ครม.เงา แฉเอกสาร AI Passport เอกชนตั้งเรื่องก่อนประมูลงาน เท้ง ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัว
https://www.matichon.co.th/politics/news_5762090
.

.
‘ครม.เงา’ งัดเอกสารประจาน ‘ไชยชนก’ จับโกงโครงการ TH-AI Passport เอกชนตั้งเรื่องก่อนประมูลงาน ด้าน ‘เท้ง’ ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัวสั่งระงับโครงการทันที ท้า ใครมีหลักฐาน ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ล็อกสเป็ก-ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้มาตรฐานเดียวกัน
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นาย
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.
รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนาย
ธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport
.
โดยน.ส.
รักชนก เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคลิกออฟ TH-AI Passport ซึ่งน.ส.
รักชนกอ้างว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B โดยระบุว่า เอกสารดังกล่าวฟ้องให้เห็นว่ามีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์ในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และมีการประมูลในช่วงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งแปลได้ว่ามีการทำงานกันมาก่อนหน้าที่จะมีการประมูลอยู่แล้ว
.
น.ส.
รักชนก กล่าวต่อว่า ตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่าส่อ แต่เป็นการทุจริตจริง ๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่นทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนทีโออาร์ไปแล้ว รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป
.
ด้านนาย
ธีระชาติ ได้เปิดเอกสารโครงการดังกล่าว ซึ่งพบความผิดปกติว่า ในเอกสารชุดเดียวกันวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน ตนจึงขอตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลท่านทราบใช่หรือไม่ว่าในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ท่านเป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ
.
ขณะที่นาย
ภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ในขณะนี้มีมูลค่า ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้รัฐทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างทักษะคนทั้งกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรจะถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI
.
ฟาก นาย
ณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว โดยครั้งล่าสุดที่เคยเรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาล น.ส.
แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง ฉะนั้น ตนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
.
เมื่อถามถึง ไทม์ไลน์การยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องโครงการ TH-AI Passport น.ส.
รักชนก กล่าว่า ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบาย และทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอี ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้
.
เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.
รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริง ๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน อาทิ งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท
.
น.ส.
รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้
.
“
ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.
รักชนก กล่าว
.
เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.
รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย
.
เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพนาย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.
รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว ว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร
.
ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนาย
ธนาธรและนาย
ปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.
รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านาย
ปิยบุตรและนาย
ธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก
.
.
สิทธิพล เผย รบ.ประเมินผลกระทบต่ำไป ปมมาเลย์งดนำเข้ากุ้งไทย ชี้ ล่าช้า ไม่ตรงจุด เสียหายจริงกว่า 10 เท่า https://www.matichon.co.th/politics/news_5762107
.
สิทธิพล เผย รบ.ประเมินผลกระทบต่ำไป ปมมาเลย์งดนำเข้ากุ้งไทย ชี้ ล่าช้า ไม่ตรงจุด เสียหายจริงกว่า 10 เท่า
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นาย
สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงา ถึงกรณีปัญหาราคากุ้งตกต่ำจากการที่มาเลเซียแบนการนำเข้าว่า สัปดาห์ที่แล้วมีตัวแทนเกษตรกรมาให้ข้อมูลต่อ ครม.เงา พรรคประชาชน ในประเด็นนี้ แต่จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาลประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริง มาตรการต่างๆ ที่เตรียมไว้ไม่ตอบโจทย์ ไม่เท่าทันสถานการณ์ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้น เสี่ยงทำลายตลาดกุ้งไทยทั้งระบบ
.
ดังนั้น ครม.เงาวันนี้จึงมีข้อกังวล 3 ประการ ไปยังรัฐบาล 1.ประเด็นปริมาณผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐน่าจะประเมินต่ำกว่าความจริงมาก ทั้งนี้กรมประมงประเมินความเสียหายเพียงเดือนละ 300-400 ตัน เฉลี่ยประมาณวันละ 10 ตัน และคาดการณ์ว่าถ้ามาเลเซียปิดด่านไป 12 เดือนความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 พันตัน แต่เกษตรกรภาคใต้ สะท้อนว่าข้อมูลผลกระทบจริงน่าจะต่างจากข้อมูลในระบบของรัฐถึง 5 หรือ 10 เท่า ดังนั้นรัฐต้องเร่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง
.
นาย
สิทธิพล กล่าวต่อว่า 2.กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงราคากุ้งว่า ราคากุ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไปอ้างอิงราคากุ้งภาคกลาง ไม่ได้เอาราคากุ้งที่ภาคใต้มาเป็นตัวสะท้อนผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนปัญหาจริงได้ ซึ่งในการชี้แจงในกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ มีบางตัวเลขสะท้อนว่า ราคากุ้งสูงขึ้นด้วยซ้ำ การใช้ดัชนีชี้วัดแบบนี้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเตรียมการรับมือให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีพอ ทั้งที่หน้างานหรือตัวเลขจากผู้ประกอบการ สะท้อนว่าวันนี้ราคาตกไปกิโลกรัมละ 20-50 บาทแล้วด้วย
.
นาย
สิทธิพล กล่าวต่อว่า 3.มาตรการที่รัฐบาลเตรียมรับมือไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา ไม่เพียงพอต่อการรับมือผลกระทบจริง ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า กุ้งที่อยู่ในแพเหลือเวลาเพียง 10-15 วัน ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มาตรการในส่วนของต่างประเทศที่กำลังทำ เช่น จะเปิดตลาดใหม่ๆ เจรจาการค้าใหม่ๆ แต่ไม่มีทางทันช่วง 15 วันข้างหน้าแน่ วันนี้ต้องพึ่งพามาตรการระบายในประเทศเป็นหลัก แต่จะทำได้ก็คือปลายมิถุนายนนี้ เพราะยังขาดงบประมาณ อันนี้คือจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการการเกษตร และมาตรการเหล่านี้เตรียมไว้เพื่อรองรับเพียง 400 ตัน
.
นาย
สิทธิพล กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่เตรียมรับมือในสถานการณ์ปกติ เช่น ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผ่านการทำโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเลี้ยงผ่านการเพิ่มจุลินทรีย์ หรือจะพัฒนาระบบเลี้ยงคาร์บอนต่ำเพื่อหาตลาดใหม่ ๆ เป็นต้น แต่ไม่ใช่มาตรการรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าจากการที่มาเลเซียปิดด่าน มาตรการเฉพาะมีเพียงอย่างเดียวคือสนับสนุนด้านราคา เยียวยาด้านราคากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ก็ยังไม่มีกำหนดว่าจะทำเมื่อไหร่ เพราะต้องรอชิมบอร์ด (Shrimp Board) หรือคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ประชุม นี่สะท้อนถึงการไม่เอาจริงของรัฐบาลในการติดตามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร
JJNY : ครม.เงา แฉเอกสาร AI Passport│สิทธิพลเผยงดนำเข้ากุ้ง ชี้ล่าช้า│ชี้ไทยช่วยไทยพลัส เหมือนลงโทษ│รับ ปชน.ก็โดนทาบทาม
https://www.matichon.co.th/politics/news_5762090
.
.
‘ครม.เงา’ งัดเอกสารประจาน ‘ไชยชนก’ จับโกงโครงการ TH-AI Passport เอกชนตั้งเรื่องก่อนประมูลงาน ด้าน ‘เท้ง’ ซัด ‘อนุทิน’ อย่าลอยตัวสั่งระงับโครงการทันที ท้า ใครมีหลักฐาน ‘ธนาธร-ปิยบุตร’ ล็อกสเป็ก-ทุจริต ส่งมาได้เลย จะจัดให้มาตรฐานเดียวกัน
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประกอบด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport
.
โดยน.ส.รักชนก เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคลิกออฟ TH-AI Passport ซึ่งน.ส.รักชนกอ้างว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B โดยระบุว่า เอกสารดังกล่าวฟ้องให้เห็นว่ามีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์ในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และมีการประมูลในช่วงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งแปลได้ว่ามีการทำงานกันมาก่อนหน้าที่จะมีการประมูลอยู่แล้ว
.
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนจึงคิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่าส่อ แต่เป็นการทุจริตจริง ๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ และฝากไปถึงโครงการในลักษณะเดียวกันของกระทรวงอื่นทั้งกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งได้มีการทบทวนทีโออาร์ไปแล้ว รวมถึงโครงการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ และหากจะเสนอให้เสนอผ่านการของบประมาณประจำปี ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป
.
ด้านนายธีระชาติ ได้เปิดเอกสารโครงการดังกล่าว ซึ่งพบความผิดปกติว่า ในเอกสารชุดเดียวกันวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เอกสารที่ใช้สำหรับเสนอประชุม ครม.เศรษฐกิจ โครงการดังกล่าวกำหนดเปิดให้ลงทะเบียนภายใน 90 วัน และจะเริ่มให้บริการภายใน 120 วัน ขณะเดียวกันทีโออาร์ฉบับจริง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 กลับมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา โดยเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน ตนจึงขอตั้งคำถามว่าทำไมจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาในการดำเนินโครงการ เพราะรัฐบาลท่านทราบใช่หรือไม่ว่าในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ท่านเป็นได้เพียงรัฐบาลรักษาการ
.
ขณะที่นายภาวุธ กล่าวว่า รัฐบาลสามารถนำงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ที่ใช้กับครงการ AI ในขณะนี้มีมูลค่า ไปเปลี่ยนประเทศไทยจากในฐานะผู้เช่าใช้ มาทำโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศได้ ซึ่งประเทศเราก็มี AI อยู่แล้ว ตนไม่เห็นด้วยที่จะซื้อ AI ต่างชาติผ่านคนกลาง แต่เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบรัฐต่อรัฐ (G-to-G) นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้รัฐทุ่มงบประมาณไปกับการสร้างทักษะคนทั้งกลุ่มคนทั่วไป กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และใช้ AI ในการจับทุจริต ผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ในส่วนของกระทรวงดีอีฯ ควรจะถอยตัวเองออกมา และเป็นผู้สร้างกรอบสร้างมาตรฐานกลางในเรื่อง AI
.
ฟาก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลเคยประกาศให้ความสำคัญกับ AI แต่ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI แม้แต่ครั้งเดียว โดยครั้งล่าสุดที่เคยเรียกประชุมอยู่ในยุคของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จากที่มีการแถลงมาทั้งหมด ตนคิดว่าเป็นการทำแบบขบวนการ มีการมอบประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจการเมือง ฉะนั้น ตนขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
.
เมื่อถามถึง ไทม์ไลน์การยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าว่า ไทม์ไลน์เดิมคือตั้งใจว่ามีการลงทะเบียนเมื่อไหร่ก็จะไปยื่น แต่ตอนนี้คิดว่าหากเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ จะมีการปรึกษากับทีมนโยบาย และทีมสื่อสารว่าหากเตรียมเอกสารพร้อมเมื่อไหร่ก็จะยื่น ซึ่งกระทรวงดีอี ตั้งเป้าว่าจะมีการลงทะเบียนไม่เกินวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานี้
.
เมื่อถามว่า หลักฐานที่มีจะพุ่งเป้าไปถึงใครบ้าง และจะไปถึงบริษัทเอกชน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่อยากไปเพ่งโทษหรือให้โทษกับบริษัทที่ทำมาหากิน เพราะเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องกินต้องใช้ และถ้านโยบายภาครัฐเป็นอย่างไร หากตามน้ำไป ทุกคนมีกินมีใช้แน่นอน แต่เราคิดว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้จริง ๆ คือรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบาย หากทำนโยบายให้เกิดการแข่งขันจริง ๆ ในอุตสาหกรรมนี้ ทุกคนได้ประโยชน์จากงบประมาณกว่า 1.6 พันล้านบาท หรือเงินทั้งหมดที่อยู่ในก้อนรวมกัน อาทิ งบไอที งบพัฒนาทักษะและ AI มูลค่ามากกว่าหมื่นล้านบาท
.
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า หากมาทำให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนี้ ตนคิดว่าเทคโนโลยีในประเทศ หรือสายไอทีในประเทศงอกเงยขึ้นแน่นอน ซึ่งเราได้เห็นจากโครงการ TH-AI Passport แล้ว หลังจากมีคนออกมาให้ความเห็น และเป็นผู้เชี่ยวขาญในแวดวงดังกล่าวทั้งนั้น คิดว่าเราไม่อยากเอาอะไรกับบริษัทที่เป็นเอกชนหรือนิติบุคคล หรือบริษัทมหาชน เรื่องนี้คนที่ต้องออกมายืดอกรับคือนายไชยชนก อย่าไปยืนหลบอยู่หลังปลัดกระทรวง หรือยืนหลบอยู่หลังบริษัท ในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็ม ต้องพิสูจน์ว่าอะไรที่เกิดขึ้นและไม่ถูกต้องก็สั่งให้ปลัดกระทรวงยกเลิกโครงการนี้ อย่าไปเกรงใจใคร เพราะปลัดบอกแล้วว่าอำนาจอยู่ในมือปลัด และรัฐมนตรีสามารถสั่งปลัดได้
.
“ส่วนท่านอนุทิน ดิฉันเห็นว่าสั่งเบรกมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่แลนด์บริดจ์ เปลี่ยนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เรื่องนี้ท่านเงียบกริบเลย ท่านจะไม่กล้าแตะต้องลูกนายหรือว่าอย่างไร อยากจะให้คนคิดแบบนั้นใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว
.
เมื่อถามว่า ในคำร้องจะใส่ชื่อใครบ้าง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนเน้นฝ่ายการเมือง เพราะเป็นบุคคลที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด แต่ข้าราชการคนไหนที่ยินดีที่จะขายตัวรับใช้เรื่องนี้ ก็อย่างที่เห็นกันว่าใครที่ออกมาช่วยฟอกขาวให้โครงการคงจะต้องร่วมด้วย
.
เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า แต่ดูเหมือนสังคมบางส่วนไม่เข้าใจ น.ส.รักชนก กล่าวว่า การที่วันนี้ตนยังไม่เลิกติดตามโครงการนี้ และเปิดต่อเนื่อง โดยเป้าหมายสุดท้ายของตนคือต้องการให้พับโครงการ ซึ่งคิดว่าความตั้งใจนี้เป็นการยืนยันแล้วว่า ไม่ว่าใครจะถ่ายรูปร่วมกับใคร คนคนนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไร อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ส่งผลต่อการทำงานของตน ซึ่งตนยึดผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศขาติเป็นหลัก โดยการทำงานของตนในวันนี้ การที่นำข้อมูลมาเปิดในวันนี้คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้ว ว่าจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของพวกเราหรือไม่ อย่างไร
.
ถามย้ำว่า ประเด็นภาพนายธนาธรและนายปิยบุตร จะไม่ได้เป็นการปิดตาข้างเดียวใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าประชาชนในประเทศนี้ได้รับข้อมูลว่านายปิยบุตรและนายธนาธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการไหนในภาครัฐ ไปล็อกสเป็กหรือปั้นโครงการให้ใคร สามารถส่งมาให้ตนได้ ยืนยันว่าจะจัดการและยื่น ป.ป.ช.ให้แน่นอน ซึ่งจะดำเนินการมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะคนในหรือคนนอก
.
.
สิทธิพล เผย รบ.ประเมินผลกระทบต่ำไป ปมมาเลย์งดนำเข้ากุ้งไทย ชี้ ล่าช้า ไม่ตรงจุด เสียหายจริงกว่า 10 เท่า https://www.matichon.co.th/politics/news_5762107
.
