สวัสดีครับ ผมชื่อ t เติบโตมากับครอบครัวที่ดูเหมือนจะดีครอบครัวหนึ่ง ตั้งแต่เด็กมักถูกเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ตัวไปถึงผู้ใหญ่ที่บ้าน เป็นพี่คนโตต้องเสียสละให้น้องเป็นคำที่ได้ยินจนชิน มีน้อง1คนเป็นน้องชายและมีลูกพี่ลูกน้องอีก2คนที่สนิท ตอนเด็กโตมาโดยรู้ว่าต่อให้เราจะร้องไห้ขนาดไหนก็ไม่ได้ของเล่นที่อยากได้ไม่ว่าจะราคาไม่กี่บาทเลย แม่จะบอกตลอดว่าแพงไป เสมอทำให้รู้มาตั้งแต่เด็กว่าต่อให้ร้องไห้ก็ไม่มีความหมาย ครอบครัวไม่ได้มีเงินเยอะ
แต่ก็ไม่ถึงกับจน ทุกๆอาทิตย์จะต้องไปกินข้าวกับครอบครัวฝั่งแม่ 1 วันในตอนเย็นแล้วก็จะเป็นช่วงที่ได้เจอกับลูกพี่ลูกน้องตอนเด็กๆเจอกันก็เล่นกันปกติของเด็กทั่วไป แต่พอเริ่มเข้าชั้นประถมผมเรียนโรงเรียนรัฐบาล ห้องทั่วไปด้วยความที่เป็นคนหัวค่อนข้างเร็วอยู่นิดหน่อยทำให้เข้าใจบทเรียนกว่าเพื่อนบางส่วนในห้อง
แต่ด้วยความว่าเป็นเด็กเลยไม่ค่อยสนใจงานในห้องเท่าไหร่จะลืมทำงานส่งตลอด ทำให้เกรดออกมาดูแย่ถึงคะแนนสอบจะดี ตอนแรกก็ไม่อะไรเท่าไหร่แต่ พอลูกพี่ลูกน้องเข้าโรงเรียนเดียวกันแล้วอยู่ห้อง English program ส่วนตัวผมตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรแต่ พอเกรดออกมา ลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่า 1ปี เกรดดีเยี่ยม ต่างกับผมที่เกรดแย่ ตอนนั้นผมเริ่มเห็นความแตกต่างของคนรอบตัวปฏิบัติกับผมและลูกพี่ลูกน้อง ไม่ว่าจะการพูดคุยกับญาติผู้ใหญ่ที่คุยกับผมแบบปกติที่ไม่ค่อยใส่ใจอารมณ์ของผม แต่จะเป็นอีกแบบกับบูกพี่ลูกน้องตอนเด็กผมก็สงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ผมตอนเด็กนั้นเป็นคนยิ้มง่ายพูดกับทุกคนได้ไม่ว่ากับใครซึ่งแตกต่างกับ ปัจจุบันมาก ตอนเด็กด้วยความที่ผมชอบถามถึงเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่คำถามเหล่านั้นเริ่มน้อยลง เพราะเมื่อถามแล้วคนรอบข้างไม่อยากตอบ ก็จะพูดปัดรำคาญด้วยการตะคอกว่ากล่าวทำให้ผมเริ่มถามน้อยลงทุกวัน ทุกอาทิตย์ตอนไปกินข้าวบ้านแม่ ผมในตอนนั้นจะรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องไปเจอญาติฝั่งแม่ไม่ว่าผมจะทำผิดเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็จะโดนว่า กล่าวตลอด กลับกันเวลาลูกพี่ลูกน้องทำกลับกลายเป็นเรื่องตลกที่ทุกคนไม่ใส่ใจแล้วมองว่าเป็นเรื่องน่าเอ็นดูในสายตา ตัวผมนั้นตอนเด็กไม่ได้สนิทกับแม่เท่าไหร่เพราะแม่ทำงานธนาคารแล้วกลับดึกตลอด ส่วนใหญ่จะอยู่แต่กับบ้านของปู่ย่าส่วนพ่อก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันด้วยเรื่องงานแต่ในตอนเด็กอยู่กับพ่อแล้วรู้สึกสนุกกว่าอยู่กับแม่แต่ด้วยความที่พ่อผม เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ดีอะไรพ่อผมมีชู้กับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วพาผมไปหาชู้ด้วยเพราะจะปล่อยผมอยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ในตอนเด็กผมก็ไม่รู้อะไรเลยไม่คิดมากแต่พอที่บ้านจับได้ก็เลย ได้รู้ว่าพ่อไม่ใช่พ่อที่ดีอะไร แล้ววันที่ทำให้ชีวิตผมต่องเปลี่ยนไปก็มาถึง
ตอนที่อยู่ๆพ่อก็ลาออกจากงานที่ทำแล้วบอกจะไปทำธุรกิจกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดแต่พอไปได้ไม่นานก็มีสายโทรมาหาที่บ้านว่าพ่อผมถูกจับข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด
ผมไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นยังไงเพราะพ่อก็บอกว่าเพื่อนที่รู้จักมันแอบขนยาเสพติดแล้วพ่อไม่รู้อะไรด้วยแต่ขี่รถไปรับเลยโดนด้วย แต่มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของผมเลยก็ได้ ทำให้ช่วง ป.2 ผมต้องย้ายไปอยู่บ้านฝั่งแม่หลังจากเหตการนี้แม่ผมลาออกจากงานธนาคารมาขายของกับที่บ้านแม่ แต่พอได้ย้ายมามันเริ่มกลายเป็นฝันร้ายของผม ด้วยความที่บ้านแม่ขายอาหารทำให้ช่วงเวลาในการใช้ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปด้วยจากไม่เคยต้องทำอะไรเริ่มต่องมาช่วยทำความสะอาดโต๊ะ เก็บเศษอาหารหลังลูกค้ากินเสร็จตอนที่ได้ทำครั้งแรกก็ไม่เท่าไหร่แต่พอผ่านไปหน้าที่ก็หนักขึ้นด้วย ความที่บ้านฝั่งแม่พูดจากันแรงทำให้ผมรู้สึกตกใจตลอดพอลูกค้าเยอะก็งานเยอะ ก็อารมณ์เสียตลอดทำให้ผมมักจะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์เสมอแต่จะมีนานๆทีเสาร์อาทิตย์ ลูกพี่ลูกน้องผมจะมาเล่นด้วยผมถึงจะได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องช่วยงานในตอนนั้นผมได้แต่นั้งคิดว่าทำไมเฉพาะเวลาลูกพี่ลูกน้องมาทุกคนถึงใจดีขึ้น เพราะต้องตื่นเช้าขึ้นทำให้ผมเริ่มง่วงที่โรงเรียนบ่อยๆกับด้วยว่าต้องคอยช่วยที่บ้านเกรดก็เลยร่วงลงมาตลอด แล้วสิ่งที่ตามมาคือคำเปรียบเทียบกับลูกพี่ลูกน้องไม่ว่าผมจะบอกว่าคะแนนสอบรอบนี้ดีทุกคนก็จะไม่ใส่ใจไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ผมจะดูไม่ค่อยดีในสายตาของที่บ้านเลยแล้วชีวิตในโรงเรียนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กตัวเล็ก มักจะถูกเพื่อนแกล้งตลอด ไม่ว่าจะข่มเหงหรือมีความรุนแรงนิดหน่อยผมไม่สามารถสู้ได้เลยที่โรงดรียนสำหรับผมก็ไม่ค่อยมีความสุขต่างจากที่บ้านเท่าไหร่ด้วยความที่ผมฉี่ราดกางเกงบ่อยมากด้วยเป็นคนบ้าจี้มักโดนเพื่อนที่แกล้งจี้ทำให้ฉี่ราดบ่อยครั้ง ทุกครั้งตอน ป.2-4 ผมจะได้กลับพร้อมลูกพี่ลูกน้องเพราะแม่ของลูกพี่ลูกน้องจะมารับกลับเพราะบ้านเป็นทางเดียวกัน ผมจะรู้สึกดีเพราะตอนกลับจะได้ขนมห่อละ5บาทที่ซื้อให้ด้วยและด้วยความที่เป็นคนใจดีจะคอยพูดดีด้วยตลอด ต่างกับคนอื่นลิบลับ
ด้วยความที่ผมกลับพร้อมลูกพี่ลูกน้องทำให้ผมต้องไปรอที่ตึก EP ที่ลูกพี่ลูกน้องเรียนอยู่พวกผมสนิทกันมากเลยตอนเด็ก แต่ระหว่างรอเคยโดนทักจากเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องว่าเหม็นกลิ่นฉี่ทำให้รู้สึกแย่มากทั้งที่วันนั้นผมไม่ได้ฉี่ราดกางเกง ทำให้รู้ว่าลูกพี่ลูกน้องอาจเอาเรื่องนี้ไปพูดเล่นกันกับเพื่อนตอนนั้นก็รู้สึกมีกำแพงในใจขึ้นมากับลูกพี่ลูกน้องที่สนิทแต่จะพูดด้วยทุกเรื่องไม่ได้ และก็มาถึงตอนที่เริ่มรู้ว่าที่บ้านลูกพี่ลูกน้องค่อนข้างมีเงิน ทำให้มีอะไรฝ่ายญาติฝั่งแม่จะเกรงใจ เวลาไปไหนเจอใครก็บอกว่าหลานฉันเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ผมก็เข้าใจเวลาอยากจะอวดหลานที่เรียนเก่ง แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเลยเพราะชอบเอาเรื่องผมไปล้อเล่นพูดเล่นกับคนอื่นไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องอะไรเล็กน้อยมักถูกหยิบจับมาพูดสนุกปากกัน เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ดูไร้ความหมายมีแต่ถูกซ้ำเติมไม่ว่าจะความเห็นอะไรมักถูกปัดตกตลอดทำให้ผมชินกับการเป็นผู้ตามเพื่อไม่ให้ถูกว่าหรือถูกบ่น ผมได้โยนความคิดสร้างสรรค์กับความคิดเห็นทิ้งไปตอนไหนก็ไม่รู้ เวลาไปกินข้าวที่อาทิตย์ละครั้งยายจะถามตลอดว่าอยากกินอะไรแล้วด้วยความที่ตอนเด็กเด็กทุกคนจะได้นั่งรถคันเดียวกันมาทำให้คนนู้นคนนี้ต่างมีข้อเสนอ ผมที่คิดไม่ออกว่าจะกินอะไรเพราะสุดท้ายมันจะต้องถูกปัดตกไปแน่นอนเลยได้แต่พูดไปงั้นๆแหละไม่ได้คาดหวังอะไรเลยผมมักคอยดูอารมและสีหน้าของผู้ใหญ่ตลอด จะได้ไม่โดนว่าหรือตีทำให้ผมที่ตอนเด็กพูดเยอะกลายเป็นเริ่มไม่พูดอะไรกับที่บ้านเท่าไหร่จะคอยตอบมากกว่าพูดหัวข้อการสนทนาตลอด ผมรู้สึกท้อมากที่ชีวิตเป็นแบบนี้และไม่สามารถระบายกับใครได้มีแต่อิจฉา น้องแท้ๆกับลูกพี่ลูกน้องในใจน้องชายแท้ๆผมต่างกับผมในหลายด้านไม่ว่าจะรสนิยมการใช้ชีวิตหรือสังคมน้องผมไม่ได้ย้ายมาอยู่บ้านยายกับแม่แต่ยังอยู่บ่านฝั่งพ่อ มีเรื่องหนึ่งที่ความเห็นในตอนเด็กของเราตรงกันคือเรื่องความ ลำเอียงของบ้านยายที่มีกับลูกพี่ลูกน้อง ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกระทั้งผมได้รู้จักกับเกมมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมลืมทุกอย่างได้ไม่ต้องคิดอะไรผมรู้สึกดีขึ้นมากในตอนนั้น เวลาผ่านไปจนผมกำลังจะจบ ป.6 เพื่อนส่วนใหญ่จะไปเข้าโรงเรียน 1 แต่ที่บ้านอยากให้ผมเข้า โรงเรียน 2 ผมเลยพยายามบอกว่าอยากเข้า โรงเรียน 1 แต่ที่บ้านไม่ฟังสุดท้ายผมเลยได้มาโรงเรียน 2 ผมรู้สึกเสียงของผมมันไร้ค่าไม่ว่ากับใครเลยในใจได้แต่คิดแบบนี้แต่พูดออกไปไม่ได้ ผมได้เจอเพื่อนใหม่สังคมใหม่ และได้เริ่มเล่นกีฬากับเพื่อนแต่มีสิ่งหนึ่งที่ร่วงลงมาด้วยคือเกรดผมแย่มากโดนด่าโดนว่าหนักกว่าเดิม เพราะผมไม่ได้สนใจส่งงานหรือการบ้านเท่าไหร่ ผมให้ความสำคัญกับความสุขที่อยู่ในตอนนั้นที่สุด ผมรู้อยู่ว่ามันไม่ดีแต่ผมก็ไม่อาจโฟกัสกับการให้ความสนใจกับการเรียนได้มากเท่าที่ควรเพราะรู้สึกว่าถึงพยายามไปทุกคนก็มองว่าไร้ค่า ไม่ว่าจะเคยทำคะแนนสอบในคาบได้เต็มคนเดียวในห้องเรียนของวิชาที่ถนัดแต่ ที่บ้านก็จะคอยบอกว่าโม้โกหกตลอดกลับกันเกรดของลูกพี่ลูกน้องดีและเรียนเก่งทำให้ทุกอย่างที่ทำรู้สึกไร้ค้าตลอด แต่ผมไม่ได้เกรียดลูกพี่ลูกน้องอะไรเลยแค่รู้สึกอิจฉาตลอด ตลอดเวลาเพื่อนชวนไปเที่ยวผมได้แต่บอกปัดไปเพราะไม่มีเงินส่วนหนึ่งแต่อีกส่วนคือที่บ้านไม่เคย อนุญาตให้ไปเลยไม่ว่าจะทริปอะไรก็ตามทำเอาให้เพื่อนแทบจะเลิกชวนเลยเพราะรู้คำตอบอยู่แล้ว เวลาคุยกับคนอื่นผมรู้สึกกดดันตลอดเวลาที่อุ่นใจที่สุดคือตอนอยู่กับตัวเองคนเดียวชอบอยู่ในห้องแคบที่ไม่กว่างรู้สึกตัวอีกทีผมก็กลายเป็นคนเก็บตัวอยู่แต่บ้านไปแล้วออกไปข้างนอกรู้สึกค่อนข้างหมดกำลังใจที่จะไป
หลังจากใช้ชีวิตในช่วง ม.ต้น จบไปผมอยากเรียนต่อ ม.ปลาย แต่แม่บอกให้ไปเรียน ปวช สายไฟฟ้าดีกว่าจะได้ไม่ตกงานผมทำได้แต่จำยอมเพราะไม่กล้าพูด หรือพูดไปก็เหมือนเดิมทำให้ ได้เข้าเรียนที่นั้นเป็น สังคมที่ต่างกันกับตอน ม.ต้นมาก เพราะสมัยเรียน ม.ต้นผมก็เรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในจังหวัด พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยนทุกอย่างดูยากไปหมดเลยไม่ว่าจะในการคุยกับคนอื่นหรือการที่ทุกคนจะคอยมีระยะห่างในบทสนทนากับผมไม่เชิงว่ากีดกันแต่เหมือนเกรงใจในระดับนึงตลอด ผมได้แต่เรียนไปเรื่อยๆกับสายที่ไม่ชอบผมอยากจะเรียน ม.ปลายสายศิลป์แค่นั้นแต่มันต่างกันมากผมยังคงไม่รู้ว่าจบมาจะทำอะไรไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อจนจบไปแล้ว กำลังจะเรียน ปวส ปี1 แต่เพราะช่วงโควิดทำให้ผมได้เรียนที่บ้านทำให้ได้มีเวลาคิดกับ ตัวเองได้คุยกับเพื่อนว่าควรบอกที่บ้าน ว่าไม่ได้ชอบเรียนสายนี้ ทำให้ผมได้คุยกับแม่มีทะเลาะกันแต่สุดท้ายก็ได้ที่เรียนใหม่ แต่สุดท้ายก็มีให้ผมเบือกแค่ วิศวคอมพิวเตอร์ หรือ วิศว อื่นๆ ที่บ้านเลยเลือกให้เรียนวิศวคอมพิวเตอร์ ทั้งที่ไม่มีเวลาอะไรเลยในการปูพื้นฐานความรู้ ม.ปลาย หรือความรู้สายที่จะเรียน พอสอบได้ก็เจอวิชายากๆหลายๆตัว ทำให้ติด f หลายวิชาเกรดไม่ดีทั้งที่เคยบอกแล้วว่าไม่ได้อยากเรียนวิศว เลยทำให้โดนบ่นบ่นไม่ว่าจะที่ไหนทั้งเวลากินข้าวเวลาไหนก็ตามที่อยู่กันกับครอบครัวจะมีหัวข้อเรื่องนี้ตลอดเลยทั้งที่ผมก็ลองพยายามดูแล้วลองพูดแล้วแต่ก็เป็นแบบนี้แล้วพอมาอยู่ๆ ถามผมว่างั้นชอบอะไรอยากเรียนอะไรจบมาจะทำอะไรผมได้แต่คิดในใจว่ามาถามตอนนี้ทำไม ผมไม่สามารถบอกได้เลยว่าอยากทำอะไรอยากเรียนอะไรจบมาทำงานอะไร ผมไม่เคยได้คิดไม่เคยได้แสดงความคิดเห็นเลยอยู่ๆ มาถามผมก็ไม่รู้ไมู่้ตะเอาไงต่อกับชีวิตเลยได้แต่นั่งคิด ประสบการณ์อะไรก็ไม่มี แล้วที่บ้านก็บอกถ้าเจอเพื่อนที่ถ้าทำงานแล้วแล้วจะอายเพื่อนไหมถ้าตัวเองยังเป็นแบบนี้ บอกว่าไม่เคยคิดอะไร ไม่เข้าใจว่าที่บ้านเป็นห่วงเลยหรอ ผมได้แต่ฟังแล้วตอบไม่ได้ถ้าพูดก็กลายเป็นเถียงตลอดนี้เลยมีแต่จะทะเลาะ กันเท่านั้นผมมีคำพูดที่อยากจะพูดกลับไปมากมายแต่พูดไม่ได้สักคำได้แต่ทนฟังอย่างเดียวได้แต่เอาไปเทียบกับน้องชายตัวเองที่อายุห่างกัน3ปี เกรดก็แย่กว่าแต่ก็ได้เรียนโรงเรียนที่อยากเรียนได้เรียนสาขาที่ อยากเรียน ได้แต่คิดว่าทำไมตอนพยายามพูดถึงไม่ฟังกันบ้าง แล้วพอเวลาผ่านไปจะให้กลับไปแก้ไขตอนนี้ได้ไหม ผมได้แต่คิดวนไปวนมาตอนนี้รู้สึกท้อรู้สึกเหนื่อยกับทุกอย่างอยากลืมทุกอย่างแล้วหายไปเลยแต่ก็ยังทำใจไม่ได้ ผมควรทำยังไงดี
แค่อยากอยู่โดยไม่ต้องคิดอะไร
แต่ก็ไม่ถึงกับจน ทุกๆอาทิตย์จะต้องไปกินข้าวกับครอบครัวฝั่งแม่ 1 วันในตอนเย็นแล้วก็จะเป็นช่วงที่ได้เจอกับลูกพี่ลูกน้องตอนเด็กๆเจอกันก็เล่นกันปกติของเด็กทั่วไป แต่พอเริ่มเข้าชั้นประถมผมเรียนโรงเรียนรัฐบาล ห้องทั่วไปด้วยความที่เป็นคนหัวค่อนข้างเร็วอยู่นิดหน่อยทำให้เข้าใจบทเรียนกว่าเพื่อนบางส่วนในห้อง
แต่ด้วยความว่าเป็นเด็กเลยไม่ค่อยสนใจงานในห้องเท่าไหร่จะลืมทำงานส่งตลอด ทำให้เกรดออกมาดูแย่ถึงคะแนนสอบจะดี ตอนแรกก็ไม่อะไรเท่าไหร่แต่ พอลูกพี่ลูกน้องเข้าโรงเรียนเดียวกันแล้วอยู่ห้อง English program ส่วนตัวผมตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรแต่ พอเกรดออกมา ลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่า 1ปี เกรดดีเยี่ยม ต่างกับผมที่เกรดแย่ ตอนนั้นผมเริ่มเห็นความแตกต่างของคนรอบตัวปฏิบัติกับผมและลูกพี่ลูกน้อง ไม่ว่าจะการพูดคุยกับญาติผู้ใหญ่ที่คุยกับผมแบบปกติที่ไม่ค่อยใส่ใจอารมณ์ของผม แต่จะเป็นอีกแบบกับบูกพี่ลูกน้องตอนเด็กผมก็สงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ผมตอนเด็กนั้นเป็นคนยิ้มง่ายพูดกับทุกคนได้ไม่ว่ากับใครซึ่งแตกต่างกับ ปัจจุบันมาก ตอนเด็กด้วยความที่ผมชอบถามถึงเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่คำถามเหล่านั้นเริ่มน้อยลง เพราะเมื่อถามแล้วคนรอบข้างไม่อยากตอบ ก็จะพูดปัดรำคาญด้วยการตะคอกว่ากล่าวทำให้ผมเริ่มถามน้อยลงทุกวัน ทุกอาทิตย์ตอนไปกินข้าวบ้านแม่ ผมในตอนนั้นจะรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องไปเจอญาติฝั่งแม่ไม่ว่าผมจะทำผิดเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็จะโดนว่า กล่าวตลอด กลับกันเวลาลูกพี่ลูกน้องทำกลับกลายเป็นเรื่องตลกที่ทุกคนไม่ใส่ใจแล้วมองว่าเป็นเรื่องน่าเอ็นดูในสายตา ตัวผมนั้นตอนเด็กไม่ได้สนิทกับแม่เท่าไหร่เพราะแม่ทำงานธนาคารแล้วกลับดึกตลอด ส่วนใหญ่จะอยู่แต่กับบ้านของปู่ย่าส่วนพ่อก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันด้วยเรื่องงานแต่ในตอนเด็กอยู่กับพ่อแล้วรู้สึกสนุกกว่าอยู่กับแม่แต่ด้วยความที่พ่อผม เป็นผู้ชายที่ไม่ได้ดีอะไรพ่อผมมีชู้กับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วพาผมไปหาชู้ด้วยเพราะจะปล่อยผมอยู่บ้านคนเดียวไม่ได้ในตอนเด็กผมก็ไม่รู้อะไรเลยไม่คิดมากแต่พอที่บ้านจับได้ก็เลย ได้รู้ว่าพ่อไม่ใช่พ่อที่ดีอะไร แล้ววันที่ทำให้ชีวิตผมต่องเปลี่ยนไปก็มาถึง
ตอนที่อยู่ๆพ่อก็ลาออกจากงานที่ทำแล้วบอกจะไปทำธุรกิจกับเพื่อนที่ต่างจังหวัดแต่พอไปได้ไม่นานก็มีสายโทรมาหาที่บ้านว่าพ่อผมถูกจับข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด
ผมไม่รู้หรอกว่าความจริงเป็นยังไงเพราะพ่อก็บอกว่าเพื่อนที่รู้จักมันแอบขนยาเสพติดแล้วพ่อไม่รู้อะไรด้วยแต่ขี่รถไปรับเลยโดนด้วย แต่มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของผมเลยก็ได้ ทำให้ช่วง ป.2 ผมต้องย้ายไปอยู่บ้านฝั่งแม่หลังจากเหตการนี้แม่ผมลาออกจากงานธนาคารมาขายของกับที่บ้านแม่ แต่พอได้ย้ายมามันเริ่มกลายเป็นฝันร้ายของผม ด้วยความที่บ้านแม่ขายอาหารทำให้ช่วงเวลาในการใช้ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปด้วยจากไม่เคยต้องทำอะไรเริ่มต่องมาช่วยทำความสะอาดโต๊ะ เก็บเศษอาหารหลังลูกค้ากินเสร็จตอนที่ได้ทำครั้งแรกก็ไม่เท่าไหร่แต่พอผ่านไปหน้าที่ก็หนักขึ้นด้วย ความที่บ้านฝั่งแม่พูดจากันแรงทำให้ผมรู้สึกตกใจตลอดพอลูกค้าเยอะก็งานเยอะ ก็อารมณ์เสียตลอดทำให้ผมมักจะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์เสมอแต่จะมีนานๆทีเสาร์อาทิตย์ ลูกพี่ลูกน้องผมจะมาเล่นด้วยผมถึงจะได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องช่วยงานในตอนนั้นผมได้แต่นั้งคิดว่าทำไมเฉพาะเวลาลูกพี่ลูกน้องมาทุกคนถึงใจดีขึ้น เพราะต้องตื่นเช้าขึ้นทำให้ผมเริ่มง่วงที่โรงเรียนบ่อยๆกับด้วยว่าต้องคอยช่วยที่บ้านเกรดก็เลยร่วงลงมาตลอด แล้วสิ่งที่ตามมาคือคำเปรียบเทียบกับลูกพี่ลูกน้องไม่ว่าผมจะบอกว่าคะแนนสอบรอบนี้ดีทุกคนก็จะไม่ใส่ใจไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ผมจะดูไม่ค่อยดีในสายตาของที่บ้านเลยแล้วชีวิตในโรงเรียนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วยความที่ผมเป็นเด็กตัวเล็ก มักจะถูกเพื่อนแกล้งตลอด ไม่ว่าจะข่มเหงหรือมีความรุนแรงนิดหน่อยผมไม่สามารถสู้ได้เลยที่โรงดรียนสำหรับผมก็ไม่ค่อยมีความสุขต่างจากที่บ้านเท่าไหร่ด้วยความที่ผมฉี่ราดกางเกงบ่อยมากด้วยเป็นคนบ้าจี้มักโดนเพื่อนที่แกล้งจี้ทำให้ฉี่ราดบ่อยครั้ง ทุกครั้งตอน ป.2-4 ผมจะได้กลับพร้อมลูกพี่ลูกน้องเพราะแม่ของลูกพี่ลูกน้องจะมารับกลับเพราะบ้านเป็นทางเดียวกัน ผมจะรู้สึกดีเพราะตอนกลับจะได้ขนมห่อละ5บาทที่ซื้อให้ด้วยและด้วยความที่เป็นคนใจดีจะคอยพูดดีด้วยตลอด ต่างกับคนอื่นลิบลับ
ด้วยความที่ผมกลับพร้อมลูกพี่ลูกน้องทำให้ผมต้องไปรอที่ตึก EP ที่ลูกพี่ลูกน้องเรียนอยู่พวกผมสนิทกันมากเลยตอนเด็ก แต่ระหว่างรอเคยโดนทักจากเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องว่าเหม็นกลิ่นฉี่ทำให้รู้สึกแย่มากทั้งที่วันนั้นผมไม่ได้ฉี่ราดกางเกง ทำให้รู้ว่าลูกพี่ลูกน้องอาจเอาเรื่องนี้ไปพูดเล่นกันกับเพื่อนตอนนั้นก็รู้สึกมีกำแพงในใจขึ้นมากับลูกพี่ลูกน้องที่สนิทแต่จะพูดด้วยทุกเรื่องไม่ได้ และก็มาถึงตอนที่เริ่มรู้ว่าที่บ้านลูกพี่ลูกน้องค่อนข้างมีเงิน ทำให้มีอะไรฝ่ายญาติฝั่งแม่จะเกรงใจ เวลาไปไหนเจอใครก็บอกว่าหลานฉันเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ผมก็เข้าใจเวลาอยากจะอวดหลานที่เรียนเก่ง แต่ที่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเลยเพราะชอบเอาเรื่องผมไปล้อเล่นพูดเล่นกับคนอื่นไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องอะไรเล็กน้อยมักถูกหยิบจับมาพูดสนุกปากกัน เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ดูไร้ความหมายมีแต่ถูกซ้ำเติมไม่ว่าจะความเห็นอะไรมักถูกปัดตกตลอดทำให้ผมชินกับการเป็นผู้ตามเพื่อไม่ให้ถูกว่าหรือถูกบ่น ผมได้โยนความคิดสร้างสรรค์กับความคิดเห็นทิ้งไปตอนไหนก็ไม่รู้ เวลาไปกินข้าวที่อาทิตย์ละครั้งยายจะถามตลอดว่าอยากกินอะไรแล้วด้วยความที่ตอนเด็กเด็กทุกคนจะได้นั่งรถคันเดียวกันมาทำให้คนนู้นคนนี้ต่างมีข้อเสนอ ผมที่คิดไม่ออกว่าจะกินอะไรเพราะสุดท้ายมันจะต้องถูกปัดตกไปแน่นอนเลยได้แต่พูดไปงั้นๆแหละไม่ได้คาดหวังอะไรเลยผมมักคอยดูอารมและสีหน้าของผู้ใหญ่ตลอด จะได้ไม่โดนว่าหรือตีทำให้ผมที่ตอนเด็กพูดเยอะกลายเป็นเริ่มไม่พูดอะไรกับที่บ้านเท่าไหร่จะคอยตอบมากกว่าพูดหัวข้อการสนทนาตลอด ผมรู้สึกท้อมากที่ชีวิตเป็นแบบนี้และไม่สามารถระบายกับใครได้มีแต่อิจฉา น้องแท้ๆกับลูกพี่ลูกน้องในใจน้องชายแท้ๆผมต่างกับผมในหลายด้านไม่ว่าจะรสนิยมการใช้ชีวิตหรือสังคมน้องผมไม่ได้ย้ายมาอยู่บ้านยายกับแม่แต่ยังอยู่บ่านฝั่งพ่อ มีเรื่องหนึ่งที่ความเห็นในตอนเด็กของเราตรงกันคือเรื่องความ ลำเอียงของบ้านยายที่มีกับลูกพี่ลูกน้อง ผมใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกระทั้งผมได้รู้จักกับเกมมันเป็นสิ่งที่ทำให้ผมลืมทุกอย่างได้ไม่ต้องคิดอะไรผมรู้สึกดีขึ้นมากในตอนนั้น เวลาผ่านไปจนผมกำลังจะจบ ป.6 เพื่อนส่วนใหญ่จะไปเข้าโรงเรียน 1 แต่ที่บ้านอยากให้ผมเข้า โรงเรียน 2 ผมเลยพยายามบอกว่าอยากเข้า โรงเรียน 1 แต่ที่บ้านไม่ฟังสุดท้ายผมเลยได้มาโรงเรียน 2 ผมรู้สึกเสียงของผมมันไร้ค่าไม่ว่ากับใครเลยในใจได้แต่คิดแบบนี้แต่พูดออกไปไม่ได้ ผมได้เจอเพื่อนใหม่สังคมใหม่ และได้เริ่มเล่นกีฬากับเพื่อนแต่มีสิ่งหนึ่งที่ร่วงลงมาด้วยคือเกรดผมแย่มากโดนด่าโดนว่าหนักกว่าเดิม เพราะผมไม่ได้สนใจส่งงานหรือการบ้านเท่าไหร่ ผมให้ความสำคัญกับความสุขที่อยู่ในตอนนั้นที่สุด ผมรู้อยู่ว่ามันไม่ดีแต่ผมก็ไม่อาจโฟกัสกับการให้ความสนใจกับการเรียนได้มากเท่าที่ควรเพราะรู้สึกว่าถึงพยายามไปทุกคนก็มองว่าไร้ค่า ไม่ว่าจะเคยทำคะแนนสอบในคาบได้เต็มคนเดียวในห้องเรียนของวิชาที่ถนัดแต่ ที่บ้านก็จะคอยบอกว่าโม้โกหกตลอดกลับกันเกรดของลูกพี่ลูกน้องดีและเรียนเก่งทำให้ทุกอย่างที่ทำรู้สึกไร้ค้าตลอด แต่ผมไม่ได้เกรียดลูกพี่ลูกน้องอะไรเลยแค่รู้สึกอิจฉาตลอด ตลอดเวลาเพื่อนชวนไปเที่ยวผมได้แต่บอกปัดไปเพราะไม่มีเงินส่วนหนึ่งแต่อีกส่วนคือที่บ้านไม่เคย อนุญาตให้ไปเลยไม่ว่าจะทริปอะไรก็ตามทำเอาให้เพื่อนแทบจะเลิกชวนเลยเพราะรู้คำตอบอยู่แล้ว เวลาคุยกับคนอื่นผมรู้สึกกดดันตลอดเวลาที่อุ่นใจที่สุดคือตอนอยู่กับตัวเองคนเดียวชอบอยู่ในห้องแคบที่ไม่กว่างรู้สึกตัวอีกทีผมก็กลายเป็นคนเก็บตัวอยู่แต่บ้านไปแล้วออกไปข้างนอกรู้สึกค่อนข้างหมดกำลังใจที่จะไป
หลังจากใช้ชีวิตในช่วง ม.ต้น จบไปผมอยากเรียนต่อ ม.ปลาย แต่แม่บอกให้ไปเรียน ปวช สายไฟฟ้าดีกว่าจะได้ไม่ตกงานผมทำได้แต่จำยอมเพราะไม่กล้าพูด หรือพูดไปก็เหมือนเดิมทำให้ ได้เข้าเรียนที่นั้นเป็น สังคมที่ต่างกันกับตอน ม.ต้นมาก เพราะสมัยเรียน ม.ต้นผมก็เรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในจังหวัด พอสภาพแวดล้อมเปลี่ยนทุกอย่างดูยากไปหมดเลยไม่ว่าจะในการคุยกับคนอื่นหรือการที่ทุกคนจะคอยมีระยะห่างในบทสนทนากับผมไม่เชิงว่ากีดกันแต่เหมือนเกรงใจในระดับนึงตลอด ผมได้แต่เรียนไปเรื่อยๆกับสายที่ไม่ชอบผมอยากจะเรียน ม.ปลายสายศิลป์แค่นั้นแต่มันต่างกันมากผมยังคงไม่รู้ว่าจบมาจะทำอะไรไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงต่อจนจบไปแล้ว กำลังจะเรียน ปวส ปี1 แต่เพราะช่วงโควิดทำให้ผมได้เรียนที่บ้านทำให้ได้มีเวลาคิดกับ ตัวเองได้คุยกับเพื่อนว่าควรบอกที่บ้าน ว่าไม่ได้ชอบเรียนสายนี้ ทำให้ผมได้คุยกับแม่มีทะเลาะกันแต่สุดท้ายก็ได้ที่เรียนใหม่ แต่สุดท้ายก็มีให้ผมเบือกแค่ วิศวคอมพิวเตอร์ หรือ วิศว อื่นๆ ที่บ้านเลยเลือกให้เรียนวิศวคอมพิวเตอร์ ทั้งที่ไม่มีเวลาอะไรเลยในการปูพื้นฐานความรู้ ม.ปลาย หรือความรู้สายที่จะเรียน พอสอบได้ก็เจอวิชายากๆหลายๆตัว ทำให้ติด f หลายวิชาเกรดไม่ดีทั้งที่เคยบอกแล้วว่าไม่ได้อยากเรียนวิศว เลยทำให้โดนบ่นบ่นไม่ว่าจะที่ไหนทั้งเวลากินข้าวเวลาไหนก็ตามที่อยู่กันกับครอบครัวจะมีหัวข้อเรื่องนี้ตลอดเลยทั้งที่ผมก็ลองพยายามดูแล้วลองพูดแล้วแต่ก็เป็นแบบนี้แล้วพอมาอยู่ๆ ถามผมว่างั้นชอบอะไรอยากเรียนอะไรจบมาจะทำอะไรผมได้แต่คิดในใจว่ามาถามตอนนี้ทำไม ผมไม่สามารถบอกได้เลยว่าอยากทำอะไรอยากเรียนอะไรจบมาทำงานอะไร ผมไม่เคยได้คิดไม่เคยได้แสดงความคิดเห็นเลยอยู่ๆ มาถามผมก็ไม่รู้ไมู่้ตะเอาไงต่อกับชีวิตเลยได้แต่นั่งคิด ประสบการณ์อะไรก็ไม่มี แล้วที่บ้านก็บอกถ้าเจอเพื่อนที่ถ้าทำงานแล้วแล้วจะอายเพื่อนไหมถ้าตัวเองยังเป็นแบบนี้ บอกว่าไม่เคยคิดอะไร ไม่เข้าใจว่าที่บ้านเป็นห่วงเลยหรอ ผมได้แต่ฟังแล้วตอบไม่ได้ถ้าพูดก็กลายเป็นเถียงตลอดนี้เลยมีแต่จะทะเลาะ กันเท่านั้นผมมีคำพูดที่อยากจะพูดกลับไปมากมายแต่พูดไม่ได้สักคำได้แต่ทนฟังอย่างเดียวได้แต่เอาไปเทียบกับน้องชายตัวเองที่อายุห่างกัน3ปี เกรดก็แย่กว่าแต่ก็ได้เรียนโรงเรียนที่อยากเรียนได้เรียนสาขาที่ อยากเรียน ได้แต่คิดว่าทำไมตอนพยายามพูดถึงไม่ฟังกันบ้าง แล้วพอเวลาผ่านไปจะให้กลับไปแก้ไขตอนนี้ได้ไหม ผมได้แต่คิดวนไปวนมาตอนนี้รู้สึกท้อรู้สึกเหนื่อยกับทุกอย่างอยากลืมทุกอย่างแล้วหายไปเลยแต่ก็ยังทำใจไม่ได้ ผมควรทำยังไงดี