การศึกษา เป็นเรื่องสำคัญที่สิงคโปร์ทำมาตลอด เพราะรู้ดีว่า “คน” เป็นกำลังสำคัญมากแค่ไหนในการพัฒนาประเทศ และแข่งขันกับชาติอื่น
ซึ่งไม่ใช่แค่การศึกษาในความรู้ด้านวิชาการแค่อย่างเดียว แต่ความรู้ในชีวิตอย่างเรื่องการเงิน ก็เป็นสิ่งที่สิงคโปร์พยายามสอนเข้าไปอีกด้วย
ด้วยโครงการ MoneySense โปรแกรมการศึกษาทางการเงินระดับชาติ ที่เน้นให้ความรู้ทางการเงินตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบเลยทีเดียว
เด็กสิงคโปร์ เรียนรู้การเงินเรื่องอะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/19Cwfxfsij/?mibextid=wwXIfr
จริง ๆ แล้ว โครงการ MoneySense ที่ธนาคารกลางสิงคโปร์กับกระทรวงแรงงาน ทำร่วมกันในปี 2003 ไม่ได้เน้นแค่เด็กเท่านั้น
แต่ยังเน้นสร้างความรู้ทางการเงินให้กับคนสิงคโปร์วัยผู้ใหญ่ทั่วไป ไล่ตั้งแต่พื้นฐานการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย วางแผนการซื้อบ้าน เกษียณอายุ ไปจนถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจอยู่ตรงที่หลักสูตรวางแผนการเงินสำหรับเด็ก ที่ถูกวางไว้เป็นขั้นตอนการเรียนรู้ มาอย่างดี
เริ่มตั้งแต่วัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน หรืออายุราว 3-6 ขวบ
วัยนี้ ถ้าจะให้สอนเรื่องความรู้ทางการเงินเลยก็คงเร็วเกินไป ทำให้โครงการนี้เลือกจะสอนทัศนคติในเรื่องการเงินก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะถ้าเด็กมีทัศนคติเรื่องการเงินที่ดีแล้ว การเรียนรู้ต่อยอดไปทักษะการเงินอื่น ๆ ก็สามารถทำได้โดยมีหลักคิดที่แข็งแรงมากขึ้น
โดยในวัยนี้ ก็มีตั้งแต่การสอนให้รู้จักแยกความแตกต่างระหว่าง “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น” เพื่อให้เด็กยับยั้งชั่งใจจ่ายเงินภายใต้เงินที่มีจำกัด
ซึ่งถ้าถามว่า แล้วสอนอย่างไร ?
จริง ๆ โครงการนี้ก็แนะนำอยู่หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการสร้างลิสต์ของตอนไปช็อปปิงที่ห้าง แล้วให้เด็กแยกว่า นี่คือของที่จำเป็นต้องมี หรือของที่ต้องการ โดยมีราคาแต่ละอย่างบอกไว้
ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และคิดอีกรอบว่า นั่นคือของที่จำเป็นที่เราต้องซื้อไหมอีกรอบนั่นเอง
ต่อมาในวัย 7-12 ปี หรือก็คือช่วงเด็กประถม
วัยนี้เป็นช่วงที่เด็กเข้าสู่รั้วโรงเรียนกันแล้ว ทำให้โครงการนี้ไปร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ สอดแทรกไปในหลักสูตรที่เรียนในโรงเรียนไปเลย
เช่น การสอนให้เด็กรู้จักการอดออมเงิน เพื่อซื้อของที่อยากได้
การเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อของ
รวมไปถึงการจัดสรรเงินออกเป็นส่วน ๆ ระหว่างเงินออมและเงินที่ใช้จ่ายได้
เพราะเด็กในวัยนี้ เริ่มได้เงินค่าขนมหรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองแล้ว ดังนั้นความรู้เรื่องการจัดการเงินที่ได้มา จึงเหมาะแล้วที่จะสอนเด็กในวัยนี้อย่างเป็นระบบ
และต่อจากนั้นในวัย 13-16 ปี หรือในช่วงเด็กมัธยมต้น ถึงราว ม.4
หลังจากที่เด็กมีทัศนคติและความรู้เรื่องการจัดการเงินที่ดีแล้ว ในวัยนี้ก็ต้องเรียนรู้ทักษะการเงินที่เพิ่มขึ้น ด้วยการวางแผนในภาพรวมแทน
การวางแผนในภาพรวมที่ว่านี้ ก็เช่น ประเภทความเสี่ยงและการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ การจัดการหนี้สินอย่างรับผิดชอบ รวมไปถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ว่าสร้างผลตอบแทนมหาศาลในอนาคตได้อย่างไร
แต่การสอนเรื่องพวกนี้ในโรงเรียนก็ไม่ได้เป็นการยัดเยียด เพราะอย่างที่บอกว่าโครงการนี้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ จึงสามารถแทรกเนื้อหาไปได้แบบเนียน ๆ
ตัวอย่างเช่น ในวิชาคณิตศาสตร์ ก็จะมีการแทรกเรื่องพลังของดอกเบี้ยทบต้นเข้าไปในวิชานี้ เพื่อให้เด็กสามารถเห็นภาพได้มากขึ้นนั่นเอง