สิทธิพล เผย รบ.ประเมินผลกระทบต่ำไป ปมมาเลย์งดนำเข้ากุ้งไทย ชี้ ล่าช้า ไม่ตรงจุด เสียหายจริงกว่า 10 เท่า
.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เงา ถึงกรณีปัญหาราคากุ้งตกต่ำจากการที่มาเลเซียแบนการนำเข้าว่า สัปดาห์ที่แล้วมีตัวแทนเกษตรกรมาให้ข้อมูลต่อ ครม.เงา พรรคประชาชน ในประเด็นนี้ แต่จนถึงตอนนี้จะเห็นว่ารัฐบาลประเมินผลกระทบต่ำกว่าความเป็นจริง มาตรการต่างๆ ที่เตรียมไว้ไม่ตอบโจทย์ ไม่เท่าทันสถานการณ์ ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้น เสี่ยงทำลายตลาดกุ้งไทยทั้งระบบ
.
ดังนั้น ครม.เงาวันนี้จึงมีข้อกังวล 3 ประการ ไปยังรัฐบาล 1.ประเด็นปริมาณผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐน่าจะประเมินต่ำกว่าความจริงมาก ทั้งนี้กรมประมงประเมินความเสียหายเพียงเดือนละ 300-400 ตัน เฉลี่ยประมาณวันละ 10 ตัน และคาดการณ์ว่าถ้ามาเลเซียปิดด่านไป 12 เดือนความเสียหายน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 พันตัน แต่เกษตรกรภาคใต้ สะท้อนว่าข้อมูลผลกระทบจริงน่าจะต่างจากข้อมูลในระบบของรัฐถึง 5 หรือ 10 เท่า ดังนั้นรัฐต้องเร่งจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจริง
.
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า 2.กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงราคากุ้งว่า ราคากุ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไปอ้างอิงราคากุ้งภาคกลาง ไม่ได้เอาราคากุ้งที่ภาคใต้มาเป็นตัวสะท้อนผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถสะท้อนปัญหาจริงได้ ซึ่งในการชี้แจงในกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ มีบางตัวเลขสะท้อนว่า ราคากุ้งสูงขึ้นด้วยซ้ำ การใช้ดัชนีชี้วัดแบบนี้ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเตรียมการรับมือให้กับพี่น้องประชาชนได้ดีพอ ทั้งที่หน้างานหรือตัวเลขจากผู้ประกอบการ สะท้อนว่าวันนี้ราคาตกไปกิโลกรัมละ 20-50 บาทแล้วด้วย
.
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่า 3.มาตรการที่รัฐบาลเตรียมรับมือไม่ทันกับความเร่งด่วนของปัญหา ไม่เพียงพอต่อการรับมือผลกระทบจริง ซึ่งผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า กุ้งที่อยู่ในแพเหลือเวลาเพียง 10-15 วัน ตอนนี้ก็ผ่านมากว่าสัปดาห์แล้ว ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มาตรการในส่วนของต่างประเทศที่กำลังทำ เช่น จะเปิดตลาดใหม่ๆ เจรจาการค้าใหม่ๆ แต่ไม่มีทางทันช่วง 15 วันข้างหน้าแน่ วันนี้ต้องพึ่งพามาตรการระบายในประเทศเป็นหลัก แต่จะทำได้ก็คือปลายมิถุนายนนี้ เพราะยังขาดงบประมาณ อันนี้คือจากที่ชี้แจงในกรรมาธิการการเกษตร และมาตรการเหล่านี้เตรียมไว้เพื่อรองรับเพียง 400 ตัน
.
นายสิทธิพล กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนใหญ่เตรียมรับมือในสถานการณ์ปกติ เช่น ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรผ่านการทำโซลาร์เซลล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตการเลี้ยงผ่านการเพิ่มจุลินทรีย์ หรือจะพัฒนาระบบเลี้ยงคาร์บอนต่ำเพื่อหาตลาดใหม่ ๆ เป็นต้น แต่ไม่ใช่มาตรการรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้าจากการที่มาเลเซียปิดด่าน มาตรการเฉพาะมีเพียงอย่างเดียวคือสนับสนุนด้านราคา เยียวยาด้านราคากิโลกรัมละ 20 บาทแต่ก็ยังไม่มีกำหนดว่าจะทำเมื่อไหร่ เพราะต้องรอชิมบอร์ด (Shrimp Board) หรือคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ประชุม นี่สะท้อนถึงการไม่เอาจริงของรัฐบาลในการติดตามแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร