
: ปู่สแตนลีย์ คิวบริค กับ "The Shining" ในตำนาน... หลอนจริง หรือหลอนเพราะมันคือ "The Shining" กันแน่?
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตรงจากการดูหนังในตำนานที่หลายคนยกให้เป็นสุดยอดหนังสยองขวัญตลอดกาลอย่าง "The Shining" ฉบับปี 1980 ของผู้กำกับระดับเทพอย่าง Stanley Kubrick ครับ ผมบอกเลยว่าก่อนดูเนี่ย ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะได้ยินกิตติศัพท์ความหลอน ความกดดัน และความซับซ้อนของหนังเรื่องนี้มาเยอะมาก วันนี้เลยขออาสามาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามันจะ "หลอน" จริง สมคำร่ำลือแค่ไหน หรือว่าแค่ชื่อเสียงของมันก็ทำให้เรา "หลอน" ไปก่อนแล้ว
เอาจริงๆ นะครับ ตอนเริ่มดู ผมก็แอบมีอคติเล็กๆ ว่าหนังเก่าขนาดนี้ มันจะน่ากลัวเหรอวะ? แต่พอหนังเริ่มดำเนินไปเท่านั้นแหละครับ ความรู้สึกนั้นก็หายไปหมดสิ้น สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้เลยคือ "บรรยากาศ" ครับ Kubrick แกสร้างบรรยากาศความอึดอัด ความโดดเดี่ยว และความวิปลาสได้แบบสุดยอดจริงๆ ครับ แค่ฉากเปิดตัวที่รถคันเล็กๆ ค่อยๆ ขับเข้าไปในเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก็รู้สึกถึงความเวิ้งว้าง ว่างเปล่า และเหมือนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว พอเข้าไปในโรงแรม Overlook เท่านั้นแหละครับ ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่ ตึกรามบ้านช่องที่ดูหรูหรา แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก ลึกลับ และเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ตลอดเวลา การใช้มุมกล้องที่แปลกตา การเคลื่อนกล้องที่ไหลลื่นแต่บางทีก็ดูติดขัด ก็ยิ่งเสริมให้รู้สึกไม่สบายใจ เหมือนเรากำลังถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
นักแสดงนี่ต้องยกนิ้วให้จริงๆ ครับ โดยเฉพาะ Jack Nicholson ที่รับบท Jack Torrance นักเขียนผู้กำลังเผชิญภาวะสมองตีบตันและค่อยๆ จมดิ่งสู่ความบ้าคลั่ง การแสดงของแกนี่มันสุดยอดจริงๆ ครับ ตั้งแต่แววตาที่เริ่มฉายแววเพี้ยนไปเรื่อยๆ ท่าทางที่ดูไม่น่าไว้วางใจ ไปจนถึงการตะโกนด่าทอภรรยาและลูก การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากคนธรรมดาไปสู่ปีศาจร้ายนี่แกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าขนลุกครับ บางทีผมดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า "นี่แกอินจัด หรือแกเป็นไปแล้ววะ?" ส่วน Shelley Duvall ที่รับบท Wendy ภรรยาของ Jack ก็ทำได้ดีครับ การแสดงออกถึงความหวาดกลัว ความเป็นห่วงลูก และความพยายามที่จะประคับประคองครอบครัวท่ามกลางวิกฤตนี่เห็นแล้วสงสารจับใจเลยครับ ส่วน Danny Lloyd ที่รับบท Danny ลูกชาย ก็เก่งเกินวัยครับ การแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ แต่ก็มีความสามารถพิเศษที่มองเห็นสิ่งลี้ลับต่างๆ นี่ทำเอาขนลุกได้เหมือนกัน
สิ่งที่ทำให้ "The Shining" แตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไปคือ มันไม่ได้เน้นการ "จั๊มพ์สแกร์" แบบโครมคราม แต่จะค่อยๆ บิ๊วอารมณ์ สร้างความกดดันให้ผู้ชมทีละน้อยครับ เราจะรู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ความรู้สึกไม่ปกติที่เริ่มกัดกินจิตใจของตัวละคร และสุดท้ายก็กัดกินจิตใจเราไปด้วย ฉากที่ผมจำได้แม่นเลยคือฉากที่ Danny ขี่จักรยานสามล้อไปตามโถงทางเดินอันว่างเปล่า แล้วได้ยินเสียงล้อกระทบพื้นเป็นจังหวะๆ ชวนหลอน หรือฉากที่ Wendy เห็นสองสาวฝาแฝดปรากฏตัวขึ้นมา นี่มันหลอนแบบคลาสสิกจริงๆ ครับ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด "The Shining" มันไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ ครับ มันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ การตีความ และทฤษฎีต่างๆ นานา ที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีชีวิตชีวาและถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ หลายคนตีความว่าหนังเรื่องนี้คือการสะท้อนถึงปัญหาสังคม การเหยียดสีผิว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนแดง หรือแม้กระทั่งทฤษฎีที่ว่า Kubrick จงใจสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออำพรางความลับบางอย่างเกี่ยวกับการไปเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์! คือฟังแล้วก็แบบ... โอ้โห! หนังมันล้ำลึกขนาดนี้เลยเหรอครับ?
