เจาะลึกเบื้องหลัง A Pale View of Hills หนังญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ความลับที่ซ่อนเร้น ระเบิดปรมาณู และความสยองขวัญ

A Pale View of Hills  คำโกหกจาก “ความจำ” ที่ลางเลือน  “ความเจ็บปวด” ที่ไม่เคยลืมไปจากใจ

สัมภาษณ์พิเศษเปิด สัญลักษณ์ ความหมาย และความสยองขวัญ
การตีความจาก “๊unreliable narrator” เมื่อผู้เล่าก็ไม่อาจไว้ใจได้ว่าทุกสิ่งที่เล่าถูกต้องหรือไม่

**บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง**

สัมภาษณ์พิเศษ เคย์ อิชิคาวะ (Kei Ishikawa) ผู้กำกับภาพยนตร์ A Pale View of Hills ชื่อภาษาไทยว่า ลางรักที่กลางเขา ดัดแปลงจากนิยายของ คาซูโอะ อิชิงุโระ (Kazuo Ishiguro) นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบล โดยนิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกของเขาที่เขียนและได้รับการตีพิมพ์ในปี 1982

เปิดเรื่องด้วยชีวิตของหญิงวัยกลางคนชาวญี่ปุ่น “เอตสึโกะ” ที่ย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษ และนิกิ ลูกสาวคนรองของเธอที่ได้กลับมาพูดคุยกันหลังจาก “เคโกะ” ลูกสาวคนโตของเอตสึโกะฆ่าตัวตาย นิกิ ได้สอบถามแม่ของเธอถึงอดีตของแม่ สมัยที่ยังอยู่ที่นางาซากิ และแม่ของเธอก็เล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ “ซาจิโกะ” หญิงสาวหัวทันมัย ผู้อาศัยอยู่ในเพิงเก่า ๆ กับลูกสาวชื่อ “มาริโกะ” ผู้หญิงที่แสนโดดเด่นที่เธอมองจากระเบียงไปเห็นทุกวัน….

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายใน Bangkok International Film Festival 2025 และเข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา นำแสดงโดย ซึสึ ฮิโรเสะ (เอตสึโกะวัยสาว) , ฟูมิ นิไคโด (ซาจิโกะ) , โย โยชิดะ (เอตสึโกะวัยกลางคน), คามิลลา ไอโกะ (นิกิ) ,โคเฮย์ มัตสึขิตะ (จิโร่) , โทโมคาซุ มิอุระ (เซจิ โอกาตะ พ่อของจิโร่) , มิโอะ ซูซูกิ (มาริโกะ)

ทางเพจ ผู้ชายคนนั้นจากหนังเรื่องนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ เนื่องจากหนังเรื่องนี้ได้นำเสนอถึงการเล่าเรื่องแบบ “๊unreliable narrator” หรือ “ผู้เล่าก็ไม่อาจไว้วางใจได้” ซึ่งเป็นเสน่ห์ของงานเขียนของ คาซูโอะ อิชิงุโระ ในแง่มุมของวรรณกรรมที่ว่าผู้อ่านหรือผู้ชมเองก็ไม่สามารถไว้ใจได้ว่าสิ่งที่ตัวละคร (ผู้เขียน) นั้นเล่าออกมานั้นตรงกับความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับผู้รับสารนั้นเลือกที่จะตีความแบบใด และเชื่อจากสิ่งที่ได้เห็นแบบใด

ความทรงจำของคนเรานั้น อาจบิดเบือนไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปจนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่ได้ตั้งใจที่จะโกหก หรือแม้กระทั่งความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด ก็เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เล่าได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังได้ถามถึงเบื้องหลังการถ่ายทำ สัญลักษณ์และการตีความ ในภาพยนตร์ซึ่งมีหลายเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นความรู้ เลยได้รวบรวมมาฝากกันค่ะ ขอขอบคุณ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล Sahamongkolfilm International ที่ให้โอกาสมาสัมภาษณ์ และขอบคุณ Reiko.ws คนสวยที่ช่วยมาเป็นล่ามในการพูดคุยในครั้งนี้ค่ะ

#APaleViewOfHills #ลางรักที่กลางเขา #KeiIshikawa #หนังญี่ปุ่น #KazuoIshiguro


◉บาดแผลจากระเบิดปรมาณู ความเจ็บปวดที่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่เข้าใจ ◉

"โอกาสสุดท้ายที่จะได้พูดคุยกับเหยื่อปรมาณูที่ยังมีชีวิตอยู่"
.
◉Q: หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องคนที่ถูกผลกระทบจากสงครามที่นางาซากิ มีการวางแผนในการสร้างเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพื่อให้ดึงความเป็นนางาซากิออกมา ◉
.
Ishikawa: คุณคาซูโอะผู้แต่งนิยาย เป็นคนนางาซากิอยู่แล้ว ก็ด้วยความที่เขาเองก็เขียนนิยายเรื่องนี้ขึ้นมาจากประสบการณ์ตรง ที่เขาอาศัยอยู่ที่นางาซากิจนถึงห้าขวบแล้วย้ายไปอังกฤษ ก็คือพื้นฐานนี้ก็เหมือนเอตซึโกะ แล้วภายหลังเขาก็ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งทำให้เหมือนกลายเป็นฮีโร่ของคนนางาซากิไปเลยที่นางาซากิก็คือจะยกย่องคุณคาซูโอะอยู่แล้ว

แล้วก็ในเรื่องนี้ผมก็อยากจะดึงความเป็นนางาซากิออกมาให้ได้มากที่สุดแต่ว่าการที่จะไปเซตติ้งยุค 50s ที่ตัวเมืองจริง ๆ นั้นไม่อยู่แล้ว แม้ว่าอยากทำก็ทำไม่ได้ แล้วก็เลยต้องเซตใหม่ข้างนอก แต่ก็มีการรีเสิร์ชมาเรียบร้อยแล้วอย่างเช่น บ้านเมืองตรงนี้เป็นตึกนี้ เดินออกมามุมนี้จะเป็นอย่างไร ห่างประมาณกี่เมตรกี่เมตร ก็พยายามทำให้ใกล้ของของจริงมากที่สุดเลยค่ะ

◉Q: ถ่ายทำที่นางาซากิไหมคะ ◉

Ishikawa: ถ่ายที่จังหวัดอื่นครับ แต่ว่าก็ตั้งใจให้เหมือนนางาซากิที่สุด ก็คือนางาซากิเนี่ยนะมันเป็นเมืองท่าเรือ แล้วก็เป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศมาแต่สมัยโบราณแล้วมีท่าเรือด้วยแล้ว สมัยที่ญี่ปุ่นยังปิดประเทศอยู่ ที่นี่เป็นที่เดียวที่ได้รับการยกเว้นให้มีเรือจากเมืองจีนมาจอดขนสินค้ามาขายแล้วก็มีศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่พิเศษ แล้วก็ในของจริงเนี่ยมันก็จะเป็นลักษณะของท่าเรือใช่ไหม แล้วก็จะเป็นเนินเขาขึ้นไปแล้วก็มองจากเนินเขาแหวกไป ก็จะเห็นพระอาทิตย์สวยงามมากเลยซึ่งมันเป็นวิวที่พิเศษมากของนางาซากิยากมากเลยที่จะมีที่ไหนเหมือน แม้ว่าจำเป็นจะต้องไปถ่ายที่อื่นแต่ก็จำเป็นที่จะต้องเซ็ตขึ้นมาให้ได้เหมือนมากที่สุด

◉Q: แต่ในฉากที่เป็นพระอาทิตย์ในหนังนั้นสวยมาก และมีหลายฉากด้วยกัน อันนี้ก็เซ็ตขึ้นไหมคะ◉

Ishikawa: ก็ไม่ทั้งหมดครับ เพราะว่าใช้ VFX ช่วยด้วยผสมๆ กัน

◉Q: ฉากที่เป็นบ้านของซาจิโกะ ที่มีสะพานเดินไปถึงนั้นเป็นฉากจริงไหมคะ ◉

Ishikawa: เป็นสถานที่มีอยู่จริงครับ และไปตั้งบ้านเพิงขึ้นมาเพื่อมาถ่าย ถ่ายที่จังหวัดจิบะครับ
แต่ว่าที่มีอยู่จริงคือเฉพาะสะพานนะ แล้วไปตั้งบ้านตรงนั้น ส่วนภายในเป็นฉากที่เซ็ตขึ้นมาที่อื่น

◉Q: บ้านนี้ไม่อยู่แล้วใช่ไหมคะ◉

Ishikawa: ตอนนี้ไม่มีแล้ว จริง ๆ ตรงนั้นไม่สามารถสร้างถาวรได้ พอถ่ายเสร็จก็รื้อกลับ เพราะว่าบริเวณนั้นเป็นพื้นที่มีแนวโน้มว่าน้ำจะท่วมครับ คล้าย ๆ ป่าชายเลนอะไรประมาณนั้นก็ขอไปสร้างเฉพาะการถ่ายทำ แล้วก็รวบเก็บ ข้างในก็ถ่ายในสตูดิโอ

Q: สงครามมีผลพวงจากระเบิดปรมาณูเป็นสงครามที่มีเพียงคนญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะเข้าใจ สำหรับคุณแล้วสงครามนี้แตกต่างจากสงครามอื่นอย่างไรบ้าง◉

Ishikawa: สำหรับคนญี่ปุ่นเรื่องระเบิดปรมาณูเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก และเป็นเรื่องที่เศร้า ซึ่งตัวผมเองก็เกิดไม่ทันในยุคนั้น แต่สิ่งที่ทำได้คือเราไปสอบถามมาจากผู้มีประสบการณ์ก็คือผู้สูงอายุในปัจจุบันนี้ที่ ตอนนั้นยังเด็กเด็กอยู่ยังเป็นหนุ่มสาวอยู่ การที่ผมได้ทำหนังออกมาในตอนนี้มันอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้หาข้อมูลจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงได้ เพราะถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้อีก 10 ปี พวกเขาก็อาจจะเสียชีวิตไปกันหมดแล้วก็ได้ และอย่างที่ทราบกันดีก่อนที่จะทำหนังเรื่องนี้เราก็ได้ไปหาข้อมูล หาประสบการณ์ไปสัมภาษณ์ ก็ทำให้ก็ได้คิดถึงมุมมองสงครามที่ต่างออกไป ซึ่งที่ผ่านมามุมมองในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ มักจะตีความเรื่องของสงคราม ในเรื่องของความเศร้าความลำบาก
.
แต่เรื่องนี้อยากจะให้เป็นอีกมุมนึงก็คือเมื่อเกิดขึ้นแล้วใช้ชีวิตยังไงต่อไปพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อให้อยู่รอดต่อไป พยายามมองในแง่บวกมากกว่าคือไม่ใช่ว่าระเบิดเกิดขึ้นแล้วจบ ทุกคนตาย นี่คือเรื่องราวหลังจากนั้นมากกว่าว่าทุกคนเอาตัวรอดกันยังไง ใช้ชีวิตออย่างไรจนถึงตอนนี้เพื่อให้มีอนาคต

◉Q: ในเรื่องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงสองคน ที่อาจจะเป็นคนเดียวกัน หรือไม่ใช่ก็ได้ ตอนที่คุยกับนักแสดงทั้งสองคนทั้งคุณซึสิ ฮิโรเสะ และ ฟูมิ นิไคโด คุณให้ทั้งสองคนตีความว่าเป็นคนเดียวหรือคนเดียวกัน◉