จนกระทั่งเด็กมีอายุ 17 ปีขึ้นไป
วัยนี้เป็นช่วงวัยที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัยและเข้าสู่โลกการทำงานต่อจากนั้น ก็จะมีสถาบันเพื่อความรู้ทางการเงินหรือ Institute for Financial Literacy มารับช่วงต่ออีกที
สถาบันนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง MoneySense และ Singapore Polytechnic เพื่อสามารถมาเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น ระบบการเงินสิงคโปร์อย่าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลางภาคบังคับ หรือ CPF ที่ทุกคนต้องจ่ายตอนทำงาน
ไปจนถึงการวางแผนการเงินเรื่องอื่น ๆ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา แผนการเกษียณอายุ
รวมไปถึงวิธีการตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน วัดผลได้และทำได้จริงตามเวลาที่กำหนด
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าเด็กสิงคโปร์ถูกสอนเรื่องการเงินตั้งแต่ระดับพื้นฐาน แล้วต่อยอดซับซ้อนไปตามช่วงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งไม่ได้สอนจบแค่วัยเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตหลังจากอายุ 17 ปีเป็นต้นไปด้วย
เพราะขึ้นชื่อว่า การเงินส่วนบุคคล ก็แปลว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแต่ละคน ซึ่งการพัฒนาคนเป็นสิ่งที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญมาก ๆ อยู่แล้ว
เมื่อเด็กมีการศึกษาดี
มีความรู้ทางการเงินดี
ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเข้มแข็งของประเทศ
เพราะเด็กในวันนี้ ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า
และผู้ใหญ่ในวันหน้า ก็กลายมาเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศให้เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง..
สิงคโปร์ สอนเรื่องการเงิน ให้เด็กอย่างไร ? ทำไมปลูกฝังทักษะการเงิน ตั้งแต่ 3 ขวบ /โดย ลงทุนแมน
ซึ่งไม่ใช่แค่การศึกษาในความรู้ด้านวิชาการแค่อย่างเดียว แต่ความรู้ในชีวิตอย่างเรื่องการเงิน ก็เป็นสิ่งที่สิงคโปร์พยายามสอนเข้าไปอีกด้วย
ด้วยโครงการ MoneySense โปรแกรมการศึกษาทางการเงินระดับชาติ ที่เน้นให้ความรู้ทางการเงินตั้งแต่เด็กอายุ 3 ขวบเลยทีเดียว
เด็กสิงคโปร์ เรียนรู้การเงินเรื่องอะไรบ้าง ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
https://www.facebook.com/share/p/19Cwfxfsij/?mibextid=wwXIfr
จริง ๆ แล้ว โครงการ MoneySense ที่ธนาคารกลางสิงคโปร์กับกระทรวงแรงงาน ทำร่วมกันในปี 2003 ไม่ได้เน้นแค่เด็กเท่านั้น
แต่ยังเน้นสร้างความรู้ทางการเงินให้กับคนสิงคโปร์วัยผู้ใหญ่ทั่วไป ไล่ตั้งแต่พื้นฐานการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย วางแผนการซื้อบ้าน เกษียณอายุ ไปจนถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจอยู่ตรงที่หลักสูตรวางแผนการเงินสำหรับเด็ก ที่ถูกวางไว้เป็นขั้นตอนการเรียนรู้ มาอย่างดี
เริ่มตั้งแต่วัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน หรืออายุราว 3-6 ขวบ
วัยนี้ ถ้าจะให้สอนเรื่องความรู้ทางการเงินเลยก็คงเร็วเกินไป ทำให้โครงการนี้เลือกจะสอนทัศนคติในเรื่องการเงินก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะถ้าเด็กมีทัศนคติเรื่องการเงินที่ดีแล้ว การเรียนรู้ต่อยอดไปทักษะการเงินอื่น ๆ ก็สามารถทำได้โดยมีหลักคิดที่แข็งแรงมากขึ้น
โดยในวัยนี้ ก็มีตั้งแต่การสอนให้รู้จักแยกความแตกต่างระหว่าง “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น” เพื่อให้เด็กยับยั้งชั่งใจจ่ายเงินภายใต้เงินที่มีจำกัด
ซึ่งถ้าถามว่า แล้วสอนอย่างไร ?
