ปุจฉา-วิสัชนาเรื่องงาน โดย ว.วชิรเมธี

1. หลักธรรมที่ใช้ในการจัดการกับงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่ง “ทํางานที่เรารัก ถ้าเราได้ทํางานที่เรารัก เราจะรู้สึกเหมือนได้แต่งงาน กับคนที่เรารัก อย่างผู้เขียนรักในการเขียน เชื่อไหม ครั้งหนึ่ง มีหนังสือเล่มหนึ่งเขาทําวิจัยและพบว่า ผู้เขียนเขียนคอลัมน์ มากที่สุดในประเทศไทย คือ 11 คอลัมน์ต่อเดือน บางคน ถามว่าทําได้อย่างไร ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้เพียงแต่ได้ ทํางานที่ตนเองรัก

เพราะฉะนั้น ไม่ว่างานจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนก็มี ความสุขเสมอ ยิ่งทําความสุขก็ยิ่งเพิ่มขึ้น คนอื่นอาจจะทํางานแล้วได้เงิน แต่ผู้เขียนได้มากกว่านั้น คือ ได้ความสุข สุขภาพจิตดี เพราะการทํางานที่เรารักเหมือนการได้แต่งงานกับคนที่เรารัก ความสุขจึงเกิดขึ้นตลอดเวลาขณะที่ทํางาน

สอง ถ้าเจองานหนักงานยากให้ถือว่ากําลังเรียนรู้ ยกตัวอย่าง มีอยู่คอลัมน์หนึ่งที่ผู้เขียนต้องเขียนเกี่ยวกับ ความรัก การแต่งงาน และการเลือกคู่ ซึ่งจริงๆ แล้ว พระ ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้เลย จึงนับเป็นหนังสือที่เรารู้สึกอึดอัดมากเวลาเขียน

วันหนึ่ง ผู้เขียนเขียนถึง “ศิลปะการเป็นสะใภ้ ปรากฏว่าบรรณาธิการไม่เอา นั่นเป็นครั้งแรกที่ถูกปฏิเสธต้นฉบับ เขาบอกว่า หนังสือเรายังไม่ถึงขั้นแต่งงานครับท่าน

ตอนแรกเราก็รู้สึกว่า ทําไมถึงบีบคั้นกันเหลือเกิน แต่ก็ไม่ท้อ พยายามศึกษา ค้นคว้าข้อมูล และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า คอลัมน์ของผู้เขียนติดท็อปไฟว์ ของคอลัมน์ที่ผู้อ่านชื่นชอบ จากที่คิดว่าคงไม่มีใครอ่านกลายเป็นว่ามีคนมาขอต้นฉบับเพื่อพิมพ์แจกมากกว่าสิบครั้ง

การได้เดินเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่นั้น เป็นความท้าทาย ที่ทําให้คนเราค้นพบศักยภาพของตัวเอง ทําให้ยิ่งทํางานยิ่งสนุก

สาม “ขอให้เชื่อมั่นว่าเรามาอยู่โลกนี้ไม่บ่อยครั้งนัก เกิดมาเป็นคนแล้ว จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด อย่าไป ฝังใจอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เปิดตาเปิดใจเรียนรู้โลกกว้าง ให้คิดว่าการได้ทํางานใหม่ๆ ยากๆ คือ การสร้างโอกาสให้ ตัวเองได้สัมผัสโลกกว้าง และในที่สุดเราจะพบว่า งานที่เรา ทําอยู่นั้น หรือองค์กรของเราเป็นเพียงสวนหย่อมบนแผนที่ โลก และยังมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมาก

เมื่อเปิดใจกว้างแล้ว ไม่ว่าเราไปทํางานที่ไหน ก็มี แต่เรื่องสนุกที่นั่น เจอปัญหาเราก็แก้ไป เจอคนที่ไม่เข้าท่า เปลี่ยนเขาไม่ได้ เราก็เปลี่ยนที่ตัวเอง เจองานที่ใจมันไม่รับ และเราหนีไม่ได้ ก็ค้นหาแง่งามของมันให้เจอ เพราะทุกคน ทุกงานต่างมีแง่ดีงามด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่ของเราคือ มองหาให้เจอ แล้วเราจะค้นพบว่า ยิ่งทํางานหนัก ยิ่งมีความสุข และยิ่งสนุกไปกับงาน