Ishikawa: นี่เป็นคำถามที่ดีมาก ๆ เลยนะครับ

◉Q: ฉันนอนคิดคำถามนี้มาทั้งคืนเลยค่ะ ◉
Ishikawa: (หัวเราะ)
คือเรื่องนี้เป็นการตีความที่มีผู้หญิงสองคน เล่าเรื่องโดยเอตสึโกะที่อยู่ที่อังกฤษมองย้อนกลับไปสมัยตัวเองสาวสาวและอยู่แฟลชที่นางาซากิ
ซึ่งในเรื่องนี้เป็นช่วงที่กำลังท้องลูกสาวคนแรกชื่อเคโกะอยู่แล้ว ก็กำลังจะเลิกกับสามี แล้วก็จากนั้นก็คือลูกก็คือเคโกะเกิดมาแล้วก็น้องมาอยู่ต่างประเทศแล้วน้องปรับตัวไม่ได้ น้องก็เลยจบชีวิตตัวเองลงซึ่งเรื่องในหัวที่คิดเนี่ย ก็ใช่ครับ ก็อาจจะเป็นคนคนเดียวกันก็ได้
คือให้มุมมองว่าเป็นเอตสิโกะตอนแก่เนคิดย้อนกลับไปถึงอดีตซึ่งคนเราเนี่ยเวลานึกถึงอดีตเนี่ยมันอาจจะจำได้เลือนลางแล้ว อาจจะพูดผิดพูดถูกบ้างก็ได้อย่างเช่น เตอนสมัยเรียนเราเจอคนนี้ครั้งแรกปีนี้อาจจะพูดปีผิดก็ได้ คือมันจำได้ในสิ่งที่เราอยากจะจำแต่ว่ามันอาจจะไม่ใช่ถูกต้องเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะโกหก แต่เขาจำอย่างงั้นจริงๆ

เวลาที่บอกนักแสดงทั้งสองคน ก็คือบอกไปเลยว่ามันเป็นสิ่งที่เราสองคนแสดงอยู่เนี่ยมันคือสิ่งที่เอตสึโกะตอนแก่อะมองย้อนกลับไปนะดังนั้น เวลาที่คนหนึ่งเด่นอีกคนก็จะถอยกลับมามันเหมือนสลับกันเล่าเรื่อง ถ้าให้เปรียบเทียบคือเหมือนมีตัวขาวตัวดำในหัวซึ่งทั้งสองตัวละครนี้ก็จะหล่อหลอมออกมากลายเป็นเอตสึโกะตอนแก่นี่แหละ เพียงแต่ว่าจะเลือกตอนไหนออกมาใช้ก็เท่านั้น ซึ่งทั้งสองนักแสดงเป็นนักแสดงที่เก่งมากเขาก็สามารถตีความออกมาได้เป็นอย่างดีครับส่วนเอตสึโกะตอนแก่เนี่ยเขาก็ไม่ได้มีเจตนาจะโกหกลูกเพื่อพูดให้ตัวเองดูดี เขาไม่ได้ตั้งใจจะโกหกแต่เขาเหมือนเลือกจำเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นน่ะ ณ ตอนนี้

◉Q: คุณคุณโย โยชิดะที่เป็นเอซึโกะตอนแก่ ในเรื่องคือพูดภาษาอังกฤษเยอะ และพูดเก่งมาก เธอพูดเก่งอยู่แล้วหรือเปล่า ◉

Ishikawa: ก็คุณโยชิดะปกติพูดได้อยู่แล้วในเลเวลทั่วไป ๆ ใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่พอรู้ว่าจะได้เล่นเรื่องนี้ก็ฝึกฝนอย่างหนักเลย ตอนถ่ายทำก็ไปอังกฤษก่อนใครเพื่อไปฝึกภาษาอังกฤษเพื่อฝึกสำเนียงท้องถิ่น

◉Q: ตัวบทเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษคะ ◉

Ishikawa: คือเรื่องนี้นิยายมีเป็นภาษาอังกฤษก่อน พอตอนที่ตกลงว่าจะทำเป็นหนัง ก็เลยแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น จากนั้นก็ทำเป็นบทหนังภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก็มีบทหนังเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษด้วยเพราะว่าทีมงานเราแบ่งเป็นสองเซต เซตที่อยู่ที่ญี่ปุ่นกับเซตที่อยู่ที่อังกฤษ ดังนั้นเนื้อหาเดียวกันแต่เป็นสองภาษาแล้วก็ดีเทลจะต่างกันนิดหน่อยอย่างเช่นเซตที่เป็นของญี่ปุ่นก็จะเป็นภาษานางาซากิด้วยซึ่งภาษาอังกฤษมันไม่สามารถแสดงออกมาได้ดังนั้นของญี่ปุ่นก็จะมีภาษาถิ่นด้วยครับ

◉Q: อย่างนี้นักแสดงต้องไปฝึกภาษาถิ่นนางาซากิด้วยไหมคะ ◉

Ishikawa:  ฮิโรเสะซังไม่ใช่คนนางาซากิ เธอเลยพูดไม่ได้ก็เลยต้องมาฝึกฝนตอนที่ถ่ายหนังเรื่องนี้ครับ แล้วตอนที่กำลังจะเริ่มถ่ายหนังเรื่องนี้ฮิโรเสะซัง ถ่ายหนังอีกเรื่องอยู่พอดี ซึ่งเป็นหนังที่มีเป็นโลเคชั่นยุคเดียวกันกับเรื่องนี้ แต่เป็นโอกินาว่า ดังนั้นเธอเลยยังติดสำเนียงพูดโอกินาว่าอยู่ แล้วก็มาเรียนพูดกับเรื่องนี้ ก็เลยมีความงงอยู่เหมือนกันครับ

◉Q: ในกองถ่ายต้องมี Dialect Coach (โค้ชแนะนำการออกเสียงทางภาษา)คอยแนะนำในการออกเสียงไหมคะ ◉

Ishikawa: มีโค้ชครับ ก็ปกติแล้วเวลาที่แสดงหนังนักแสดงก็จะมีพูดนอกบทกันบ้างใช่ไหมครับ แบบพูดเล่นนอกบทกันบ้างอะไรบ้างแต่ในเรื่องเนี้ยด้วยความที่บทเป็นภาษานางาซากิ อะไรที่นอกเหนือจากในบทก็เลยไม่กล้าพูดอะไรกันเลยกลัวหลุดคาแรคเตอ กลัวหลุดเป็นสำเนียงอื่น ก็เลยไม่ค่อยพูดนอกบทกันเท่าไรครับ

◉Q: ในเรื่องนี้มีฉากทำอาหารด้วย ฉากเด่นก็คือการทำออมเล็ต แบบนี้ต้องมีโค้ชช่วยดูไหมคะ◉
Ishikawa: ก็มีฟู้ดโคออร์ดิเนเตอร์" (Food Coordinator)เป็นผู้ดูแลเรื่องอาหาร ที่คอยดูแลกำกับในฉากนี้ครับ ซึ่งเขาเป็นคนที่ทำอาหารออกมาได้ดูน่ากินมากดังนั้นเนี่ยในหนังเนี่ยไม่ได้ดูแค่สตอรี่อย่างเดียวแต่ดูการทำอาหารในเรื่องนี้ก็สามารถสนุกไปด้วยได้ครับ

◉Q: ได้ลองทานออมเล็ตฝีมือฮิโรเสะซังบ้างมั้ยคะ ◉
Ishikawa: ครับ ในเวลาถ่ายทำหนัง ก็ต้องทำออกมาหลายอันเพื่อเอาเทคที่ดีทีที่สุด พอสั่งคัทเสร็จก็ได้ไข่ออกมาเยอะเลยดังนั้น ฟู้ดคอร์ดิเนเตอร์ เขาก็นำไปแปรรูปเป็นแซนด์วิชไข่ แล้วก็แจกคนในกองถ่ายอะอร่อยมากเลยครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่