JJNY : ครม.เงา แฉเอกสาร AI Passport│สิทธิพลเผยงดนำเข้ากุ้ง ชี้ล่าช้า│ชี้ไทยช่วยไทยพลัส เหมือนลงโทษ│รับ ปชน.ก็โดนทาบทาม

ครม.เงา แฉเอกสาร AI Passport เอกชนตั้งเรื่องก่อนประมูลงาน เท้ง ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5762090
.

.
‘ครม.เงา’ งัดเอกสารประจาน ‘ไชยชนก’ จับโกงโครงการ TH-AI Passport เอกชนตั้งเรื่องก่อนประมูลงาน ด้าน ‘เท้ง’ ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัวสั่งระงับโครงการทันที ท้า ใครมีหลักฐาน ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ล็อกสเป็ก-ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้มาตรฐานเดียวกัน
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport
.
โดยน.ส.รักชนก เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคลิกออฟ TH-AI Passport ซึ่งน.ส.รักชนกอ้างว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B โดยระบุว่า เอกสารดังกล่าวฟ้องให้เห็นว่ามีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์ในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และมีการประมูลในช่วงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งแปลได้ว่ามีการทำงานกันมาก่อนหน้าที่จะมีการประมูลอยู่แล้ว
.
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่าส่อ แต่เป็นการทุจริตจริง ๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่นทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนทีโออาร์ไปแล้ว รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป
.
ด้านนายธีระชาติ ได้เปิดเอกสารโครงการดังกล่าว ซึ่งพบความผิดปกติว่า ในเอกสารชุดเดียวกันวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน ตนจึงขอตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลท่านทราบใช่หรือไม่ว่าในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ท่านเป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ
.
ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ในขณะนี้มีมูลค่า ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้รัฐทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างทักษะคนทั้งกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรจะถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI
.
ฟาก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว โดยครั้งล่าสุดที่เคยเรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง ฉะนั้น ตนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
.
เมื่อถามถึง ไทม์ไลน์การยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าว่า ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบาย และทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอี ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้
.
เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริง ๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน อาทิ งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท
.
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้
.
ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว
.
เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย
.
เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว ว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร
.
ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก
.

.
สิทธิพล เผย รบ.ประเมินผลกระทบต่ำไป ปมมาเลย์งดนำเข้ากุ้งไทย ชี้ ล่าช้า ไม่ตรงจุด เสียหายจริงกว่า 10 เท่า https://www.matichon.co.th/politics/news_5762107
.
สิทธิพล เผย รบ.ประเมินผลกระทบต่ำไป ปมมาเลย์งดนำเข้ากุ้งไทย ชี้ ล่าช้า ไม่ตรงจุด เสียหายจริงกว่า 10 เท่า 
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงา ถึงกรณีปัญหาราคากุ้งตกต่ำจากการที่มาเลเซียแบนการนำเข้าว่า สัปดาห์ที่แล้วมีตัวแทนเกษตรกรมาให้ข้อมูลต่อ ครม.เงา พรรคประชาชน ในประเด็นนี้ แต่จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาลประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริง มาตรการต่างๆ ที่เตรียมไว้ไม่ตอบโจทย์ ไม่เท่าทันสถานการณ์ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้น เสี่ยงทำลายตลาดกุ้งไทยทั้งระบบ
.
ดังนั้น ครม.เงาวันนี้จึงมีข้อกังวล 3 ประการ ไปยังรัฐบาล 1.ประเด็นปริมาณผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐน่าจะประเมินต่ำกว่าความจริงมาก ทั้งนี้กรมประมงประเมินความเสียหายเพียงเดือนละ 300-400 ตัน เฉลี่ยประมาณวันละ 10 ตัน และคาดการณ์ว่าถ้ามาเลเซียปิดด่านไป 12 เดือนความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 พันตัน แต่เกษตรกรภาคใต้ สะท้อนว่าข้อมูลผลกระทบจริงน่าจะต่างจากข้อมูลในระบบของรัฐถึง 5 หรือ 10 เท่า ดังนั้นรัฐต้องเร่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง
.
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า 2.กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงราคากุ้งว่า ราคากุ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไปอ้างอิงราคากุ้งภาคกลาง ไม่ได้เอาราคากุ้งที่ภาคใต้มาเป็นตัวสะท้อนผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนปัญหาจริงได้ ซึ่งในการชี้แจงในกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ มีบางตัวเลขสะท้อนว่า ราคากุ้งสูงขึ้นด้วยซ้ำ การใช้ดัชนีชี้วัดแบบนี้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเตรียมการรับมือให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีพอ ทั้งที่หน้างานหรือตัวเลขจากผู้ประกอบการ สะท้อนว่าวันนี้ราคาตกไปกิโลกรัมละ 20-50 บาทแล้วด้วย
.
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า 3.มาตรการที่รัฐบาลเตรียมรับมือไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา ไม่เพียงพอต่อการรับมือผลกระทบจริง ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า กุ้งที่อยู่ในแพเหลือเวลาเพียง 10-15 วัน ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มาตรการในส่วนของต่างประเทศที่กำลังทำ เช่น จะเปิดตลาดใหม่ๆ เจรจาการค้าใหม่ๆ แต่ไม่มีทางทันช่วง 15 วันข้างหน้าแน่ วันนี้ต้องพึ่งพามาตรการระบายในประเทศเป็นหลัก แต่จะทำได้ก็คือปลายมิถุนายนนี้ เพราะยังขาดงบประมาณ อันนี้คือจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการการเกษตร และมาตรการเหล่านี้เตรียมไว้เพื่อรองรับเพียง 400 ตัน
.
นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่เตรียมรับมือในสถานการณ์ปกติ เช่น ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผ่านการทำโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเลี้ยงผ่านการเพิ่มจุลินทรีย์ หรือจะพัฒนาระบบเลี้ยงคาร์บอนต่ำเพื่อหาตลาดใหม่ ๆ เป็นต้น แต่ไม่ใช่มาตรการรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าจากการที่มาเลเซียปิดด่าน มาตรการเฉพาะมีเพียงอย่างเดียวคือสนับสนุนด้านราคา เยียวยาด้านราคากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ก็ยังไม่มีกำหนดว่าจะทำเมื่อไหร่ เพราะต้องรอชิมบอร์ด (Shrimp Board) หรือคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ประชุม นี่สะท้อนถึงการไม่เอาจริงของรัฐบาลในการติดตามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่