สวนดุสิตโพล เผย ปชน.คะแนนนำโด่ง ทั้งนโยบาย-ปาร์ตี้ลิสต์-ส.ส.เขต เลือก ‘เท้ง’ เป็นนายกฯ
.
.
เมื่อวันที่ 18 มกราคม สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง 69” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,586 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2569 พบว่า พรรคประชาชนถือเป็นพรรคที่มีความได้เปรียบมากที่สุดถึง 4 นโยบาย คือ ด้านการเมืองและความมั่นคง ร้อย 38.14 ด้านการศึกษา ร้อยละ 43.93 ด้านการเกษตร ร้อยละ 35.82 และด้านการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 39.89 ส่วนพรรคเพื่อไทยมีความได้เปรียบ 1 นโยบาย คือ ด้านปากท้อง/ค่าครองชีพ ร้อยละ 35.63
.
ทั้งนี้ ถ้ามีการเลือกตั้ง กลุ่มตัวอย่างจะเลือก พรรศประชาชน ร้อยละ 34.11 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 18.37 และเลือก ส.ส.เขตสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 19.49 โดยบุคคลที่อยากโห้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ ณัฐพงษ์ (ปชน.) ร้อยละ 34.34 ยศชนัน (พท.) ร้อยละ 19.91 และอนุทิน (ภท.) ร้อยละ 16.13
.
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุลิตโพล ระบุว่า เมื่อพิจารณาตามนโยบาย พบว่า พรรคประชาชน เป็นพรรคที่มีนโยบายโดดเด่นถึง 4 จาก 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ปัญหาทจริตพรรคจะงัดกลยุทธ์หาเสียงใดออกมาเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในช่วงต่อจากนี้ และจะสามารถเปลี่ยนความได้เปรียบเชิงนโยบายให้กลายเป็นชัยชนะในวันเลือกตั้งได้อย่างไร
.
ผศ.ภาวินี รอดประเสริฐ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า สำหรับการเลือกตั้ง 69 ประชาชนคาดหวังกับแนวนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนในหลากหลายมิติ ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ประชาชนพร้อมที่จะให้โอกาสกับพรรคการเมืองใหม่ หรือ ของการเมืองและความมั่นคง การศึกษา การเกษตร และการแก้ไขปัญหาทจริตคอร์รัปชั่น เห็นได้จากผลสำรวจที่มีมากกว่าร้อยละ 35 ส่วนในการเลือกพรรคการเมือง หรือตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็น ส.ส. และความคาดหวังในบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีทิตทางเดียวกับการเลือกนโยบายของพรรคการเมือง น่าสนใจตรงแนวคิดของประชาชนที่ยังต้องการของใหม่ทั้งตัวบุคคล และพรรคการเมืองที่ยังไม่เคยทำหน้าที่บริหารประเทศให้ลองเข้ามาทำหน้าที่ หากครั้งนี้พรรคการเมืองโหมได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ การเลือกตั้งสมัยหน้าคงต้องวัดกันอีกครั้ง ว่าการทำหน้าที่เป็นไปตามความความคาตหวังของประชาชนในการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ และประชาชนใด้จริงหรือไม่
.
.
ครูชายแดนบุรีรัมย์โวย! รัฐตัดสิทธิเงินเยียวยาเหตุปะทะเขมร อ้างเป็นข้าราชการไล่ไปเบิกสังกัดเดิม
https://www.dailynews.co.th/news/5512441/
.
ตัวแทนครูแนวหน้าตัดพ้อถูกทอดทิ้ง หลังเจ้าหน้าที่ปัดตกเงินเยียวยาเหตุไม่สงบ อ้างต้องให้กระทรวงศึกษาฯ ดูแลกันเอง ทั้งที่เสี่ยงตายอพยพไม่ต่างจากชาวบ้าน ลั่นไม่เป็นธรรม เหตุบุคลากรกลุ่มอื่นได้รับสิทธิถ้วนหน้า
.
วันที่ 18 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากครูผู้สอนในโรงเรียนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ว่า ถูกตัดสิทธิรับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในเหตุปะทะรอบที่ 2 โดยมีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดูแลกันเอง สร้างความประหลาดใจและความไม่สบายใจให้กับครูในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเห็นว่าตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบไม่ต่างจากประชาชนกลุ่มอื่น
.
