
: น้ำตาไหลพราก! La vita è bella (1997) หนังอิตาลีที่ต้องดูสักครั้งในชีวิตครับ
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีๆ ที่อยากจะมาแนะนำให้ได้ดูกันครับ เป็นหนังเก่าหน่อยแล้ว แต่รับรองว่าไม่ตกยุคแน่นอน กับเรื่อง "La vita è bella" หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ "Life Is Beautiful" ครับ เป็นหนังจากอิตาลีที่ออกฉายในปี 1997 ผมเพิ่งมีโอกาสได้กลับมาดูอีกครั้งหลังจากที่เคยดูสมัยวัยรุ่น แล้วก็ต้องบอกเลยว่าความรู้สึกมันท่วมท้นเหมือนเดิมเลยครับ
ต้องยอมรับก่อนเลยว่าตอนแรกที่ผมดูเรื่องนี้ ผมอาจจะยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายลึกซึ้งของมัน แต่พอกลับมาดูอีกครั้งในวัยที่ผ่านอะไรมาบ้าง ผมถึงได้เห็นอะไรที่มันมากกว่าแค่ความตลกขบขัน หรือความซาบซึ้งใจ มันคือการต่อสู้ของจิตวิญญาณมนุษย์ การมองโลกในแง่ดีท่ามกลางความโหดร้าย และที่สำคัญที่สุด คือความรักของพ่อที่มีต่อลูก ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้จริงๆ ครับ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในประเทศอิตาลีช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวเอกของเรื่องชื่อ กุยโด (Guido) เป็นชายชาวยิวที่สดใส ร่าเริง มีอารมณ์ขัน และมีความฝันเล็กๆ คือการได้เปิดร้านหนังสือของตัวเอง กุยโดเป็นคนที่มีเสน่ห์มากๆ ครับ ใครได้เจอก็ต้องหลงรัก ด้วยความตลกขบขันและวิธีคิดที่มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ เขาตกหลุมรัก โดรา (Dora) ผู้หญิงสวยจากครอบครัวที่มีฐานะ ซึ่งตอนแรกเธอก็หมั้นกับข้าราชการหนุ่มที่ดูจะเคร่งขรึมไปหน่อย แต่ด้วยความพยายามและความมีชีวิตชีวาของกุยโด เขาก็สามารถเอาชนะใจเธอมาได้ครับ ทั้งคู่แต่งงานกันและมีลูกชายที่น่ารัก ชื่อ โจชัว (Joshua) ครับ ชีวิตของครอบครัวนี้มีความสุขมากตามประสาคนธรรมดาทั่วไป
แต่แล้ว โลกที่สวยงามของพวกเขาก็ต้องสั่นคลอน เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น และพวกยิวก็ถูกตามล่า กุยโดและโจชัวถูกจับตัวไปที่ค่ายกักกันนาซีครับ ส่วนโดรา ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นยิว แต่เธอก็เลือกที่จะขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันไปกับสามีและลูกชาย เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องแยกจากกัน นี่คือจุดที่หนังเริ่มฉายภาพความโหดร้ายของสงครามออกมาให้เห็น แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ กุยโดครับ
เมื่อไปถึงค่ายกักกัน ซึ่งเต็มไปด้วยความอดอยาก ความกลัว และความตาย กุยโดกลับเลือกที่จะปกป้องลูกชายของเขา ด้วยการสร้างโลกสมมติขึ้นมาครับ เขาบอกกับโจชัวว่าทั้งหมดนี้คือเกม การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ใครสะสมแต้มได้มากที่สุด จะได้รางวัลเป็นรถถังคันจริง! เขาต้องพลิกแพลงทุกอย่าง ใช้ไหวพริบและอารมณ์ขันทั้งหมดที่มี เพื่อให้โจชัวไม่รับรู้ถึงความน่ากลัวของสถานที่นั้น
ผมจำฉากที่กุยโดต้องพยายามสื่อสารกับโดราผ่านลำโพงประกาศของค่ายได้ครับ เป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจมาก เขาแอบเปิดเพลงโปรดของเธอ แล้วประกาศออกอากาศด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูร่าเริง แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยและความรักที่ล้นเปี่ยมจริงๆ ครับ การที่เขาต้องคอยสร้างเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ลูกชายเชื่อว่านี่คือเกม เป็นอะไรที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งทางใจมากขนาดไหนครับ
อีกฉากที่ผมประทับใจมากๆ คือฉากที่กุยโดพยายามหลอกล่อทหารเยอรมันให้ตามหาสิ่งของที่เขาบอกว่าจำเป็นสำหรับ "เกม" คือเขาต้องแสดงละครไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกชายไม่สงสัย และเพื่อให้ตัวเองได้มีเวลาซ่อนตัว หรือหาทางเอาตัวรอด เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อจริงๆ ครับ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นฉากแอ็คชั่น หรือความหวือหวา แต่เน้นที่การแสดงอารมณ์ของตัวละคร และการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ พาคนดูไปสัมผัสกับความรู้สึกต่างๆ ครับ การแสดงของ Roberto Benigni ผู้รับบทกุยโดนั้นสุดยอดมากครับ เขาถ่ายทอดความเป็นกุยโดออกมาได้อย่างมีมิติ ทั้งความตลกขบขัน ความซื่อ ความฉลาด และความกล้าหาญ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตชีวาและน่าจดจำ
ส่วนนักแสดงเด็กที่เล่นเป็นโจชัวก็เก่งมากๆ ครับ สามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสาและความเชื่อมั่นในตัวพ่อออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง
ผมชอบวิธีการที่ผู้กำกับ (ซึ่งก็คือ Roberto Benigni เอง) เล่าเรื่องครับ มันมีทั้งช่วงเวลาที่น่ารัก อบอุ่นหัวใจ ให้เรายิ้มได้กับความสัมพันธ์ของพ่อลูก และก็มีช่วงเวลาที่บีบคั้น จนน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว มันคือการผสมผสานระหว่างความสุขและความเศร้าได้อย่างลงตัวครับ
ตอนจบของเรื่องนี้ เป็นอะไรที่หลายคนอาจจะรู้สึกขัดใจ หรือเสียใจ แต่สำหรับผม มันคือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบครับ มันแสดงให้เห็นว่า แม้ในวันที่สิ้นหวังที่สุด ความรักและความหวังก็ยังสามารถคงอยู่ได้ และสิ่งที่กุยโดทำไว้ ก็ได้ส่งต่อไปยังโจชัวในที่สุด
"La vita è bella" ไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับสงคราม แต่มันคือหนังเกี่ยวกับความหวังครับ มันสอนให้เรารู้ว่า แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังมีทางเลือกที่จะมองหาความสวยงามในชีวิต และเลือกที่จะรักคนที่เรารักอย่างสุดหัวใจครับ หนังเรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของชีวิต ครอบครัว และความรัก ที่เราควรจะหวงแหน
ถ้าใครยังไม่เคยดู ผมอยากจะแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ เตรียมทิชชู่ไว้ข้างๆ ด้วยก็ดีครับ เพราะรับรองว่ามีน้ำตาไหลแน่นอน แต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ และความประทับใจครับ เป็นหนังที่ดูจบแล้วจะทำให้เรากลับมามองโลกในแง่มุมที่ดีขึ้น และเห็นความหมายของคำว่า "ชีวิตมันสวยงาม" ได้อย่างแท้จริงครับ
สำหรับผม "La vita è bella" คือหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลครับ เป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูซ้ำ และควรค่าแก่การบอกต่อมากๆ เลยครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ถ้าใครเคยดูแล้ว หรือมีหนังเรื่องอื่นอยากแนะนำ ก็มาคุยกันได้นะครับ ยินดีเสมอครับ
น้ำตาไหลพราก! La vita è bella (1997) หนังอิตาลีที่ต้องดูสักครั้งในชีวิตครับ
: น้ำตาไหลพราก! La vita è bella (1997) หนังอิตาลีที่ต้องดูสักครั้งในชีวิตครับ
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว Pantip ทุกท่าน วันนี้ผมมีหนังดีๆ ที่อยากจะมาแนะนำให้ได้ดูกันครับ เป็นหนังเก่าหน่อยแล้ว แต่รับรองว่าไม่ตกยุคแน่นอน กับเรื่อง "La vita è bella" หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ "Life Is Beautiful" ครับ เป็นหนังจากอิตาลีที่ออกฉายในปี 1997 ผมเพิ่งมีโอกาสได้กลับมาดูอีกครั้งหลังจากที่เคยดูสมัยวัยรุ่น แล้วก็ต้องบอกเลยว่าความรู้สึกมันท่วมท้นเหมือนเดิมเลยครับ
ต้องยอมรับก่อนเลยว่าตอนแรกที่ผมดูเรื่องนี้ ผมอาจจะยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายลึกซึ้งของมัน แต่พอกลับมาดูอีกครั้งในวัยที่ผ่านอะไรมาบ้าง ผมถึงได้เห็นอะไรที่มันมากกว่าแค่ความตลกขบขัน หรือความซาบซึ้งใจ มันคือการต่อสู้ของจิตวิญญาณมนุษย์ การมองโลกในแง่ดีท่ามกลางความโหดร้าย และที่สำคัญที่สุด คือความรักของพ่อที่มีต่อลูก ที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้จริงๆ ครับ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในประเทศอิตาลีช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ตัวเอกของเรื่องชื่อ กุยโด (Guido) เป็นชายชาวยิวที่สดใส ร่าเริง มีอารมณ์ขัน และมีความฝันเล็กๆ คือการได้เปิดร้านหนังสือของตัวเอง กุยโดเป็นคนที่มีเสน่ห์มากๆ ครับ ใครได้เจอก็ต้องหลงรัก ด้วยความตลกขบขันและวิธีคิดที่มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ เขาตกหลุมรัก โดรา (Dora) ผู้หญิงสวยจากครอบครัวที่มีฐานะ ซึ่งตอนแรกเธอก็หมั้นกับข้าราชการหนุ่มที่ดูจะเคร่งขรึมไปหน่อย แต่ด้วยความพยายามและความมีชีวิตชีวาของกุยโด เขาก็สามารถเอาชนะใจเธอมาได้ครับ ทั้งคู่แต่งงานกันและมีลูกชายที่น่ารัก ชื่อ โจชัว (Joshua) ครับ ชีวิตของครอบครัวนี้มีความสุขมากตามประสาคนธรรมดาทั่วไป
แต่แล้ว โลกที่สวยงามของพวกเขาก็ต้องสั่นคลอน เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้น และพวกยิวก็ถูกตามล่า กุยโดและโจชัวถูกจับตัวไปที่ค่ายกักกันนาซีครับ ส่วนโดรา ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นยิว แต่เธอก็เลือกที่จะขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันไปกับสามีและลูกชาย เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องแยกจากกัน นี่คือจุดที่หนังเริ่มฉายภาพความโหดร้ายของสงครามออกมาให้เห็น แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ กุยโดครับ
เมื่อไปถึงค่ายกักกัน ซึ่งเต็มไปด้วยความอดอยาก ความกลัว และความตาย กุยโดกลับเลือกที่จะปกป้องลูกชายของเขา ด้วยการสร้างโลกสมมติขึ้นมาครับ เขาบอกกับโจชัวว่าทั้งหมดนี้คือเกม การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ใครสะสมแต้มได้มากที่สุด จะได้รางวัลเป็นรถถังคันจริง! เขาต้องพลิกแพลงทุกอย่าง ใช้ไหวพริบและอารมณ์ขันทั้งหมดที่มี เพื่อให้โจชัวไม่รับรู้ถึงความน่ากลัวของสถานที่นั้น
ผมจำฉากที่กุยโดต้องพยายามสื่อสารกับโดราผ่านลำโพงประกาศของค่ายได้ครับ เป็นอะไรที่บีบคั้นหัวใจมาก เขาแอบเปิดเพลงโปรดของเธอ แล้วประกาศออกอากาศด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูร่าเริง แต่แฝงไปด้วยความห่วงใยและความรักที่ล้นเปี่ยมจริงๆ ครับ การที่เขาต้องคอยสร้างเรื่องราวใหม่ๆ เพื่อให้ลูกชายเชื่อว่านี่คือเกม เป็นอะไรที่ต้องใช้ความแข็งแกร่งทางใจมากขนาดไหนครับ
อีกฉากที่ผมประทับใจมากๆ คือฉากที่กุยโดพยายามหลอกล่อทหารเยอรมันให้ตามหาสิ่งของที่เขาบอกว่าจำเป็นสำหรับ "เกม" คือเขาต้องแสดงละครไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกชายไม่สงสัย และเพื่อให้ตัวเองได้มีเวลาซ่อนตัว หรือหาทางเอาตัวรอด เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ของพ่อจริงๆ ครับ
หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นฉากแอ็คชั่น หรือความหวือหวา แต่เน้นที่การแสดงอารมณ์ของตัวละคร และการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ พาคนดูไปสัมผัสกับความรู้สึกต่างๆ ครับ การแสดงของ Roberto Benigni ผู้รับบทกุยโดนั้นสุดยอดมากครับ เขาถ่ายทอดความเป็นกุยโดออกมาได้อย่างมีมิติ ทั้งความตลกขบขัน ความซื่อ ความฉลาด และความกล้าหาญ ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตชีวาและน่าจดจำ
ส่วนนักแสดงเด็กที่เล่นเป็นโจชัวก็เก่งมากๆ ครับ สามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสาและความเชื่อมั่นในตัวพ่อออกมาได้อย่างน่ารักน่าชัง
ผมชอบวิธีการที่ผู้กำกับ (ซึ่งก็คือ Roberto Benigni เอง) เล่าเรื่องครับ มันมีทั้งช่วงเวลาที่น่ารัก อบอุ่นหัวใจ ให้เรายิ้มได้กับความสัมพันธ์ของพ่อลูก และก็มีช่วงเวลาที่บีบคั้น จนน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว มันคือการผสมผสานระหว่างความสุขและความเศร้าได้อย่างลงตัวครับ
ตอนจบของเรื่องนี้ เป็นอะไรที่หลายคนอาจจะรู้สึกขัดใจ หรือเสียใจ แต่สำหรับผม มันคือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบครับ มันแสดงให้เห็นว่า แม้ในวันที่สิ้นหวังที่สุด ความรักและความหวังก็ยังสามารถคงอยู่ได้ และสิ่งที่กุยโดทำไว้ ก็ได้ส่งต่อไปยังโจชัวในที่สุด
"La vita è bella" ไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับสงคราม แต่มันคือหนังเกี่ยวกับความหวังครับ มันสอนให้เรารู้ว่า แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังมีทางเลือกที่จะมองหาความสวยงามในชีวิต และเลือกที่จะรักคนที่เรารักอย่างสุดหัวใจครับ หนังเรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของชีวิต ครอบครัว และความรัก ที่เราควรจะหวงแหน
ถ้าใครยังไม่เคยดู ผมอยากจะแนะนำให้ลองหามาดูกันนะครับ เตรียมทิชชู่ไว้ข้างๆ ด้วยก็ดีครับ เพราะรับรองว่ามีน้ำตาไหลแน่นอน แต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจ และความประทับใจครับ เป็นหนังที่ดูจบแล้วจะทำให้เรากลับมามองโลกในแง่มุมที่ดีขึ้น และเห็นความหมายของคำว่า "ชีวิตมันสวยงาม" ได้อย่างแท้จริงครับ
สำหรับผม "La vita è bella" คือหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลครับ เป็นหนังที่ควรค่าแก่การดูซ้ำ และควรค่าแก่การบอกต่อมากๆ เลยครับ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ถ้าใครเคยดูแล้ว หรือมีหนังเรื่องอื่นอยากแนะนำ ก็มาคุยกันได้นะครับ ยินดีเสมอครับ