อโหสิกรรมอย่างไรจึงมีผล
หมั่นสร้างอาจิณกรรมฝ่ายกุศล
มีสัตว์บุคคลตัวตัวเราเขา_เห็นผิดทำนองคลองธรรม
ทำทานกุศลอย่างไม่มีตัวกู
กุศโลบายลดตัวกู
เราคุยเรื่องอโหสิกรรม คุยกันมานานมาก.. "อโหสิกรรม อโหสิกรรม" แล้วทำไมไม่หยุดยั้งผลแห่งกรรม? เพราะว่าเราไม่ได้ทำอโหสิกรรมให้ครบสมบูรณ์
อโหสิกรรม ต้องประกอบด้วย
๑.เจตนา
๒.เมตตา
๓.วิมุตติ
มี"เจตนา"ก่อน.. ต้องไม่ประกอบด้วยอคติทั้ง ๔
1.ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
2.โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธ หรือชิงชัง
3.โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือความเขลา
4.ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
รัก โกรธ หลง กลัว ถ้ายังมีอยู่ อย่ามาพูดคำว่า อโหสิกรรม จะเป็นอโหสิกรรมไปไม่ได้เลย เพราะว่า เจตนาไม่ครบสมบูรณ์ เพราะอะไร?
เพราะอโหสิกรรม มีอำนาจถึงขนาดหยุดยั้งผลแห่งกรรม เรียกว่า วิมุตติ คือความหลุดพ้น
ที่พูดกันติดปากว่า อโหสิ อโหสิ จะอโหสิได้ต่อเมื่อต้องไม่รัก ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่กลัว มีใจเป็นกลางๆ จึงจะเรียกว่า อโหสิ พ้น กรรมนั้นจึงจะหยุดยั้งได้
แล้วมี "เมตตา"เป็นเครื่องเดิน "เจตนา" นั้นให้ไปข้างหน้า.. เดินอโหสิกรรมไปข้างหน้า คือ หยุดยั้งอคติทั้ง ๔
สรุปแล้ว ถ้าเมื่อใดที่เรายังมีอคติทั้ง ๔ อยู่ อโหสิกรรมไม่เป็นผล
ต้องหยุดอคติทั้ง ๔ ให้ได้ แล้วทีนี้ เราจะอโหสิกรรมได้ จะกลายเป็นหยุดกรรมได้
กรรม มีอำนาจมาก มีอำนาจยิ่งใหญ่ถึงขนาดพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัตยังไม่ผ่านพ้นการจองกรรมแม้ชาติสุดท้าย
พระพุทธเจ้าทรงจัดคำว่า ให้ทาน คือ อภัยทาน การให้ที่เหนือ.. บุญที่ทำแล้วสำเร็จประโยชน์สมบูรณ์ คือ บุญที่ได้จากการให้อภัย เพราะมีอำนาจหยุดยั้งผลแห่งกรรมนั้นๆ ที่เราให้อโหสิ หรือว่า ไม่ถือโทษ ไม่โกรธเคือง
คำว่า อโหสิ คือ ไม่ถือโทษ ไม่โกรธเคือง ไม่รัก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง จึงจะเป็นอโหสิกรรม เพราะฉะนั้น จึงอยู่ในข้อว่า เจตนา
แล้ว "เมตตา"เป็นสะพานให้เว้นอคติทั้ง ๔ แล้วจึงจะถึงคำว่า วิมุตติ คือ หลุดพ้นจากอำนาจแห่งกรรม
ฉะนั้น ที่เราพูดกันพล่อยๆ ติดปาก "อโหสิ อโหสิ" อโหสิมั้ย? ไม่อโหสิ เพราะไม่หยุดรัก ไม่หยุดโลภ ไม่หยุดโกรธ ไม่หยุดกลัว ก็อโหสิไม่ได้
ถ้ายังมีรัก มีโลภ มีโกรธ มีกลัวอยู่ ต่อให้ภาวนาให้ตายว่า อโหสิ อโหสิ ก็ไม่หยุดผลแห่งกรรม กรรมต้องให้ผลอยู่ดี
อโหสิกรรม จึงเป็นกรรมอันใหญ่ ดูผิวเผิน เป็นกรรมสามัญธรรมดาๆ แต่ต้องประกอบด้วยคุณธรรม ขนาดพระเทวทัตยังจองเวรพระพุทธเจ้า.. ชาติแรก หยิบทรายมา ๑ กำมือ ข้าจะจองเวรเจ้าเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมือข้า แล้วก็ขาดใจตาย และพระเทวทัตไล่จองเวรมาตลอด
.
พระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบ พอไม่ทรงทราบก็ไม่มีคำว่าอโหสิ ไม่มีคำว่าไม่จองเวร สุดท้ายพระเทวทัตรับกรรมไปเอง นั่นกรณีของผู้ไม่รู้
.
การจะกล่าวคำว่า อโหสิกรรม นั้น ไม่ได้ทำง่ายเหมือนที่พูด ต้องประกอบด้วย เว้นอคติ ๔ นี่คือเจตนา แล้วมีเมตตาเป็นตัวนำ จึงจะถึงคำว่า วิมุตติ คือ ความพ้นแห่งกรรม
เจตนา-เมตตา-วิมุตติ-หยุดอคติ ๔
อโหสิกรรมจึงจะเกิดสมบูรณ์ ฟังเข้าใจมั้ย?
มันไม่ง่าย..
ถ้าเรียนรู้ศึกษา"กรรม" เราจะรู้ว่า ในชีวิตเราอยู่ในวงจรแห่งกรรมตลอด กงล้อแห่งกรรมหมุนไปตลอด
เรามีสิทธิ์จะหยุดมันได้มั้ย? ได้ ทำไมจะหยุดไม่ได้? หยุดได้
ใครเป็นคนทำกรรม? เราเป็นคนทำกรรม
เพราะฉะนั้น เราอยากจะหยุดกงล้อแห่งกรรม ก็หยุดกระทำกรรม
เรารู้ว่า ตอนนี้กงล้อแห่งอกุศลกรรมกำลังพลัดผัน หมุนเวียนเรา กำลังโขกสับเรา.. อย่างนั้นเราก็หยุดอกุศลกรรมโดยการหันมาทำกุศลกรรม มันก็เปลี่ยนไปแล้ว เห็นมั้ย..อุปปัตถัมภกกรรมในฝ่ายกุศลก็เข้ามาอุปถัมภ์เรา.. อุปปีฬกกรรม กรรมที่สนับสนุนให้กุศลนั้นสมบูรณ์ เจริญขึ้นก็เข้ามาหนุนดันเรา
ส่วนกรรมในฝ่ายอกุศลแรงน้อยกว่า อ่อนแรงลง ก็ตามไม่ทันเหมือนกับองคุลีมาล เป็นต้น
ฉะนั้น เราหยุดกรรมได้ ปัญหาว่า เรารู้มั้ยว่า เรากำลังอยู่ในวงล้อแห่งกรรม
ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ทุกวัน รู้มั้ย? ไม่รู้หรอก.. รู้ไม่จริงหรอก ถ้ารู้จริง ต้องระมัดระวังกาย วาจา ใจที่จะไม่เผลอทำกรรมใดๆ จนเป็นอาจิณณกรรมในฝ่ายอกุศล
อย่าลืมว่า "ไม่เผลอทำกรรมใดๆ ในฝ่ายอกุศลจนเป็นอาจิณ จะทำกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเท่านั้น"
กรรมฝ่ายอกุศล มีอะไรบ้าง?
..มโนทุจริต
โลภ อยากได้ของเขา
พยาบาทปองร้ายเขา
เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
ต้องวิจารให้ดีว่า แค่เห็นว่า สัตว์โลกเป็นตัวเป็นตน รูปร่างสวยงาม มีเพศ มีวัย มีสัณฐาน มีตัวกู ของกู อย่างนี้ก็ผิดจากทำนองคลองธรรมแล้ว
แม้คำว่า มีตัวกู ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะทำนองคลองธรรมของพระพุทธเจ้า.. สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ
แม้นธรรมทั้งหลายก็ไม่มีอยู่จริง
ธรรมทั้งหลาย ตัวเราเป็นธรรมด้วยมั้ย? (เป็น) เราก็ไม่มีอยู่จริง
ถ้าเมื่อใดที่มี "ตัวกู" ก็เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมแล้ว
เพราะฉะนั้น คำว่า เราจะทำ "มหากุศล"
เป็นอาจิณ ต้องสำเหนียก ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า ตัวกูก็ไม่มี อย่างนี้จึงเรียกว่า เห็นถูกตามทำนองคลองธรรม เข้าใจมั้ย?
ใครบอกว่า เราไม่กระทำกรรมในฝ่ายอกุศล กรรมไม่ดี จนเป็นอาจิณ.. ไม่ใช่.. แม้นมี "ตัวกู" อยู่ประจำก็เป็นอาจิณณกรรมในฝ่ายอกุศลแล้ว เพราะเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
เรื่องมโนกรรม เราไม่ผ่าน..วจีกรรม กายกรรม ยิ่งแย่ใหญ่
พอมีตัวกูขึ้นมาแล้ว.. เฮ้ย ทำกูทำไม? .. นั่นของกูนะ.. นั่นด่ากูทำไม? เอาล่ะ ทีนี้ เป็นเรื่องเป็นราวล่ะ
ถ้าเข้าใจเรื่องกรรม จะเข้าใจบริบทแห่งกรรม วิถีการเดิน พลัดผันกระบวนการแห่งกรรมชัดเจนมาก
.
จำไว้
มนุษย์ยิ่งเห็นแก่ตัวมากเท่าไหร่ ตัวกูใหญ่เท่าไหร่ โลกนี้จะแคบลงเท่านั้น แต่ถ้ามนุษย์ไม่มีตัวกู โลกนี้จะกว้างมาก สุดลูกหูลูกตา เพราะมีที่ว่างให้ใครมาอยู่ใกล้ตลอดเวลา
นี่โทษเพราะมนุษย์ไม่ตั้งตัวอยู่ในทำนองคลองธรรม เลยกลายเป็นตัวกูใหญ่ที่สุด ใครจะมากระทบกระแทก มาใกล้ตัวกูไม่ได้ เลยต้องฆ่ากัน นี่แหละ ลักษณะตัวกูล้วนๆ ยึดถือตัวกู บ้านกู ประเทศกู สมบัติกู ครอบครัวกู พี่น้องกู พวกพ้องกู ญาติกู พ่อแม่กู และก็ฆ่าคนที่ไม่ใช่พวกกู เพื่อให้ตัวกูอยู่ได้
ฉะนั้น มีตัวกูไม่ได้ ไม่ใช่ทำนองคลองธรรม ลูก.. มีตัวกู ต้องทำลายให้หมดไป
พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำลายตัวกู
ทานมัย บริจาค
จาคะ การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน
ทรงสอนวิธีทำลายตัวกู ให้ตัวกูลดลง
.. ความถือตัวถือตนลดลงด้วยการกราบ การไหว้ การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน การมีเมตตา มีน้ำใจ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว วิธีทำลายตัวกู
แต่มนุษย์สมัยนี้ไม่มีอย่างนี้ เลยยิ่งเดือดร้อนเข้าไปทุกทีๆ กูก็บ่นตามประสาคนแก่
.
หลวงปู่พุทธะอิสระ
วัดอ้อน้อย ( ธรรมอิสระ )
อ.กำแพงแสน จ. นครปฐม
ขอนอบน้อมกราบ
สาธุวันทา
คุณครูบาอาจารย์
🙏🙏🙏
อโหสิกรรมอย่างไรตอบโดหลวงปู่พุทธะอิสระ
หมั่นสร้างอาจิณกรรมฝ่ายกุศล
มีสัตว์บุคคลตัวตัวเราเขา_เห็นผิดทำนองคลองธรรม
ทำทานกุศลอย่างไม่มีตัวกู
กุศโลบายลดตัวกู
เราคุยเรื่องอโหสิกรรม คุยกันมานานมาก.. "อโหสิกรรม อโหสิกรรม" แล้วทำไมไม่หยุดยั้งผลแห่งกรรม? เพราะว่าเราไม่ได้ทำอโหสิกรรมให้ครบสมบูรณ์
อโหสิกรรม ต้องประกอบด้วย
๑.เจตนา
๒.เมตตา
๓.วิมุตติ
มี"เจตนา"ก่อน.. ต้องไม่ประกอบด้วยอคติทั้ง ๔
1.ฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบพอ
2.โทสาคติ คือ ความลำเอียงเพราะโกรธ หรือชิงชัง
3.โมหาคติ คือ ความลำเอียงเพราะหลง หรือความเขลา
4.ภยาคติ คือ ความลำเอียงเพราะกลัว
รัก โกรธ หลง กลัว ถ้ายังมีอยู่ อย่ามาพูดคำว่า อโหสิกรรม จะเป็นอโหสิกรรมไปไม่ได้เลย เพราะว่า เจตนาไม่ครบสมบูรณ์ เพราะอะไร?
เพราะอโหสิกรรม มีอำนาจถึงขนาดหยุดยั้งผลแห่งกรรม เรียกว่า วิมุตติ คือความหลุดพ้น
ที่พูดกันติดปากว่า อโหสิ อโหสิ จะอโหสิได้ต่อเมื่อต้องไม่รัก ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่กลัว มีใจเป็นกลางๆ จึงจะเรียกว่า อโหสิ พ้น กรรมนั้นจึงจะหยุดยั้งได้
แล้วมี "เมตตา"เป็นเครื่องเดิน "เจตนา" นั้นให้ไปข้างหน้า.. เดินอโหสิกรรมไปข้างหน้า คือ หยุดยั้งอคติทั้ง ๔
สรุปแล้ว ถ้าเมื่อใดที่เรายังมีอคติทั้ง ๔ อยู่ อโหสิกรรมไม่เป็นผล
ต้องหยุดอคติทั้ง ๔ ให้ได้ แล้วทีนี้ เราจะอโหสิกรรมได้ จะกลายเป็นหยุดกรรมได้
กรรม มีอำนาจมาก มีอำนาจยิ่งใหญ่ถึงขนาดพระพุทธเจ้ากับพระเทวทัตยังไม่ผ่านพ้นการจองกรรมแม้ชาติสุดท้าย
พระพุทธเจ้าทรงจัดคำว่า ให้ทาน คือ อภัยทาน การให้ที่เหนือ.. บุญที่ทำแล้วสำเร็จประโยชน์สมบูรณ์ คือ บุญที่ได้จากการให้อภัย เพราะมีอำนาจหยุดยั้งผลแห่งกรรมนั้นๆ ที่เราให้อโหสิ หรือว่า ไม่ถือโทษ ไม่โกรธเคือง
คำว่า อโหสิ คือ ไม่ถือโทษ ไม่โกรธเคือง ไม่รัก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง จึงจะเป็นอโหสิกรรม เพราะฉะนั้น จึงอยู่ในข้อว่า เจตนา
แล้ว "เมตตา"เป็นสะพานให้เว้นอคติทั้ง ๔ แล้วจึงจะถึงคำว่า วิมุตติ คือ หลุดพ้นจากอำนาจแห่งกรรม
ฉะนั้น ที่เราพูดกันพล่อยๆ ติดปาก "อโหสิ อโหสิ" อโหสิมั้ย? ไม่อโหสิ เพราะไม่หยุดรัก ไม่หยุดโลภ ไม่หยุดโกรธ ไม่หยุดกลัว ก็อโหสิไม่ได้
ถ้ายังมีรัก มีโลภ มีโกรธ มีกลัวอยู่ ต่อให้ภาวนาให้ตายว่า อโหสิ อโหสิ ก็ไม่หยุดผลแห่งกรรม กรรมต้องให้ผลอยู่ดี
อโหสิกรรม จึงเป็นกรรมอันใหญ่ ดูผิวเผิน เป็นกรรมสามัญธรรมดาๆ แต่ต้องประกอบด้วยคุณธรรม ขนาดพระเทวทัตยังจองเวรพระพุทธเจ้า.. ชาติแรก หยิบทรายมา ๑ กำมือ ข้าจะจองเวรเจ้าเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมือข้า แล้วก็ขาดใจตาย และพระเทวทัตไล่จองเวรมาตลอด
.
พระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบ พอไม่ทรงทราบก็ไม่มีคำว่าอโหสิ ไม่มีคำว่าไม่จองเวร สุดท้ายพระเทวทัตรับกรรมไปเอง นั่นกรณีของผู้ไม่รู้
.
การจะกล่าวคำว่า อโหสิกรรม นั้น ไม่ได้ทำง่ายเหมือนที่พูด ต้องประกอบด้วย เว้นอคติ ๔ นี่คือเจตนา แล้วมีเมตตาเป็นตัวนำ จึงจะถึงคำว่า วิมุตติ คือ ความพ้นแห่งกรรม
เจตนา-เมตตา-วิมุตติ-หยุดอคติ ๔
อโหสิกรรมจึงจะเกิดสมบูรณ์ ฟังเข้าใจมั้ย?
มันไม่ง่าย..
ถ้าเรียนรู้ศึกษา"กรรม" เราจะรู้ว่า ในชีวิตเราอยู่ในวงจรแห่งกรรมตลอด กงล้อแห่งกรรมหมุนไปตลอด
เรามีสิทธิ์จะหยุดมันได้มั้ย? ได้ ทำไมจะหยุดไม่ได้? หยุดได้
ใครเป็นคนทำกรรม? เราเป็นคนทำกรรม
เพราะฉะนั้น เราอยากจะหยุดกงล้อแห่งกรรม ก็หยุดกระทำกรรม
เรารู้ว่า ตอนนี้กงล้อแห่งอกุศลกรรมกำลังพลัดผัน หมุนเวียนเรา กำลังโขกสับเรา.. อย่างนั้นเราก็หยุดอกุศลกรรมโดยการหันมาทำกุศลกรรม มันก็เปลี่ยนไปแล้ว เห็นมั้ย..อุปปัตถัมภกกรรมในฝ่ายกุศลก็เข้ามาอุปถัมภ์เรา.. อุปปีฬกกรรม กรรมที่สนับสนุนให้กุศลนั้นสมบูรณ์ เจริญขึ้นก็เข้ามาหนุนดันเรา
ส่วนกรรมในฝ่ายอกุศลแรงน้อยกว่า อ่อนแรงลง ก็ตามไม่ทันเหมือนกับองคุลีมาล เป็นต้น
ฉะนั้น เราหยุดกรรมได้ ปัญหาว่า เรารู้มั้ยว่า เรากำลังอยู่ในวงล้อแห่งกรรม
ทุกคนที่มีชีวิตอยู่ทุกวัน รู้มั้ย? ไม่รู้หรอก.. รู้ไม่จริงหรอก ถ้ารู้จริง ต้องระมัดระวังกาย วาจา ใจที่จะไม่เผลอทำกรรมใดๆ จนเป็นอาจิณณกรรมในฝ่ายอกุศล
อย่าลืมว่า "ไม่เผลอทำกรรมใดๆ ในฝ่ายอกุศลจนเป็นอาจิณ จะทำกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเท่านั้น"
กรรมฝ่ายอกุศล มีอะไรบ้าง?
..มโนทุจริต
โลภ อยากได้ของเขา
พยาบาทปองร้ายเขา
เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
ต้องวิจารให้ดีว่า แค่เห็นว่า สัตว์โลกเป็นตัวเป็นตน รูปร่างสวยงาม มีเพศ มีวัย มีสัณฐาน มีตัวกู ของกู อย่างนี้ก็ผิดจากทำนองคลองธรรมแล้ว
แม้คำว่า มีตัวกู ก็ไม่ใช่แล้ว เพราะทำนองคลองธรรมของพระพุทธเจ้า.. สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ
แม้นธรรมทั้งหลายก็ไม่มีอยู่จริง
ธรรมทั้งหลาย ตัวเราเป็นธรรมด้วยมั้ย? (เป็น) เราก็ไม่มีอยู่จริง
ถ้าเมื่อใดที่มี "ตัวกู" ก็เห็นผิดจากทำนองคลองธรรมแล้ว
เพราะฉะนั้น คำว่า เราจะทำ "มหากุศล"
เป็นอาจิณ ต้องสำเหนียก ระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาว่า ตัวกูก็ไม่มี อย่างนี้จึงเรียกว่า เห็นถูกตามทำนองคลองธรรม เข้าใจมั้ย?
ใครบอกว่า เราไม่กระทำกรรมในฝ่ายอกุศล กรรมไม่ดี จนเป็นอาจิณ.. ไม่ใช่.. แม้นมี "ตัวกู" อยู่ประจำก็เป็นอาจิณณกรรมในฝ่ายอกุศลแล้ว เพราะเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
เรื่องมโนกรรม เราไม่ผ่าน..วจีกรรม กายกรรม ยิ่งแย่ใหญ่
พอมีตัวกูขึ้นมาแล้ว.. เฮ้ย ทำกูทำไม? .. นั่นของกูนะ.. นั่นด่ากูทำไม? เอาล่ะ ทีนี้ เป็นเรื่องเป็นราวล่ะ
ถ้าเข้าใจเรื่องกรรม จะเข้าใจบริบทแห่งกรรม วิถีการเดิน พลัดผันกระบวนการแห่งกรรมชัดเจนมาก
.
จำไว้
มนุษย์ยิ่งเห็นแก่ตัวมากเท่าไหร่ ตัวกูใหญ่เท่าไหร่ โลกนี้จะแคบลงเท่านั้น แต่ถ้ามนุษย์ไม่มีตัวกู โลกนี้จะกว้างมาก สุดลูกหูลูกตา เพราะมีที่ว่างให้ใครมาอยู่ใกล้ตลอดเวลา
นี่โทษเพราะมนุษย์ไม่ตั้งตัวอยู่ในทำนองคลองธรรม เลยกลายเป็นตัวกูใหญ่ที่สุด ใครจะมากระทบกระแทก มาใกล้ตัวกูไม่ได้ เลยต้องฆ่ากัน นี่แหละ ลักษณะตัวกูล้วนๆ ยึดถือตัวกู บ้านกู ประเทศกู สมบัติกู ครอบครัวกู พี่น้องกู พวกพ้องกู ญาติกู พ่อแม่กู และก็ฆ่าคนที่ไม่ใช่พวกกู เพื่อให้ตัวกูอยู่ได้
ฉะนั้น มีตัวกูไม่ได้ ไม่ใช่ทำนองคลองธรรม ลูก.. มีตัวกู ต้องทำลายให้หมดไป
พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำลายตัวกู
ทานมัย บริจาค
จาคะ การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน
ทรงสอนวิธีทำลายตัวกู ให้ตัวกูลดลง
.. ความถือตัวถือตนลดลงด้วยการกราบ การไหว้ การให้ การเสียสละ การแบ่งปัน การมีเมตตา มีน้ำใจ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว วิธีทำลายตัวกู
แต่มนุษย์สมัยนี้ไม่มีอย่างนี้ เลยยิ่งเดือดร้อนเข้าไปทุกทีๆ กูก็บ่นตามประสาคนแก่
.
หลวงปู่พุทธะอิสระ
วัดอ้อน้อย ( ธรรมอิสระ )
อ.กำแพงแสน จ. นครปฐม
ขอนอบน้อมกราบ
สาธุวันทา
คุณครูบาอาจารย์
🙏🙏🙏