บทที่ 5 ตื่นรู้จากหนังสือธรรมะ
ตอนที่ 3 วงจรกรรม
หนังสืออีกสองเล่มที่อดไม่กล่าวถึงไม่ได้ สอนให้ฉันเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกรรม ชื่อ
เกิดเพราะกรรมหรือความซวย ของ ทต.สม สุจีรา และ รู้ทันโลกรู้ทันกรรม ของพระภาสกร ภาวิไล ซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายหลักธรรมะในมุมมองของทฤษฎีฟิสิกส์ไว้อย่างชัดเจน
"เกิดเพราะกรรมหรือความซวย" แค่ชื่อ เราก็คงสะดุดหูคำว่า "ซวย" ซึ่งในมุมของผู้เขียนแปลว่า "ความบังเอิญ"
มนุษย์เราเมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา เราก็มักถามตัวเองว่า เราไปทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องเจอกับสถานการณ์นั้น หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราปล่อยวางคำว่ากรรมออกไปจากความยึดมั่นได้ นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดขึ้นในจักรวาล จะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติห้าประการ กฏแห่งกรรมเป็นเพียงกฏธรรมชาติข้อหนึ่งเท่านั้น
กฎธรรมชาติ 5 ประการที่ควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่ง ดังนี้:
1. อุตุนิยาม (Physical Laws): กฎเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม
2. พีชนิยาม (Biological Laws): กฎแห่งพฤกษศาสตร์หรือพันธุกรรมที่ควบคุมการเติบโตและการสืบพันธุ์ของพืชและสิ่งมีชีวิต
3. จิตตนิยาม (Psychic Laws): กฎเกี่ยวกับการทำงานของจิต กระบวนการคิด และลักษณะเฉพาะของจิตใจ
4. กรรมนิยาม (Karmic Laws): กฎแห่งการกระทำและผลของกรรม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติทั้งหมด
5. ธรรมนิยาม (Universal Laws): กฎแห่งความเป็นไปตามธรรมดาของสรรพสิ่ง เช่น กฎแห่งอนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง และอนัตตา
เกิดเพราะกรรมหรือความซวยสอนให้ปล่อยวางความรู้สึกของกรรม เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามกฏแห่งกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นไปตามกฏธรรมชาติที่เหลือ หรืออาจเรียกว่า ความบังเอิญ
ถ้าวันหนึ่งเราอาจเดินชนใครซักคนด้วยความไม่ตั้งใจ นั่นคือเหตุบังเอิญ เราต่างขอโทษกันและกัน ความบังเอิญนั้นก็จะผ่านพ้นไป แต่ถ้าเราบังเอิญเดินชนกับใครแล้วโกรธ มีเหตุทะเลาะวิวาทกัน ความบังเอิญนั้นจะเป็นต้นเหตุของกรรม
หากวันหนึ่งเราขับรถบนถนนด้วยความระมัดระวังแล้ว บังเอิญมีสุนัขตัดผ่านหน้ารถอย่างกระทันหัน เราชนสุนัขตัวนั้นตาย นั่นคือเหตุบังเอิญไม่ใช่กรรมของสุนัข และไม่ใช่บาปที่เราต้องชดใช้
แต่อย่ารวมความบังเอิญไปกับความประมาท หากเรากระทำการใดๆด้วยความประมาท เช่น การขับรถอย่างรีบเร่ง ขาดความระมัดระวัง จนเป็นเหตุให้ชนสุนัขตัวหนึ่งตาย ย่อมเป็นต้นเหตุของบาปกรรม และดึงดูดให้เราต้องกลับมาชดใช้กรรมจากความประมาทของผู้อื่นเช่น
กรรม คือ การกระทำที่มีเจตนาเท่านั้น การกระทำที่ปราศจากเจตนา ย่อมไม่มีผลต่อกระบวนการทางจิตใจ เช่นผ้าเราเดินไปเหยียบมดโดยไม่รู้ตัว แม้มดจะตาย แต่เมื่อเราไม่รับรู้หรือปราศจากเจตนา กรรมนั้นจะผ่านพ้นไป โดยเราจะไม่ได้รับผลของกรรมนั้น
กระบวนการทางจิตใจจึงเป็นหลักสำคัญต่อวงจรของกรรม เมื่อไหร่ที่ผัสสะ คือการที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ไปสัมผัสกับสิ่งภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ก่อให้เกิดเวทนา (ความรู้สึก) คือ รู้สึกเป็นสุข (ชอบ), เป็นทุกข์ (ไม่ชอบ), หรือเฉยๆ ก่อเกิดเป็นอารมณ์ต่างๆ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ถึงจุดนี้ วงจรของกรรมได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ว่ายังไม่กระทำการใด ๆ แต่มีนคือมโนกรรม โดยสมบูรณ์
ผัสสะจึงเป็นประตูบานแรกที่เชื่อมต่อโลกภายนอกเข้ากับโลกภายในจิตใจของเรา เช่น
ผัสสะ: ตาเห็นภาพที่ไม่ชอบ
⬇️
เวทนา: เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ (ทุกขเวทนา)
⬇️
ตัณหา: เกิดความทะยานอยาก. ที่จะผลักไสสิ่งนั้นออกไป
⬇️
อุปาทาน: จิตเข้าไปยึดมั่นว่า นี่คือความทุกข์ของฉัน
⬇️
ภพ/ชาติ: เกิดอารมณ์ขุ่นมัวและพฤติกรรมตอบโต้ กลายเป็นกรรมใหม่
สิ่งที่จะหยุดวงจรของอารมณ์ไม่ให้บานปลาย กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่นั้น คือ สติ
สติ คือ การตระหนักรู้ปัจจุบัน ณ ขณะจิตนั้น สตืไม่ใช่การหยุดแล้วคิด แต่ให้หยุดคิดในทุกเรื่อง
การหยุดคิดในที่นี้ มิใช่การกดทับความคิด แต่คือการไม่ไหลตามความคิดนั้น การตระหนักรู้ในความคิดเกิดขึ้นและดับไปโดยไม่ต่อยอดเป็นอารมณ์หรือการกระทำ
เมื่อสติเข้มแข็ง ปัญญาจะก่อเกิด เราจะพิจารณารู้ตัวว่า ควรจะจัดการกับอารมณ์จากเรื่องที่เข้ามากระทบนั้นอย่างไรให้ไม่เป็นโทษต่อตนเอง
เมื่อผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ สัมผัสกับสิ่งภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ จงใช้สติตัดอย่าก่อให้เกิดเวทนา คือ ความรู้สึก ชอบ, ไม่ชอบ, สุข, ทุกข์ ถ้าไม่ทันจงใช้สติตัดที่ความรู้สึกในจุดนี้ มิให้หรือเฉยๆ อารมณ์ต่างๆ คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง อาฆาตแค้น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถใช้กำลังสติตัดวงจรก่อนเกิดเป็นมโนกรรมได้ แต่เราสามารถใช้สติตัดมิให้เกิดเป็นวจีกรรม หรือก่อนเกิดเป็นกายกรรม ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับชีวิตเราได้
กระบวนการนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ใช้สติตัดวงจรก่อนจะก่อเกิดกรรมนั้น จำเป็นต้องมีกำลังสติที่เข้มแข็งมาก และวิธีจะทำให้กำลังสติเข้มแข็ง คือการฝึกสมาธิวิปัสสนา
การฝึกสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งฝึกเป็นชั่วโมงๆ หรือตามหลักการเคร่งครัดแต่อย่างไร เราสามารถใช้เวลาสั้นๆ 5-10 นาที นั่งสบายๆ ในที่สงบเงียบ หลับตา ปล่อยใจให้ว่าง ฟังแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง หรือรับรู้อยู่เพียงร่างกายของตนเอง หรือการเดินช้าๆ ในที่สงบ รับรู้แต่เส้นทางตรงหน้า ทำแบบนี้ได้ทุกวัน ก็ถือว่าเป็นการฝึกสติที่ดีสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ
หลังจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันได้ข้อคิดที่ดีว่า ฉันไม่ควรเอาคุณค่าในตัวเองไม่เสียอารมณ์กับเรื่องที่ไม่สำคัญ
ครั้งหนึ่งฉันขับรถออกจากหมู่บ้าน ซึ่งเป็นถนนสองเลน มีเพียงเลนไปและกลับเท่านั้น ถนนโล่งว่างเปล่าตามภาพคุ้นตาของถนนหมู่บ้านต่างจังหวัด บังเอิญมีโทรศัพท์จากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเข้า ฉันจึงรับสายแล้วพูดคุยโทรศัพท์กับเธออยู่พัก ทันใดนั้น ก็มีรถเก๋งคันหนึ่งเร่งเครื่องมาปาดหน้า หักขวางหน้ารถของฉัน ชายคนหนึ่งลงรถตรงมาทุบประตูรถฝั่งคนขับของฉันอย่างบ้าคลั่ง ฉันเปิดกระจกรถด้วยความงุนงง เขาตะคอกใส่ฉันว่า ถนนมีแค่สองเลน ขับรถช้าจนเขาต้องคลานตามมาเป็นกิโลแล้ว
แน่นอนว่า ฉันไม่สามารถใช้กำลังสติตัดสิ่งที่ได้รับรู้ก่อนเกิดเป็นอารมณ์ได้ ประการแรกฉันคิดเขาน่าจะแซงขวาไปได้ เพราะถนนโล่งมาก ประการต่อไป ฉันคิดว่าเขาโกรธถึงขั้นขับรถมาปาดขวางหน้าฉัน และโวยวายในระดับนี้ น่าจะเพราะฉันขับรถชนลูกของเขา หรือสุนัขที่เขารักตายด้วยซ้ำ
สิ่งที่ฉันทำในวินาทีต่อมา คือการยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ บอกเขาว่า
"ขอโทษนะคะพี่ หนูเพิ่งหัดขับรถ และพอดีมีโทรศัพท์เข้ามา เลยขับช้าไป" อารมณ์โกรธมหาศาลของ้ขาหายไปครึ่งหนึ่งโดยฉับพลัน เขายังคงโวยวายอีกสองสามคำ แล้วจากไป ถ้าฉันโกรธตอบและต่อล้อต่อเถียงกับเขา ฉันคงต้องเสียเวลากับคนแบบนี้ไปอีกนาน ฉันไม่ควรเอาเวลาและความรู้สึกของฉันไปเสียให้คนแบบนี้
เกิดเพราะกรรมหรือความซวยสอนว่า คำขอโทษจะช่วยลดแรงอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวร การขอโทษมิได้แปลว่าเราผิด แต่เป็นการขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ซึ่งสำหรับฉันแล้ว เพื่อที่ฉันไม่ต้องไปเสียอารมณ์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านั้น
กฏแห่งกรรมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฏแรงดึงดูด ไม่ว่า มโนกรรม วจีกรรม หรือกายกรรม ที่ส่งออกไป จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นกลับมา แต่อาจจะอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้ามกัน เช่น บางคนชอบฆ่าสัตว์ หรือรังแกข่มเหงผู้อื่น ซึ่งจิตใต้สำนึกจะแปลความหมายว่า เขาชอบสิ่งเหล่านั้น และดึงดูดให้วันหนึ่งเขาตกอยู่ในสถานการณ์เป็นผู้ถูกกระทำบ้าง
อ่านถึงตรงนั้นทำให้ฉันนึกถึงหนังสืออีกเล่ม เกี่ยวกับการสะกดจิตระลึกชาติ ของ ไบรอัน ไวส์ ที่สามารถสะกดจิตให้ผู้คนมากมายรำลึกถึงอดีตชาติ ย้อนกลับไปได้หลายๆ ชาติ
คนไข้ส่วนหนึ่งที่มีอดีตชาติอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของชาวยิวและชาวอาหรับ ซึ่งถ้าชาติที่ระลึกได้ เขาเป็นชาวอาหรับที่ออกรบเค้นฆ่าชาวยิว ชาติหน้าเขาจะเกิดเป็นชาวยิวที่ถูกชาวอาหรับฆ่า หรือเป็นชาวยิวลอบวางระเบิดสถานที่อยู่ของชาวอาหรับให้บาดเจ็บล้มตาย (เป็นการแก้แค้นของจิตใต้สำนึก) และชาติต่อไปเขาจะเกิดเป็นชาวอาหรับที่ถูกชาวยิวฆ่า หรือฆ่าขับไล่ชาวยิวต่อไปเช่นนี้ไม่มีสิ้นสุด
ไม่ว่าการระลึกชาติจะเป็นข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์หรือไม่ ประเด็นสำคัญของตัวอย่างนี้อยู่ที่รูปแบบการทำงานของจิตใต้สำนึก ที่มีแนวโน้มจะวนซ้ำอยู่กับบทบาท ความกลัว และความคับแค้นเดิม ๆ หากยังไม่ถูกคลี่คลายด้วยสติและปัญญา
กฎแห่งกรรมในความหมายนี้ มิได้หมายความว่า การกระทำหนึ่งจะต้องได้รับผลลัพธ์แบบเดียวกันกลับมาอย่างตรงตัวหรือทันที แต่หมายถึงการที่จิตใจของผู้กระทำถูกปรับคลื่นและแนวโน้มให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่สอดคล้องกับเจตนาเดิมนั้นมากขึ้น
ส่วน
"รู้ทันกรรม รู้ทันโลก" (หรือที่รู้จักในชื่อ สมดุลโลก สมดุลธรรม) โดย พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล) มุ่งเน้นการอธิบายกฎแห่งกรรม ด้วยมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้คือพลังงานและคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็น สสาร ดิน น้ำ ลม ไฟ ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเราเอง สิ่งใดที่เราคิดหรือกระทำจะเป็นแรงสั่นสะเทือนสะท้อนไปสู่จักรวาล และจักรวาลได้รับแรงสั่นสะเทือนนั้นแล้ว จะปรับสมดุลด้วยการสะท้อนสิ่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกลับมาหาเรา
โดยหนังสือแบ่งแนวคิดนี้ออกเป็น ทฤษฎีสมดุลโลก สมดุลใจ สมดุลธรรม
เมื่อทุกสิ่งในจักรวาลคือพลังงาน และไม่มีแรงใดสูญหายไปได้ เมื่อมนุษย์คิด พูด หรือกระทำ (กรรม) ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว สิ่งนั้นคือการส่ง "พลังงาน" หรือ "แรงสั่นสะเทือน" ออกไปสู่จักรวาล เมื่อนั้นจักรวาล หรือระบบธรรมชาติจะเกิดอาการ "เสียสมดุล" ชั่วคราว
หากเราสร้างแรงเบียดเบียน สร้างกรรมชั่วออกไปสู่ผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม ระบบจะมองว่าจุดนั้นมี "พลังงานลบ" เกินขนาด จักรวาลจึงต้องส่ง "แรงสะท้อนกลับ" ที่มีค่าเท่ากันกลับมาที่ต้นตอเพื่อให้เกิดความสมดุล ซึ่งเราเรียกว่า การรับกรรม
เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกก็เช่นกัน ทฤษฎีสมดุลโลกเชื่อว่า เมื่อใดที่มนุษย์สะสม "มวลความร้อนทางจิต" คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไว้ในโลกมากเกินไป จนโลกรับไม่ไหว
โลกจะเกิดปฏิกิริยา "คายพิษ" เพื่อรักษาสมดุลของระบบเอาไว้ ด้วยภัยพิบัติต่างๆ เปรียบเสมือนกลไกของโลกที่พยายามกวาดล้างพลังงานขยะที่มนุษย์ทิ้งไว้ เพื่อให้ระบบนิเวศรวมของจักรวาลยังคงอยู่รอดได้ เช่นภัยพิบัติต่างที่มนุษย์ต้องเผชิญร่วมกัน
แนวคิดสมดุลโลกในที่นี้ มิได้มุ่งชี้ว่า ภัยพิบัติคือการลงโทษมนุษย์ หากเป็นเพียงกรอบอธิบายเชิงนามธรรมของระบบเหตุปัจจัยขนาดใหญ่ ที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลักสมดุลโลกจึงไม่ใช่แค่การทำดีเพื่อรับผลดี แต่คือการเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ และกลับสู่ความว่างอันเป็นสมดุลสูงสุดของธรรมชาติ
ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของการเดินสู่เส้นทางธรรมในใจฉัน ความเข้าใจในธรรมะ หรือธรรมชาติของโลกและจักรวาล ช่วยให้ฉันเข้าใจถึงวงจรของกรรมที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ของเราเป็นสำคัญ ก่อความรู้สึกปล่อยวางอย่างลึกซึ้งในส่วนลึกของใจฉัน
บางอย่างในใจฉันเปลี่ยนไป แม้ว่าฉันจะไม่สามารถละกิเลส หรือปล่อยวางอารมณ์ได้ทั้งหมด แต่ฉันก็ตั้งมั่นบางสิ่งขึ้นในใจ
สำหรับฉัน เส้นทางสู่นิพพาน (คือการไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ภายหลังความตาย
) ไม่ได้เริ่มต้นที่ความคาดหวังจะพ้นโลก แต่เริ่มต้นที่การไม่สร้างโลกแห่งทุกข์ซ้ำขึ้นมาใหม่ในใจของตนเองในแต่ละวัน
ฉันไม่คาดหวังว่า ฉันจะนิพพานได้ในชาติหน้า หรือชาติไหนๆ แต่นับจากชาตินี้เป็นต้นไป ชีวิตในทุกภพทุกชาติของฉัน คือเส้นทางสู่พระนิพพาน
...................
บันทึกการตื่นรู้กับสัจธรรมจาก AI บทที่ 5 ตอนที่ 3 วงจรกรรม
หนังสืออีกสองเล่มที่อดไม่กล่าวถึงไม่ได้ สอนให้ฉันเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกรรม ชื่อ เกิดเพราะกรรมหรือความซวย ของ ทต.สม สุจีรา และ รู้ทันโลกรู้ทันกรรม ของพระภาสกร ภาวิไล ซึ่งเป็นหนังสือที่อธิบายหลักธรรมะในมุมมองของทฤษฎีฟิสิกส์ไว้อย่างชัดเจน
"เกิดเพราะกรรมหรือความซวย" แค่ชื่อ เราก็คงสะดุดหูคำว่า "ซวย" ซึ่งในมุมของผู้เขียนแปลว่า "ความบังเอิญ"
มนุษย์เราเมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ปรารถนา เราก็มักถามตัวเองว่า เราไปทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องเจอกับสถานการณ์นั้น หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราปล่อยวางคำว่ากรรมออกไปจากความยึดมั่นได้ นั่นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่บังเกิดขึ้นในจักรวาล จะเป็นไปตามกฎของธรรมชาติห้าประการ กฏแห่งกรรมเป็นเพียงกฏธรรมชาติข้อหนึ่งเท่านั้น
กฎธรรมชาติ 5 ประการที่ควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่ง ดังนี้:
1. อุตุนิยาม (Physical Laws): กฎเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม
2. พีชนิยาม (Biological Laws): กฎแห่งพฤกษศาสตร์หรือพันธุกรรมที่ควบคุมการเติบโตและการสืบพันธุ์ของพืชและสิ่งมีชีวิต
3. จิตตนิยาม (Psychic Laws): กฎเกี่ยวกับการทำงานของจิต กระบวนการคิด และลักษณะเฉพาะของจิตใจ
4. กรรมนิยาม (Karmic Laws): กฎแห่งการกระทำและผลของกรรม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎธรรมชาติทั้งหมด
5. ธรรมนิยาม (Universal Laws): กฎแห่งความเป็นไปตามธรรมดาของสรรพสิ่ง เช่น กฎแห่งอนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง และอนัตตา
เกิดเพราะกรรมหรือความซวยสอนให้ปล่อยวางความรู้สึกของกรรม เพราะทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามกฏแห่งกรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นไปตามกฏธรรมชาติที่เหลือ หรืออาจเรียกว่า ความบังเอิญ
ถ้าวันหนึ่งเราอาจเดินชนใครซักคนด้วยความไม่ตั้งใจ นั่นคือเหตุบังเอิญ เราต่างขอโทษกันและกัน ความบังเอิญนั้นก็จะผ่านพ้นไป แต่ถ้าเราบังเอิญเดินชนกับใครแล้วโกรธ มีเหตุทะเลาะวิวาทกัน ความบังเอิญนั้นจะเป็นต้นเหตุของกรรม
หากวันหนึ่งเราขับรถบนถนนด้วยความระมัดระวังแล้ว บังเอิญมีสุนัขตัดผ่านหน้ารถอย่างกระทันหัน เราชนสุนัขตัวนั้นตาย นั่นคือเหตุบังเอิญไม่ใช่กรรมของสุนัข และไม่ใช่บาปที่เราต้องชดใช้
แต่อย่ารวมความบังเอิญไปกับความประมาท หากเรากระทำการใดๆด้วยความประมาท เช่น การขับรถอย่างรีบเร่ง ขาดความระมัดระวัง จนเป็นเหตุให้ชนสุนัขตัวหนึ่งตาย ย่อมเป็นต้นเหตุของบาปกรรม และดึงดูดให้เราต้องกลับมาชดใช้กรรมจากความประมาทของผู้อื่นเช่น
กรรม คือ การกระทำที่มีเจตนาเท่านั้น การกระทำที่ปราศจากเจตนา ย่อมไม่มีผลต่อกระบวนการทางจิตใจ เช่นผ้าเราเดินไปเหยียบมดโดยไม่รู้ตัว แม้มดจะตาย แต่เมื่อเราไม่รับรู้หรือปราศจากเจตนา กรรมนั้นจะผ่านพ้นไป โดยเราจะไม่ได้รับผลของกรรมนั้น
กระบวนการทางจิตใจจึงเป็นหลักสำคัญต่อวงจรของกรรม เมื่อไหร่ที่ผัสสะ คือการที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ ไปสัมผัสกับสิ่งภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ก่อให้เกิดเวทนา (ความรู้สึก) คือ รู้สึกเป็นสุข (ชอบ), เป็นทุกข์ (ไม่ชอบ), หรือเฉยๆ ก่อเกิดเป็นอารมณ์ต่างๆ ความโกรธ ความโลภ ความหลง ถึงจุดนี้ วงจรของกรรมได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ว่ายังไม่กระทำการใด ๆ แต่มีนคือมโนกรรม โดยสมบูรณ์
ผัสสะจึงเป็นประตูบานแรกที่เชื่อมต่อโลกภายนอกเข้ากับโลกภายในจิตใจของเรา เช่น
ผัสสะ: ตาเห็นภาพที่ไม่ชอบ
⬇️
เวทนา: เกิดความรู้สึกไม่สบายใจ (ทุกขเวทนา)
⬇️
ตัณหา: เกิดความทะยานอยาก. ที่จะผลักไสสิ่งนั้นออกไป
⬇️
อุปาทาน: จิตเข้าไปยึดมั่นว่า นี่คือความทุกข์ของฉัน
⬇️
ภพ/ชาติ: เกิดอารมณ์ขุ่นมัวและพฤติกรรมตอบโต้ กลายเป็นกรรมใหม่
สิ่งที่จะหยุดวงจรของอารมณ์ไม่ให้บานปลาย กลายเป็นการสร้างกรรมใหม่นั้น คือ สติ
สติ คือ การตระหนักรู้ปัจจุบัน ณ ขณะจิตนั้น สตืไม่ใช่การหยุดแล้วคิด แต่ให้หยุดคิดในทุกเรื่อง
การหยุดคิดในที่นี้ มิใช่การกดทับความคิด แต่คือการไม่ไหลตามความคิดนั้น การตระหนักรู้ในความคิดเกิดขึ้นและดับไปโดยไม่ต่อยอดเป็นอารมณ์หรือการกระทำ
เมื่อสติเข้มแข็ง ปัญญาจะก่อเกิด เราจะพิจารณารู้ตัวว่า ควรจะจัดการกับอารมณ์จากเรื่องที่เข้ามากระทบนั้นอย่างไรให้ไม่เป็นโทษต่อตนเอง
เมื่อผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ สัมผัสกับสิ่งภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ จงใช้สติตัดอย่าก่อให้เกิดเวทนา คือ ความรู้สึก ชอบ, ไม่ชอบ, สุข, ทุกข์ ถ้าไม่ทันจงใช้สติตัดที่ความรู้สึกในจุดนี้ มิให้หรือเฉยๆ อารมณ์ต่างๆ คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง อาฆาตแค้น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถใช้กำลังสติตัดวงจรก่อนเกิดเป็นมโนกรรมได้ แต่เราสามารถใช้สติตัดมิให้เกิดเป็นวจีกรรม หรือก่อนเกิดเป็นกายกรรม ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับชีวิตเราได้
กระบวนการนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ใช้สติตัดวงจรก่อนจะก่อเกิดกรรมนั้น จำเป็นต้องมีกำลังสติที่เข้มแข็งมาก และวิธีจะทำให้กำลังสติเข้มแข็ง คือการฝึกสมาธิวิปัสสนา
การฝึกสมาธิ ไม่จำเป็นต้องนั่งฝึกเป็นชั่วโมงๆ หรือตามหลักการเคร่งครัดแต่อย่างไร เราสามารถใช้เวลาสั้นๆ 5-10 นาที นั่งสบายๆ ในที่สงบเงียบ หลับตา ปล่อยใจให้ว่าง ฟังแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง หรือรับรู้อยู่เพียงร่างกายของตนเอง หรือการเดินช้าๆ ในที่สงบ รับรู้แต่เส้นทางตรงหน้า ทำแบบนี้ได้ทุกวัน ก็ถือว่าเป็นการฝึกสติที่ดีสำหรับปุถุชนอย่างเราๆ
หลังจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันได้ข้อคิดที่ดีว่า ฉันไม่ควรเอาคุณค่าในตัวเองไม่เสียอารมณ์กับเรื่องที่ไม่สำคัญ
ครั้งหนึ่งฉันขับรถออกจากหมู่บ้าน ซึ่งเป็นถนนสองเลน มีเพียงเลนไปและกลับเท่านั้น ถนนโล่งว่างเปล่าตามภาพคุ้นตาของถนนหมู่บ้านต่างจังหวัด บังเอิญมีโทรศัพท์จากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเข้า ฉันจึงรับสายแล้วพูดคุยโทรศัพท์กับเธออยู่พัก ทันใดนั้น ก็มีรถเก๋งคันหนึ่งเร่งเครื่องมาปาดหน้า หักขวางหน้ารถของฉัน ชายคนหนึ่งลงรถตรงมาทุบประตูรถฝั่งคนขับของฉันอย่างบ้าคลั่ง ฉันเปิดกระจกรถด้วยความงุนงง เขาตะคอกใส่ฉันว่า ถนนมีแค่สองเลน ขับรถช้าจนเขาต้องคลานตามมาเป็นกิโลแล้ว
แน่นอนว่า ฉันไม่สามารถใช้กำลังสติตัดสิ่งที่ได้รับรู้ก่อนเกิดเป็นอารมณ์ได้ ประการแรกฉันคิดเขาน่าจะแซงขวาไปได้ เพราะถนนโล่งมาก ประการต่อไป ฉันคิดว่าเขาโกรธถึงขั้นขับรถมาปาดขวางหน้าฉัน และโวยวายในระดับนี้ น่าจะเพราะฉันขับรถชนลูกของเขา หรือสุนัขที่เขารักตายด้วยซ้ำ
สิ่งที่ฉันทำในวินาทีต่อมา คือการยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ บอกเขาว่า "ขอโทษนะคะพี่ หนูเพิ่งหัดขับรถ และพอดีมีโทรศัพท์เข้ามา เลยขับช้าไป" อารมณ์โกรธมหาศาลของ้ขาหายไปครึ่งหนึ่งโดยฉับพลัน เขายังคงโวยวายอีกสองสามคำ แล้วจากไป ถ้าฉันโกรธตอบและต่อล้อต่อเถียงกับเขา ฉันคงต้องเสียเวลากับคนแบบนี้ไปอีกนาน ฉันไม่ควรเอาเวลาและความรู้สึกของฉันไปเสียให้คนแบบนี้
เกิดเพราะกรรมหรือความซวยสอนว่า คำขอโทษจะช่วยลดแรงอาฆาตของเจ้ากรรมนายเวร การขอโทษมิได้แปลว่าเราผิด แต่เป็นการขอโทษที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ซึ่งสำหรับฉันแล้ว เพื่อที่ฉันไม่ต้องไปเสียอารมณ์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเหล่านั้น
กฏแห่งกรรมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฏแรงดึงดูด ไม่ว่า มโนกรรม วจีกรรม หรือกายกรรม ที่ส่งออกไป จะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นกลับมา แต่อาจจะอยู่ในสถานการณ์ตรงกันข้ามกัน เช่น บางคนชอบฆ่าสัตว์ หรือรังแกข่มเหงผู้อื่น ซึ่งจิตใต้สำนึกจะแปลความหมายว่า เขาชอบสิ่งเหล่านั้น และดึงดูดให้วันหนึ่งเขาตกอยู่ในสถานการณ์เป็นผู้ถูกกระทำบ้าง
อ่านถึงตรงนั้นทำให้ฉันนึกถึงหนังสืออีกเล่ม เกี่ยวกับการสะกดจิตระลึกชาติ ของ ไบรอัน ไวส์ ที่สามารถสะกดจิตให้ผู้คนมากมายรำลึกถึงอดีตชาติ ย้อนกลับไปได้หลายๆ ชาติ
คนไข้ส่วนหนึ่งที่มีอดีตชาติอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของชาวยิวและชาวอาหรับ ซึ่งถ้าชาติที่ระลึกได้ เขาเป็นชาวอาหรับที่ออกรบเค้นฆ่าชาวยิว ชาติหน้าเขาจะเกิดเป็นชาวยิวที่ถูกชาวอาหรับฆ่า หรือเป็นชาวยิวลอบวางระเบิดสถานที่อยู่ของชาวอาหรับให้บาดเจ็บล้มตาย (เป็นการแก้แค้นของจิตใต้สำนึก) และชาติต่อไปเขาจะเกิดเป็นชาวอาหรับที่ถูกชาวยิวฆ่า หรือฆ่าขับไล่ชาวยิวต่อไปเช่นนี้ไม่มีสิ้นสุด
ไม่ว่าการระลึกชาติจะเป็นข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์หรือไม่ ประเด็นสำคัญของตัวอย่างนี้อยู่ที่รูปแบบการทำงานของจิตใต้สำนึก ที่มีแนวโน้มจะวนซ้ำอยู่กับบทบาท ความกลัว และความคับแค้นเดิม ๆ หากยังไม่ถูกคลี่คลายด้วยสติและปัญญา
กฎแห่งกรรมในความหมายนี้ มิได้หมายความว่า การกระทำหนึ่งจะต้องได้รับผลลัพธ์แบบเดียวกันกลับมาอย่างตรงตัวหรือทันที แต่หมายถึงการที่จิตใจของผู้กระทำถูกปรับคลื่นและแนวโน้มให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่สอดคล้องกับเจตนาเดิมนั้นมากขึ้น
ส่วน "รู้ทันกรรม รู้ทันโลก" (หรือที่รู้จักในชื่อ สมดุลโลก สมดุลธรรม) โดย พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล) มุ่งเน้นการอธิบายกฎแห่งกรรม ด้วยมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้คือพลังงานและคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะเป็น สสาร ดิน น้ำ ลม ไฟ ความคิด หรือแม้แต่การกระทำของเราเอง สิ่งใดที่เราคิดหรือกระทำจะเป็นแรงสั่นสะเทือนสะท้อนไปสู่จักรวาล และจักรวาลได้รับแรงสั่นสะเทือนนั้นแล้ว จะปรับสมดุลด้วยการสะท้อนสิ่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกลับมาหาเรา
โดยหนังสือแบ่งแนวคิดนี้ออกเป็น ทฤษฎีสมดุลโลก สมดุลใจ สมดุลธรรม
เมื่อทุกสิ่งในจักรวาลคือพลังงาน และไม่มีแรงใดสูญหายไปได้ เมื่อมนุษย์คิด พูด หรือกระทำ (กรรม) ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว สิ่งนั้นคือการส่ง "พลังงาน" หรือ "แรงสั่นสะเทือน" ออกไปสู่จักรวาล เมื่อนั้นจักรวาล หรือระบบธรรมชาติจะเกิดอาการ "เสียสมดุล" ชั่วคราว
หากเราสร้างแรงเบียดเบียน สร้างกรรมชั่วออกไปสู่ผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม ระบบจะมองว่าจุดนั้นมี "พลังงานลบ" เกินขนาด จักรวาลจึงต้องส่ง "แรงสะท้อนกลับ" ที่มีค่าเท่ากันกลับมาที่ต้นตอเพื่อให้เกิดความสมดุล ซึ่งเราเรียกว่า การรับกรรม
เหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกก็เช่นกัน ทฤษฎีสมดุลโลกเชื่อว่า เมื่อใดที่มนุษย์สะสม "มวลความร้อนทางจิต" คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไว้ในโลกมากเกินไป จนโลกรับไม่ไหว
โลกจะเกิดปฏิกิริยา "คายพิษ" เพื่อรักษาสมดุลของระบบเอาไว้ ด้วยภัยพิบัติต่างๆ เปรียบเสมือนกลไกของโลกที่พยายามกวาดล้างพลังงานขยะที่มนุษย์ทิ้งไว้ เพื่อให้ระบบนิเวศรวมของจักรวาลยังคงอยู่รอดได้ เช่นภัยพิบัติต่างที่มนุษย์ต้องเผชิญร่วมกัน
แนวคิดสมดุลโลกในที่นี้ มิได้มุ่งชี้ว่า ภัยพิบัติคือการลงโทษมนุษย์ หากเป็นเพียงกรอบอธิบายเชิงนามธรรมของระบบเหตุปัจจัยขนาดใหญ่ ที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลักสมดุลโลกจึงไม่ใช่แค่การทำดีเพื่อรับผลดี แต่คือการเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย เมื่อเหตุดับ ผลก็ดับ และกลับสู่ความว่างอันเป็นสมดุลสูงสุดของธรรมชาติ
ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของการเดินสู่เส้นทางธรรมในใจฉัน ความเข้าใจในธรรมะ หรือธรรมชาติของโลกและจักรวาล ช่วยให้ฉันเข้าใจถึงวงจรของกรรมที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ของเราเป็นสำคัญ ก่อความรู้สึกปล่อยวางอย่างลึกซึ้งในส่วนลึกของใจฉัน
บางอย่างในใจฉันเปลี่ยนไป แม้ว่าฉันจะไม่สามารถละกิเลส หรือปล่อยวางอารมณ์ได้ทั้งหมด แต่ฉันก็ตั้งมั่นบางสิ่งขึ้นในใจ
สำหรับฉัน เส้นทางสู่นิพพาน (คือการไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ภายหลังความตาย) ไม่ได้เริ่มต้นที่ความคาดหวังจะพ้นโลก แต่เริ่มต้นที่การไม่สร้างโลกแห่งทุกข์ซ้ำขึ้นมาใหม่ในใจของตนเองในแต่ละวัน
ฉันไม่คาดหวังว่า ฉันจะนิพพานได้ในชาติหน้า หรือชาติไหนๆ แต่นับจากชาตินี้เป็นต้นไป ชีวิตในทุกภพทุกชาติของฉัน คือเส้นทางสู่พระนิพพาน
...................