การได้เดินเข้าไปเรียนรู้สิ่งใหม่นั้น เป็นความท้าทาย ที่ทําให้คนเราค้นพบศักยภาพของตัวเอง ทําให้ยิ่งทํางานยิ่งสนุก

_______________

2. ในขณะที่มีธรรมะ 84,000 ข้อ พระไตรปิฎก 3 ล้านตัวอักษรพิมพ์เป็นอักษรไทย 80 เล่ม สําหรับ คนทํางานตั้งแต่ 6 โมงเช้า กลับบ้าน 3 ทุ่ม พอจะมี แคปซูลธรรมะเม็ดเดียวที่สามารถกินแล้วอยู่เลยไหม

ขอตอบ “มี” นั่นก็คือ “สติ” สติตัวเดียวเท่านั้น ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ตรัสว่า“พวกเธอทั้งหลาย สรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดจากการ ปรุงแต่ง ล้วนไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงอย่า ประมาท”

นั่นหมายถึง การใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาทใน ทุกๆ เรื่อง คําว่า “ไม่ประมาท” คือ ความตั้งใจ เช่น เป็น นักศึกษาก็เรียนหนังสือด้วยความไม่ประมาท คือการตั้งใจ เรียน รับรองว่า เกรดสวยแน่นอน เป็นอาจารย์ก็สอนลูกศิษย์ด้วยความไม่ประมาท คือ ตั้งใจถ่ายทอดความรู้อย่างดีที่สุด เป็นคนรักก็ต้องไม่ประมาท คือ ตั้งใจดูแล ความรักของกันและกัน ถ้าประมาท คนรักของเราอาจไป มีกิ๊กได้ ฯลฯ

ศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “สติมโต สทาภัทท์” แปลว่า คนมีสติ โชคดีทุกวัน ถ้ามีสติแล้วไม่ต้องเข้าวัดก็ได้ เพราะวัดเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการมีธรรมะ ธรรมะไม่ได้ถูกจำกัดไว้แต่เฉพาะในวัด ตรงกันข้ามบางครั้ง “วัด” ก็เป็นศูนย์กลางความงมงาย ความเสื่อม เมื่อเราเดินเข้าไป แทนที่จะได้รับความสงบ กลับได้ยินแต่เสียงเซียมซีดังทะลุออกมาจากโบสถ์ คนที่ไปก็ไม่สงบ

เพราะฉะนั้น เราอย่าไปผูกขาดว่า ธรรมะมีอยู่แต่ในวัดเท่านั้นคนไทยมีโลกทัศน์ผิดๆ คิดว่า ถ้าอยากมีธรรมะต้องเข้าวัด ผู้เขียนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ตัวธรรมะถูกจำกัดขอบเขต ทั้งที่จริงนั้น ธรรมะมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ถ้าคุณใช้ชีวิตอยู่ในครรลองศีลธรรม คุณก็อยู่ในโลกของธรรมะแล้ว ถึงแม้ว่าในชีวิตจะไม่เคยคุยกับพระเลย


3. ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน เป็นเพราะสาเหตุใด
มันมีได้หลายสาเหตุ

สาเหตุที่ 1 ถ้ามองในช่วงกว้างไกลที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่ากรรมเก่าก็ได้ กรรมเก่า หมายความว่า เราเคยอาฆาตพยาบาทจองเวรกันมา แล้วพอมาพบกันในชาตินี้ก็ได้รับการกระตุ้นจากกรรมเก่าเท่านั้นเอง เมื่อเห็นหน้ากันปั๊บ รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเลย

ในทางกลับกัน คนบางคนก็เพราะกรรมเก่าแต่เป็นกรรมในทางที่ดี เห็นกันปุ๊บรู้สึกรัก รู้สึกเมตตา เช่น คนบางคนเห็นเด็กคนหนึ่งครั้งแรกก็เมตตาพามาส่งเสียให้เรียนหนังสือต่อโดยที่ไม่คาดหวังอะไรเลย

ในกรณีอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านมองว่า เป็นเพราะว่าเราเคยทำกรรมดีต่อกันมาก่อนก็เป็นได้ หรือว่าเป็นเพราะเราเคยทำกรรมชั่วต่อกันมาก่อนแล้วกลายเป็นความอาฆาตพยาบาทจองเวรต่อกันมาก็ได้
เพราะฉะนั้น เมื่อมาเจอกันในชาตินี้ ในกรณีที่ทำกรรมไม่ดีกันมา ผูกอาฆาตจองเวรกันมาก่อน เห็นปุ๊บ

ก็โกรธเกลียดชิงชังทันที บางทีไม่ค่อยได้เจอกันหรอก แค่เห็นในหนังสือพิมพ์ เห็นนามสกุล หรือได้ยินเสียงแว้ดๆกันมา อาการไม่ดีก็เกิดขึ้นในใจ มันจะขุ่นๆ ขึ้นมาทันทีเพราะฉะนั้น นี้คือ

สาเหตุที่ 2 อาจเป็นไปได้ว่า คนซึ่งเรารู้สึกไม่ชอบหรือเขาก็ไม่ชอบเรา เราก็ไม่ชอบเขา อาจะเป็นไปได้ว่าอุปนิสัยไม่ตรงกัน เราอาจจะชอบไปทางโรแมนติก เขาอาจจะชอบไปทางโหด เลว ทราม มันคนละโลกกัน มาอยู่ด้วยกันอย่างไร มันก็ไปกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น อาจจะเป็นเพราะสาเหตุอุปนิสัยแตกต่างกันมาก อยู่กันคนละโลก อุปนิสัยแตกต่างกันมาก มันก็ไม่ดึงดูดกัน มีแต่จะขัดกัน

สาเหตุที่ 3 เรื่องของผลประโยชน์ไม่ลงรอยกัน

กล่าวคือไม่สามารถประสานผลประโยชน์กันได้ สุดท้ายก็แตกคอกัน พอแตกคอกันปุ๊บ ก็ทำให้แตกคน แตกคอ ก็หมายความว่า ความคิดเห็นไม่ตรงกัน แตกคน ก็คือความสัมพันธ์ไม่สามารถกลืนกันได้สนิทเหมือนเดิมนี่คือเรื่องไม่สามารถประสานผลประโยชน์ได้

สาเหตุที่ 4 อาจเป็นไปได้ว่าเราเคยรักกันมาก่อน ความรักมันเป็นปฏิภาคผูกผันกับความชัง รักมากๆ วันไหนถ้าเลิกรักก็ช้ํามาก ดังเช่นข่าวที่เราเคยเห็น คนที่ รักกันมากๆ พอเลิกรักไปก็สามารถทําร้ายกันได้ทั้งๆ ที่ เคยรักกันมาปานจะกลืนกิน แต่พอเปลี่ยนเป็นชัง สามารถกระทําทารุณกรรมต่อกันได้อย่างชนิดที่เรียกว่าเหลือเชื่อ เพราะฉะนั้น ความรักความชังเพราะพลิกกลับ มันจะ กลายเป็นด้านตรงข้าม รักมากก็ยังมาก ซึ่งมากก็รักมาก

นี่คือสาเหตุทั้ง 4 ประการ ผู้เขียนมองว่า อาจจะ เป็นเพราะสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น หรืออาจเป็น เพราะสาเหตุทั้งหมดก็ได้

ฉะนั้น เวลาเรามองปัญหาก็ต้องมองเหมือนมองด้าน ทั้ง 6 ของลูกเต๋า อย่ามองด้านใดด้านหนึ่ง พระพุทธเจ้า ท่านให้วิธีมองโลกท่านบอกว่า อย่ามองแบบมุมเดียว แต่ ให้มองเหมือนคนตาดีเห็นช้างทั้งตัว

คนทั่วไปเวลาวิเคราะห์ปัญหาหรือมองปัญหามักจะ มองแบบคนตาบอดคลําช้างคือหยิบเอาจุดนั้นหยิบเอาจุดนี้ มาวิเคราะห์แล้วค่อย ๆ คิด ค่อยๆ วินิจฉัยลงไป ซึ่งอาจจะทําให้การตัดสินใจของเรานั้นผิดพลาดได้

4. เคยร่วมงานกันเป็นเพื่อนร่วมงานกันมาก่อน แต่จู่ ๆ เกิดภาวะที่เปลี่ยนไปเราก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ถ้าเกิดว่าเรามีข้อขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงานแล้ว พอจะมีวิธีไหนที่ทําให้กลับมาเหมือนเดิมได้บ้างตรงนี้

วิธีแรก วิธีที่ดีที่สุด ก็คือ สันติวิธี

สันติวิธี ก็หมายความว่า เราต้องมาคุยกันก่อนว่า เป็นเพราะอะไรเธอถึงรู้สึกไม่ชอบฉัน หรือที่เคยดีต่อกัน แล้วเจอกันอีกวันหนึ่งไม่พูด ไม่มองหน้า เคยยิ้มก็ไม่ยิ้ม เอางานไปให้ตรวจก็ทําเป็นไม่เห็น ขั้นแรกสุด เราอย่าเพิ่ง สันนิษฐานอะไรทั้งนั้น ต้องเปิดใจให้กว้างแล้วคุยกัน และ ในการคุยกันนั้น เราต้องถือหลักว่า เราจะคุยเพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพ ไม่ใช่คุยเพื่อเอาชนะ ในกรณีที่วิธีแรกใช้ไม่ได้ ก็ต้องเลื่อนไปใช้วิธีที่ 2

ท่านบอกว่าเอา “การให้” มาช่วย

การให้ เป็นวิธีที่จะทําให้ศัตรูกลายเป็นมิตรได้ดีที่สุด พระพุทธเจ้าท่านก็เคยแนะนําเอาไว้ ท่านบอกว่า การให้ ฝึกคนที่ใครๆ ฝึกไม่ได้ ทําคนที่แข็งกระด้างให้เป็นคนอ่อน น้อมถ่อมตน ทําคนที่อยู่ข้างบนให้ถ่อมตนลงข้างล่างก็ได้ ก่อนให้ก็มีความสุขขณะให้ก็เบิกบาน หลังจากให้ไปแล้วมา รําลึกนึกถึงก็ภาคภูมิใจ

เพราะฉะนั้น การให้ มองในแง่ไหนก็มีแต่ได้ คนเรา อาจจะมีหัวใจที่แข็งกระด้าง แต่พอได้รับการให้แล้วเขาจะอ่อนโยนลงมา

หากทั้ง 2 วิธีนั้นแล้วยังไม่ดีอีก วิธีที่ 3 คือ “ให้ใจ” ก็คือแผ่เมตตา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า หัวใจคนเราถ้า รดด้วยน้ํา คือเมตตา ก็มีโอกาสที่จะชุ่มเย็น พอชุ่มเย็นก็จะเกิดภาวะอย่างหนึ่งภาษาบาลีเขาเรียกว่า มุทุจิตตัง ก็คือภาวะที่จิตอ่อน เราแผ่เมตตาให้เขา เขาก็จะรู้สึกซึมซับได้ถึงกระแสจิตที่อ่อนโยนของเราเมื่อเขา รับกระแสจิตนั้นได้ เขาก็จะรู้สึกดีต่อเรา

ดังนั้น ในพระไตรปิฎกจึงมีพระสูตร ที่ว่าด้วยการเจริญเมตตามากมายกระจายอยู่ทั่วไป เราควรจะฝึกฝนการ แผ่เมตตาเพื่อให้จิตใจของเราอ่อนโยน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่