จริง ๆ โครงการนี้ก็แนะนำอยู่หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการสร้างลิสต์ของตอนไปช็อปปิงที่ห้าง แล้วให้เด็กแยกว่า นี่คือของที่จำเป็นต้องมี หรือของที่ต้องการ โดยมีราคาแต่ละอย่างบอกไว้
ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้และคิดอีกรอบว่า นั่นคือของที่จำเป็นที่เราต้องซื้อไหมอีกรอบนั่นเอง
ต่อมาในวัย 7-12 ปี หรือก็คือช่วงเด็กประถม
วัยนี้เป็นช่วงที่เด็กเข้าสู่รั้วโรงเรียนกันแล้ว ทำให้โครงการนี้ไปร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ สอดแทรกไปในหลักสูตรที่เรียนในโรงเรียนไปเลย
เช่น การสอนให้เด็กรู้จักการอดออมเงิน เพื่อซื้อของที่อยากได้
การเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อของ
รวมไปถึงการจัดสรรเงินออกเป็นส่วน ๆ ระหว่างเงินออมและเงินที่ใช้จ่ายได้
เพราะเด็กในวัยนี้ เริ่มได้เงินค่าขนมหรือใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองแล้ว ดังนั้นความรู้เรื่องการจัดการเงินที่ได้มา จึงเหมาะแล้วที่จะสอนเด็กในวัยนี้อย่างเป็นระบบ
และต่อจากนั้นในวัย 13-16 ปี หรือในช่วงเด็กมัธยมต้น ถึงราว ม.4
หลังจากที่เด็กมีทัศนคติและความรู้เรื่องการจัดการเงินที่ดีแล้ว ในวัยนี้ก็ต้องเรียนรู้ทักษะการเงินที่เพิ่มขึ้น ด้วยการวางแผนในภาพรวมแทน
การวางแผนในภาพรวมที่ว่านี้ ก็เช่น ประเภทความเสี่ยงและการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ การจัดการหนี้สินอย่างรับผิดชอบ รวมไปถึงพลังของดอกเบี้ยทบต้น ว่าสร้างผลตอบแทนมหาศาลในอนาคตได้อย่างไร
แต่การสอนเรื่องพวกนี้ในโรงเรียนก็ไม่ได้เป็นการยัดเยียด เพราะอย่างที่บอกว่าโครงการนี้ร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ จึงสามารถแทรกเนื้อหาไปได้แบบเนียน ๆ
ตัวอย่างเช่น ในวิชาคณิตศาสตร์ ก็จะมีการแทรกเรื่องพลังของดอกเบี้ยทบต้นเข้าไปในวิชานี้ เพื่อให้เด็กสามารถเห็นภาพได้มากขึ้นนั่นเอง
จนกระทั่งเด็กมีอายุ 17 ปีขึ้นไป
วัยนี้เป็นช่วงวัยที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัยและเข้าสู่โลกการทำงานต่อจากนั้น ก็จะมีสถาบันเพื่อความรู้ทางการเงินหรือ Institute for Financial Literacy มารับช่วงต่ออีกที
สถาบันนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง MoneySense และ Singapore Polytechnic เพื่อสามารถมาเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น ระบบการเงินสิงคโปร์อย่าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลางภาคบังคับ หรือ CPF ที่ทุกคนต้องจ่ายตอนทำงาน
ไปจนถึงการวางแผนการเงินเรื่องอื่น ๆ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา แผนการเกษียณอายุ
รวมไปถึงวิธีการตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน วัดผลได้และทำได้จริงตามเวลาที่กำหนด
ทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าเด็กสิงคโปร์ถูกสอนเรื่องการเงินตั้งแต่ระดับพื้นฐาน แล้วต่อยอดซับซ้อนไปตามช่วงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งไม่ได้สอนจบแค่วัยเด็กเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตหลังจากอายุ 17 ปีเป็นต้นไปด้วย
เพราะขึ้นชื่อว่า การเงินส่วนบุคคล ก็แปลว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแต่ละคน ซึ่งการพัฒนาคนเป็นสิ่งที่สิงคโปร์ให้ความสำคัญมาก ๆ อยู่แล้ว
เมื่อเด็กมีการศึกษาดี
มีความรู้ทางการเงินดี
ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเข้มแข็งของประเทศ
เพราะเด็กในวันนี้ ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า
และผู้ใหญ่ในวันหน้า ก็กลายมาเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศให้เติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง..