ดูแล้วหลอนไปสามวัน! "Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story" นี่มันไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่คือฝันร้ายที่จับต้องได้!


: ดูแล้วหลอนไปสามวัน! "Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story" นี่มันไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่คือฝันร้ายที่จับต้องได้!

สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีซีรีส์ที่อยากจะแชร์ให้ฟังกันต่อครับ หลังจากที่ได้ดู "Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story" จบไป ผมบอกเลยว่าอารมณ์มันค้างมากๆ เป็นความรู้สึกที่อึดอัด ปนกับความสยดสยอง และความสะเทือนใจที่ยากจะอธิบายจริงๆ ครับ ใครที่กำลังมองหาอะไรที่กระตุ้นต่อมความรู้สึกแบบสุดขั้ว ซีรีส์เรื่องนี้ตอบโจทย์แน่นอนครับ แต่เตือนไว้ก่อนนะครับว่ามันไม่ใช่สำหรับคนใจไม่ถึง หรือคนที่มีภาพติดตาได้ง่ายๆ

ต้องยอมรับก่อนเลยว่าเรื่องราวของ Jeffrey Dahmer นี่เป็นอะไรที่ดำมืดและน่ากลัวจริงๆ ครับ พอมาทำเป็นซีรีส์แบบนี้อีก ผมว่ามันยิ่งขยายความรู้สึกนั้นให้ชัดเจนขึ้นไปอีกครับ สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ คือการแสดงของ Evan Peters ครับ เขาเล่นเป็น Dahmer ได้แบบขนลุกมากๆ ครับ สีหน้า แววตา ท่าทาง ทุกอย่างมันดูสมจริงจนบางทีผมก็เผลอคิดไปว่า นี่เขาคือ Dahmer ตัวจริงหรือเปล่า? การแสดงของเขาคือหัวใจหลักของเรื่องนี้เลยครับ มันทำให้เราเห็นถึงด้านที่ซับซ้อนและน่าหวาดหวั่นของฆาตกรต่อเนื่องคนนี้ได้อย่างชัดเจน

ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นแค่ฉากโหดๆ หรือการฆาตกรรมอย่างเดียวครับ แต่พยายามจะเจาะลึกเข้าไปในจิตใจของ Dahmer ด้วยครับ ว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ อะไรคือแรงผลักดันเบื้องหลังการกระทำอันเลวร้ายของเขา ซึ่งในมุมนี้ผมว่ามันทำให้ซีรีส์มีความน่าสนใจมากขึ้นครับ แม้ว่าการพยายามทำความเข้าใจคนแบบนี้มันจะยากเย็นเหลือเกินก็ตาม แต่มันก็ทำให้เราเห็นว่าเบื้องหลังความโหดร้ายนั้น อาจจะมีปม หรือความบอบช้ำทางจิตใจบางอย่างที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเขา

สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างคือการเล่าเรื่องครับ มันไม่ได้เล่าแบบเส้นตรงไปเรื่อยๆ แต่มีการย้อนอดีต สลับไปมา ทำให้เราเห็นภาพรวมของชีวิต Dahmer ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงช่วงเวลาที่เขาก่อเหตุ ซึ่งการเล่าแบบนี้มันช่วยให้เราค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ดีครับ และทำให้เห็นถึงพัฒนาการของเขา ตั้งแต่เริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ จนกลายเป็นปีศาจร้ายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีบางช่วงที่ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างจะยืดเยื้อไปบ้างครับ อาจจะเพราะว่าเรื่องราวทั้งหมดมันมีความหนักหน่วงอยู่แล้ว พอมาเจอกับการเล่าที่บางครั้งก็ค่อยเป็นค่อยไป ก็อาจจะทำให้รู้สึกว่ามันนานไปนิดครับ แต่โดยรวมแล้ว ผมว่าการดำเนินเรื่องก็ยังคงดึงดูดให้เราอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ครับ เพราะอยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

อีกประเด็นที่ซีรีส์เรื่องนี้พยายามนำเสนอคือมุมมองของเหยื่อ และครอบครัวของพวกเขาครับ ซึ่งผมว่าอันนี้สำคัญมากๆ ครับ เพราะบ่อยครั้งที่เรามักจะโฟกัสไปที่ตัวฆาตกร แต่ซีรีส์เรื่องนี้พยายามให้เกียรติ และให้ความสำคัญกับคนที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งมันทำให้เราเห็นถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับผู้คนรอบข้างด้วยครับ การนำเสนอในมุมนี้มันทำให้ซีรีส์มีความลุ่มลึกทางอารมณ์มากขึ้น และทำให้เราตระหนักถึงความโหดร้ายที่แท้จริงของอาชญากรรมเหล่านี้

สำหรับภาพรวมของซีรีส์ ผมว่ามันเป็นงานที่ทำออกมาได้ดีครับ การกำกับ ฉาก แสง สี เสียง การตัดต่อ ทุกอย่างมันส่งเสริมให้เรื่องราวดูน่ากลัว และสมจริงมากขึ้นครับ โดยเฉพาะฉากที่ต้องใช้ความรุนแรง หรือฉากที่แสดงถึงความวิปริตของ Dahmer มันทำออกมาได้แบบคนดูอย่างผมต้องหลับตาปี๋เลยทีเดียวครับ

แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นซีรีส์ที่ดูแล้วเครียดมากๆ ครับ ไม่ใช่แนวดูสบายๆ ผ่อนคลายแน่นอน ถ้าใครกำลังมีอารมณ์ดาวน์ หรือกำลังรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ ผมแนะนำว่าอย่าเพิ่งดูเรื่องนี้ครับ เพราะมันอาจจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกแย่ลงไปอีกได้

โดยสรุปแล้ว "Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story" เป็นซีรีส์ที่ทรงพลังมากๆ ครับ มันทำให้เราได้เห็นอีกด้านหนึ่งของมนุษย์ที่น่ากลัว และชวนให้ขบคิดถึงปัญหาสังคม และปัญหาสุขภาพจิตต่างๆ ที่อาจจะเป็นสาเหตุเบื้องหลังของอาชญากรรมร้ายแรงแบบนี้ครับ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบซีรีส์แนวอาชญากรรมจริง หรืออยากลองดูอะไรที่มันกระตุ้นต่อมความคิด และอารมณ์แบบสุดๆ ก็ลองเปิดใจดูเรื่องนี้ได้ครับ แต่เตรียมใจไว้ให้ดีนะครับ เพราะมันจะหลอนไปอีกนานเลยครับ

สุดท้ายนี้ผมอยากจะบอกว่า การดูซีรีส์เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่การเสพความบันเทิงนะครับ แต่มันทำให้เราได้เรียนรู้ ได้เห็นถึงความมืดมนของโลก และเตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้ขึ้นอีกในสังคมของเราครับ ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะครับ ใครดูแล้วเป็นยังไง มาคุยกันได้นะครับ!
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่