมานานเกือบ 10 ปี เพราะบริษัทมองว่าถ้าขึ้นราคา อาจเสียฐานลูกค้าเดิม
ตอนนี้บริษัทเริ่มรุกออนไลน์มากขึ้น ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Live หลังเมื่อก่อนพึ่งออฟไลน์แทบ 100%
พร้อมวางแผนแตกไลน์สินค้าใหม่ และตั้งเป้าผลักดันธุรกิจสู่รายได้ระดับ “พันล้านบาท” ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ถือเป็นอีกตัวอย่างของธุรกิจครอบครัวไทย ที่กำลังพยายามปรับตัวครั้งใหญ่ ในวันที่ตลาดขนมแข่งขันหนัก และต้นทุนแพงขึ้นเรื่อย ๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ที่มา Marketeer Online