นาย
วรเทพ มากงามเมือง ครูอัตราจ้าง โรงเรียนร่วมจิตต์วิทยา ตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ภายหลังอำเภอละหานทรายมีคำสั่งอพยพประชาชนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในรอบที่ 2 และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจนสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้ ตนได้เดินทางไปติดต่อขอลงทะเบียนรับเงินเยียวยาที่เทศบาลตำบลหนองแวง หลังจากมีการเปิดรับลงทะเบียนที่ศาลากลางหมู่บ้าน
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อยื่นเอกสารให้กับผู้นำหมู่บ้าน กลับได้รับแจ้งว่าเอกสารยังไม่ครบถ้วน โดยต้องให้ผู้อำนวยการโรงเรียนลงนามรับรอง พร้อมแนบภาพถ่ายบ้านพักครูและภาพถ่ายตัวครูเพิ่มเติม ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวมีอยู่ในระบบอยู่แล้ว ก่อนที่ต่อมาจะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ครูไม่สามารถรับเงินเยียวยาได้ เนื่องจากมีการจำกัดโควตาผู้ได้รับสิทธิ และครูถือเป็นข้าราชการหรือบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งควรให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาดูแล
.
นาย
วรเทพ ระบุว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นธรรม เนื่องจากจนถึงขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีการแจ้งแนวทางการเยียวยาที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือครูในพื้นที่อย่างไร และเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการอาจไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเยียวยา พร้อมย้ำว่าครูก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ควรได้รับสิทธิในการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม เพราะเป็นสวัสดิการทางสังคมที่ควรเข้าถึงทุกคน
.
นาย
วรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์หลายรายมีการโพสต์ข้อความว่าเอกสารผ่านการพิจารณาและได้รับ “
เงินเยียวยา” แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดครูซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเช่นเดียวกันจึงไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว
.
“
หากรัฐบาลมองว่าครูเป็นข้าราชการ มีเงินเดือนอยู่แล้ว หรือให้กระทรวงศึกษาดูแลกันเอง ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะครูต้องอพยพพร้อมกับผู้ปกครองและนักเรียน และเมื่อกลับมา ครูกลับมีภาระงานหนักกว่าเดิม ต้องสอนชดเชยในวันหยุดราชการ ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เท่ากับได้รับผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัยและการพักผ่อน” นาย
วรเทพ กล่าว
.
นาย
วรเทพ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการอ้างเหตุจำกัดโควตาการเยียวยาของรัฐบาลว่า ไม่เข้าใจว่ามาจากสาเหตุใด หรือเป็นเพราะงบประมาณถูกใช้ไปจนหมดในช่วง 2 เดือนของการบริหารประเทศ จนไม่เพียงพอและจำเป็นต้องตัดสิทธิครูออกจากการเยียวยาในครั้งนี้
.
.
นักวิชาการ แนะ รัฐบาลใหม่ คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทยรอดได้ด้วย New S-curve เท่านั้น
https://www.matichon.co.th/economy/news_5554315
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ ปี 2569 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวตกต่ำต่อเนื่อง กระทบท่องเที่ยว-ส่งออกไทย ส่วนในประเทศหนี้ครัวเรือนกำลังบั่นทอนกำลังซื้อประชาชน แนะรัฐบาลใหม่ลุยผลักดัน ‘New S-curve’ แทนการออกนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก โดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง เชื่อเป็นคำตอบและทางรอด ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้
.
ศ.
วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าความท้าทายสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในภาพใหญ่ คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี ซึ่งมีที่มาจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้า สงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ทำให้ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและผู้ส่งออกของไทยตามไปด้วย ประการต่อมาคือปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในที่ทำให้ Demand ในประเทศลดลง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน เพราะเงินที่ได้มาหมดไปกับการใช้หนี้ ขาดพลังในการทำมาหากิน จนสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ที่ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
.
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าแต่กำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและอยู่ในภาวะที่มีสินค้าหรือบริการมากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) อย่างจีน ที่ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เมื่อเขาไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาได้ ก็ต้องหันมาแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย
.
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมไปถึงกระทบต่อการค้าชายแดนที่เกิดการชะลอตัว เศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาและนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดน้อยลง ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
.
ศ.
วิทวัส กล่าวต่อไปว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นการใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ หรือแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้ การออกนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา พบว่ามีลักษณะที่ซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสักเท่าใดนัก ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำพรรคการเมืองที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลในอนาคตคือ รัฐบาลควรหารายได้ใหม่ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากซึ่งอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย
.
ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งใช้นโยบายที่สร้างผลกระทบสูง โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลไกการขับเคลื่อน New S-curve เพื่อหารายได้ใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
.
อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ กล่าวคือท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและก่อให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคก็นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับประชาชน และปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่นต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตที่จะส่งผลให้ไทยกู้เงินต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ยากมากขึ้น
JJNY : ดุสิตโพลเผย ปชน.คะแนนนำโด่ง│ครูชายแดนบุรีรัมย์โวย! รัฐตัดสิทธิ│แนะรบ.ใหม่ คำตอบสุดท้าย│ยุโรปพร้อมตอบโต้สหรัฐ
.
ครูชายแดนบุรีรัมย์โวย! รัฐตัดสิทธิเงินเยียวยาเหตุปะทะเขมร อ้างเป็นข้าราชการไล่ไปเบิกสังกัดเดิม
https://www.dailynews.co.th/news/5512441/
.
ตัวแทนครูแนวหน้าตัดพ้อถูกทอดทิ้ง หลังเจ้าหน้าที่ปัดตกเงินเยียวยาเหตุไม่สงบ อ้างต้องให้กระทรวงศึกษาฯ ดูแลกันเอง ทั้งที่เสี่ยงตายอพยพไม่ต่างจากชาวบ้าน ลั่นไม่เป็นธรรม เหตุบุคลากรกลุ่มอื่นได้รับสิทธิถ้วนหน้า
.
วันที่ 18 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากครูผู้สอนในโรงเรียนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ว่า ถูกตัดสิทธิรับเงินเยียวยาจากรัฐบาลในเหตุปะทะรอบที่ 2 โดยมีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดูแลกันเอง สร้างความประหลาดใจและความไม่สบายใจให้กับครูในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเห็นว่าตนเองตกอยู่ในความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบไม่ต่างจากประชาชนกลุ่มอื่น
.
นายวรเทพ มากงามเมือง ครูอัตราจ้าง โรงเรียนร่วมจิตต์วิทยา ตำบลหนองแวง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ภายหลังอำเภอละหานทรายมีคำสั่งอพยพประชาชนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในรอบที่ 2 และเมื่อสถานการณ์คลี่คลายจนสามารถกลับมาเปิดการเรียนการสอนได้ ตนได้เดินทางไปติดต่อขอลงทะเบียนรับเงินเยียวยาที่เทศบาลตำบลหนองแวง หลังจากมีการเปิดรับลงทะเบียนที่ศาลากลางหมู่บ้าน
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อยื่นเอกสารให้กับผู้นำหมู่บ้าน กลับได้รับแจ้งว่าเอกสารยังไม่ครบถ้วน โดยต้องให้ผู้อำนวยการโรงเรียนลงนามรับรอง พร้อมแนบภาพถ่ายบ้านพักครูและภาพถ่ายตัวครูเพิ่มเติม ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวมีอยู่ในระบบอยู่แล้ว ก่อนที่ต่อมาจะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า ครูไม่สามารถรับเงินเยียวยาได้ เนื่องจากมีการจำกัดโควตาผู้ได้รับสิทธิ และครูถือเป็นข้าราชการหรือบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งควรให้กระทรวงศึกษาธิการเข้ามาดูแล
.
นายวรเทพ ระบุว่า ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นธรรม เนื่องจากจนถึงขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังไม่มีการแจ้งแนวทางการเยียวยาที่ชัดเจนว่าจะช่วยเหลือครูในพื้นที่อย่างไร และเชื่อว่ากระทรวงศึกษาธิการอาจไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเยียวยา พร้อมย้ำว่าครูก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ควรได้รับสิทธิในการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม เพราะเป็นสวัสดิการทางสังคมที่ควรเข้าถึงทุกคน
.
นายวรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์หลายรายมีการโพสต์ข้อความว่าเอกสารผ่านการพิจารณาและได้รับ “เงินเยียวยา” แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดครูซึ่งปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเช่นเดียวกันจึงไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว
.
“หากรัฐบาลมองว่าครูเป็นข้าราชการ มีเงินเดือนอยู่แล้ว หรือให้กระทรวงศึกษาดูแลกันเอง ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะครูต้องอพยพพร้อมกับผู้ปกครองและนักเรียน และเมื่อกลับมา ครูกลับมีภาระงานหนักกว่าเดิม ต้องสอนชดเชยในวันหยุดราชการ ทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์ เท่ากับได้รับผลกระทบทั้งด้านความปลอดภัยและการพักผ่อน” นายวรเทพ กล่าว
.