ผมเองก็พยายามหาความหมายต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในหนังเรื่องนี้ครับ ฉากโรงแรม Overlook ที่เหมือนเขาวงกต การใช้สีแดงที่ตัดกับสีเย็นๆ หรือแม้กระทั่ง "เขาวงกต" ที่เป็นฉากไคลแม็กซ์ ก็ล้วนมีความหมายที่ชวนให้ตีความได้หลากหลายครับ การที่ Jack ค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไปในโรงแรมแห่งนี้ มันเหมือนเป็นการเปรียบเทียบว่าจิตใจมนุษย์ก็เป็นเหมือนเขาวงกตที่พร้อมจะหลงทางไปกับความบ้าคลั่งได้เสมอ
อีกจุดที่ผมชอบคือดนตรีประกอบครับ มันไม่ได้หวือหวา แต่มันเสริมบรรยากาศความหลอน ความไม่น่าไว้วางใจได้ดีมากๆ ครับ บางทีแค่เสียงดนตรีก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังได้แล้ว
สรุปแล้วนะครับ "The Shining" เป็นหนังที่ผมดูแล้วอิ่มเอมใจ (ในแบบของหนังสยองขวัญนะ) ครับ มันไม่ใช่หนังที่ดูจบแล้วจะลุกไปทำอย่างอื่นได้ทันที มันจะทิ้งความรู้สึกบางอย่างค้างคาอยู่ในใจเราไปอีกนานครับ การแสดงที่ทรงพลัง บรรยากาศที่ชวนหลอน และการตีความที่หลากหลาย ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังสยองขวัญ แต่มันคือ "ประสบการณ์" ครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู "The Shining" ผมแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ แต่อาจจะต้องเตรียมใจนิดนึง เพราะมันไม่ใช่หนังสยองขวัญที่ดูสนุกเพลินๆ แต่มันคือหนังที่จะพาคุณดำดิ่งไปสู่จิตใจอันมืดมิดของมนุษย์ และความลึกลับที่อาจจะไม่มีวันหาคำตอบได้ครับ ใครดูแล้วมีความเห็นยังไง หรือมีทฤษฎีอะไรที่น่าสนใจ มาแชร์กันได้นะครับ ผมพร้อมรับฟังและพร้อมที่จะโดนหลอนไปด้วยกันครับ!
ปู่สแตนลีย์ คิวบริค กับ "The Shining" ในตำนาน... หลอนจริง หรือหลอนเพราะมันคือ "The Shining" กันแน่?
: ปู่สแตนลีย์ คิวบริค กับ "The Shining" ในตำนาน... หลอนจริง หรือหลอนเพราะมันคือ "The Shining" กันแน่?
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ตรงจากการดูหนังในตำนานที่หลายคนยกให้เป็นสุดยอดหนังสยองขวัญตลอดกาลอย่าง "The Shining" ฉบับปี 1980 ของผู้กำกับระดับเทพอย่าง Stanley Kubrick ครับ ผมบอกเลยว่าก่อนดูเนี่ย ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะได้ยินกิตติศัพท์ความหลอน ความกดดัน และความซับซ้อนของหนังเรื่องนี้มาเยอะมาก วันนี้เลยขออาสามาพิสูจน์ด้วยตัวเองว่ามันจะ "หลอน" จริง สมคำร่ำลือแค่ไหน หรือว่าแค่ชื่อเสียงของมันก็ทำให้เรา "หลอน" ไปก่อนแล้ว
เอาจริงๆ นะครับ ตอนเริ่มดู ผมก็แอบมีอคติเล็กๆ ว่าหนังเก่าขนาดนี้ มันจะน่ากลัวเหรอวะ? แต่พอหนังเริ่มดำเนินไปเท่านั้นแหละครับ ความรู้สึกนั้นก็หายไปหมดสิ้น สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้เลยคือ "บรรยากาศ" ครับ Kubrick แกสร้างบรรยากาศความอึดอัด ความโดดเดี่ยว และความวิปลาสได้แบบสุดยอดจริงๆ ครับ แค่ฉากเปิดตัวที่รถคันเล็กๆ ค่อยๆ ขับเข้าไปในเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก็รู้สึกถึงความเวิ้งว้าง ว่างเปล่า และเหมือนจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว พอเข้าไปในโรงแรม Overlook เท่านั้นแหละครับ ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่ ตึกรามบ้านช่องที่ดูหรูหรา แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก ลึกลับ และเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ตลอดเวลา การใช้มุมกล้องที่แปลกตา การเคลื่อนกล้องที่ไหลลื่นแต่บางทีก็ดูติดขัด ก็ยิ่งเสริมให้รู้สึกไม่สบายใจ เหมือนเรากำลังถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
นักแสดงนี่ต้องยกนิ้วให้จริงๆ ครับ โดยเฉพาะ Jack Nicholson ที่รับบท Jack Torrance นักเขียนผู้กำลังเผชิญภาวะสมองตีบตันและค่อยๆ จมดิ่งสู่ความบ้าคลั่ง การแสดงของแกนี่มันสุดยอดจริงๆ ครับ ตั้งแต่แววตาที่เริ่มฉายแววเพี้ยนไปเรื่อยๆ ท่าทางที่ดูไม่น่าไว้วางใจ ไปจนถึงการตะโกนด่าทอภรรยาและลูก การค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากคนธรรมดาไปสู่ปีศาจร้ายนี่แกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าขนลุกครับ บางทีผมดูแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า "นี่แกอินจัด หรือแกเป็นไปแล้ววะ?" ส่วน Shelley Duvall ที่รับบท Wendy ภรรยาของ Jack ก็ทำได้ดีครับ การแสดงออกถึงความหวาดกลัว ความเป็นห่วงลูก และความพยายามที่จะประคับประคองครอบครัวท่ามกลางวิกฤตนี่เห็นแล้วสงสารจับใจเลยครับ ส่วน Danny Lloyd ที่รับบท Danny ลูกชาย ก็เก่งเกินวัยครับ การแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ แต่ก็มีความสามารถพิเศษที่มองเห็นสิ่งลี้ลับต่างๆ นี่ทำเอาขนลุกได้เหมือนกัน
สิ่งที่ทำให้ "The Shining" แตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไปคือ มันไม่ได้เน้นการ "จั๊มพ์สแกร์" แบบโครมคราม แต่จะค่อยๆ บิ๊วอารมณ์ สร้างความกดดันให้ผู้ชมทีละน้อยครับ เราจะรู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ความรู้สึกไม่ปกติที่เริ่มกัดกินจิตใจของตัวละคร และสุดท้ายก็กัดกินจิตใจเราไปด้วย ฉากที่ผมจำได้แม่นเลยคือฉากที่ Danny ขี่จักรยานสามล้อไปตามโถงทางเดินอันว่างเปล่า แล้วได้ยินเสียงล้อกระทบพื้นเป็นจังหวะๆ ชวนหลอน หรือฉากที่ Wendy เห็นสองสาวฝาแฝดปรากฏตัวขึ้นมา นี่มันหลอนแบบคลาสสิกจริงๆ ครับ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด "The Shining" มันไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญธรรมดาๆ ครับ มันเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ การตีความ และทฤษฎีต่างๆ นานา ที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีชีวิตชีวาและถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้ หลายคนตีความว่าหนังเรื่องนี้คือการสะท้อนถึงปัญหาสังคม การเหยียดสีผิว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนแดง หรือแม้กระทั่งทฤษฎีที่ว่า Kubrick จงใจสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่ออำพรางความลับบางอย่างเกี่ยวกับการไปเหยียบดวงจันทร์ของมนุษย์! คือฟังแล้วก็แบบ... โอ้โห! หนังมันล้ำลึกขนาดนี้เลยเหรอครับ?
ผมเองก็พยายามหาความหมายต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ในหนังเรื่องนี้ครับ ฉากโรงแรม Overlook ที่เหมือนเขาวงกต การใช้สีแดงที่ตัดกับสีเย็นๆ หรือแม้กระทั่ง "เขาวงกต" ที่เป็นฉากไคลแม็กซ์ ก็ล้วนมีความหมายที่ชวนให้ตีความได้หลากหลายครับ การที่ Jack ค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไปในโรงแรมแห่งนี้ มันเหมือนเป็นการเปรียบเทียบว่าจิตใจมนุษย์ก็เป็นเหมือนเขาวงกตที่พร้อมจะหลงทางไปกับความบ้าคลั่งได้เสมอ
อีกจุดที่ผมชอบคือดนตรีประกอบครับ มันไม่ได้หวือหวา แต่มันเสริมบรรยากาศความหลอน ความไม่น่าไว้วางใจได้ดีมากๆ ครับ บางทีแค่เสียงดนตรีก็ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังได้แล้ว
สรุปแล้วนะครับ "The Shining" เป็นหนังที่ผมดูแล้วอิ่มเอมใจ (ในแบบของหนังสยองขวัญนะ) ครับ มันไม่ใช่หนังที่ดูจบแล้วจะลุกไปทำอย่างอื่นได้ทันที มันจะทิ้งความรู้สึกบางอย่างค้างคาอยู่ในใจเราไปอีกนานครับ การแสดงที่ทรงพลัง บรรยากาศที่ชวนหลอน และการตีความที่หลากหลาย ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังสยองขวัญ แต่มันคือ "ประสบการณ์" ครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู "The Shining" ผมแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ แต่อาจจะต้องเตรียมใจนิดนึง เพราะมันไม่ใช่หนังสยองขวัญที่ดูสนุกเพลินๆ แต่มันคือหนังที่จะพาคุณดำดิ่งไปสู่จิตใจอันมืดมิดของมนุษย์ และความลึกลับที่อาจจะไม่มีวันหาคำตอบได้ครับ ใครดูแล้วมีความเห็นยังไง หรือมีทฤษฎีอะไรที่น่าสนใจ มาแชร์กันได้นะครับ ผมพร้อมรับฟังและพร้อมที่จะโดนหลอนไปด้วยกันครับ!