นายวรเทพ ยังตั้งข้อสังเกตต่อการอ้างเหตุจำกัดโควตาการเยียวยาของรัฐบาลว่า ไม่เข้าใจว่ามาจากสาเหตุใด หรือเป็นเพราะงบประมาณถูกใช้ไปจนหมดในช่วง 2 เดือนของการบริหารประเทศ จนไม่เพียงพอและจำเป็นต้องตัดสิทธิครูออกจากการเยียวยาในครั้งนี้
.
.
นักวิชาการ แนะ รัฐบาลใหม่ คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทยรอดได้ด้วย New S-curve เท่านั้น
https://www.matichon.co.th/economy/news_5554315
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ ปี 2569 เศรษฐกิจโลกชะลอตัวตกต่ำต่อเนื่อง กระทบท่องเที่ยว-ส่งออกไทย ส่วนในประเทศหนี้ครัวเรือนกำลังบั่นทอนกำลังซื้อประชาชน แนะรัฐบาลใหม่ลุยผลักดัน ‘New S-curve’ แทนการออกนโยบายแก้หนี้-กระตุ้นเศรษฐกิจแบบซ้ำซาก โดยไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง เชื่อเป็นคำตอบและทางรอด ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้
.
ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าความท้าทายสำคัญที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในภาพใหญ่ คือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2-3 ปี ซึ่งมีที่มาจากหลายปัจจัยทั้งสงครามการค้า สงครามการสู้รบที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ความไม่มั่นคงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ทำให้ความต้องการและกำลังซื้อ (Demand) จากต่างประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและผู้ส่งออกของไทยตามไปด้วย ประการต่อมาคือปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในที่ทำให้ Demand ในประเทศลดลง ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน เพราะเงินที่ได้มาหมดไปกับการใช้หนี้ ขาดพลังในการทำมาหากิน จนสร้างปัญหาเป็นลูกโซ่ที่ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
.
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากประเทศที่มีศักยภาพสูงกว่าแต่กำลังประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและอยู่ในภาวะที่มีสินค้าหรือบริการมากกว่าความต้องการของคนในประเทศ (Oversupply) อย่างจีน ที่ต้องมองหาตลาดส่งออกเพิ่มเติม เมื่อเขาไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาได้ ก็ต้องหันมาแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศไทย
.
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และประเทศเพื่อนบ้านอย่างสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน รวมไปถึงกระทบต่อการค้าชายแดนที่เกิดการชะลอตัว เศรษฐกิจในพื้นที่ซบเซาและนักท่องเที่ยวมีจำนวนลดน้อยลง ยังไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
.
ศ.วิทวัส กล่าวต่อไปว่า ความบอบช้ำทางเศรษฐกิจตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา หากรัฐบาลยังมุ่งเน้นการใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือเน้นการกระตุ้นกำลังซื้อ หรือแก้ปัญหาหนี้สินเป็นหลัก ก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ได้ การออกนโยบายเพื่อแก้หนี้และกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา พบว่ามีลักษณะที่ซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลัง ตลอดจนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสักเท่าใดนัก ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำพรรคการเมืองที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลในอนาคตคือ รัฐบาลควรหารายได้ใหม่ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณแบบมุ่งเป้าแทนการกระตุ้นทั่วไปที่จะใช้เม็ดเงินเป็นจำนวนมากซึ่งอุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) คือคำตอบและทางรอดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย
.
ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งใช้นโยบายที่สร้างผลกระทบสูง โดยเน้นไปที่การลงทุนในกลไกการขับเคลื่อน New S-curve เพื่อหารายได้ใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม การเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ รวมถึงการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีการพูดถึงกันมาอย่างยาวนานแล้ว จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
.
อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอาจอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อ กล่าวคือท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา รัฐจำเป็นต้องกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศและก่อให้เกิดการลงทุนหรือการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขณะเดียวกันการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคก็นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินครัวเรือนในระดับประชาชน และปัญหาวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการขาดดุลงบประมาณของภาครัฐ รวมไปถึงปัญหาหนี้สาธารณะในระยะยาว ซึ่งส่งผลอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการรักษาความเชื่อมั่นต่อสถาบันจัดอันดับเครดิตที่จะส่งผลให้ไทยกู้เงินต่อสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ยากมากขึ้น