เจตสิกลำดับที่ 33 มะนะสิกาโร -- ที่ประกอบในมหากุศลจิตดวงที่ 1

กระทู้สนทนา
390

น252

น253

น254

----
38.35 ต่อไป เจตสิกลำดับที่ 33
มะนะสิกาโร
ท่านก็ขยายความโดยชื่อว่า กิริยา กาโร การกระทำเรียกว่า การะ กิริยา ก็คือ การกระทำ
มีการกระทำเรียกว่า การะ
มะนัสสะมิงกาโร มะนะสิกาโร การกระทำไว้ในใจก็คือ กิริยาอาการอย่างหนึ่งที่มีการกระทำแต่เป็นการทำอยู่ในใจ
การทำอยู่ในใจไม่ใช่ใจนะ
การทำอยู่ในใจเนี่ยเป็นเจตสิก นาอย่างนี้นะครับ
มะนะสิกาโร เจตะสิก นะ
การกระทำไว้ในใจเรียกว่า มะนะสิการะ มีความหมายนึง
หรืออีกความหมายนึง ปุริมะมะนะโต วิสะดิสัง มะนัง กะโรตีติ จะ มะนะสิกาโร
ชื่อว่า มนสิการ เพราะว่า ทำซึ่งจิตดวงนี้ให้ต่างจากจิตดวงก่อน นะอย่างนี้
ทำจิตดวงนี้ให้ต่างจากจิตดวงก่อน
วิสะทิสัง ก็คือ ต่างกัน ให้ไม่เหมือนกัน
ผู้ที่ทำให้ไม่เหมือนกัน ก็คือ มนสิการะ
บางทีเนี่ยจิตเนี่ยมันรู้อารมณ์เดียวกัน แต่มันเป็นคนละจิตกัน
คนที่ทำให้จิตสองดวงไม่เหมือนกันก็คือ มนสิการ อย่างนี้ทำนองนี้
มะนะสิการก็ไปสำคัญในแง่ที่ทำให้จิตดวงนั้นมันเกิดขึ้น
อย่างเช่นถ้าเราพูดถึง จิตดวงหนึ่งๆมันจะเกิดอย่างเช่นพวก จักขุวิญญาน จะเกิดเนี่ย มันก็จะต้องมี มนสิการ เป็นตัวตั้งทำให้จิตดวงนี้เกิดขึ้นมา
นะ อย่างเช่นมีตา มีรูป มีแสงมากระทบกัน ถึงจะมีตาแล้ว มีแสงมากระทบแล้ว หากไม่มีมนสิการเนี่ย จักขุวิญญานก็จะไม่เกิด นะ
อย่างนั้นตาเราก็มีอยู่ แสงข้างนอกก็มีอยู่ แต่นานๆจะรู้สึกว่ามองเห็นทีนึง อย่างนี้ทำนองนี้นะ
ที่มีการกระทำขึ้นมา อันนั้นเรียกว่า มนสิการะ
เหมือนเรามองเหม่อๆเนี่ย เหม่อไปมันก็เหมือนจิตดวงเดิม
แต่ถ้ามีการกระทำไว้ในใจมันก็จะเหมือนเห็นอีกอันหนึ่ง 40.46
40.46
อย่างนี้เป็นต้นนะ
มองเหม่อๆไป แล้วสักหน่อยกระพริบตาก็มองเห็นอีกอันหนึ่ง เนี่ย นี้คือ ความหมาย มนสิกาโร อีกความหมายนึงคือความหมายที่สอง
ก็คือ กระทำจิตให้ต่างจากจิตก่อน เรียกว่า ตัว
มนสิการ
ฉนั้นการที่เราจะรู้อารมณ์ใดๆได้ต้องมี มนสิการเจตสิก กระทำไว้ในใจด้วย ถ้าไม่เอามาใส่ใจก็จะไม่ทำให้เกิดการรับรู้เรื่องนั้น
นี้ถ้ายิ่งจะเป็น ฝ่ายที่เป็นกุศล อกุศล ด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องใส่ใจในแบบที่ให้มันเกิดขึ้นมา
เพราะถ้าใส่ใจไปฝั่งหนึ่งมันก็จะเกิดอีกแบบหนึ่ง เช่นใส่ใจไปถูกต้องมันก็จะเกิดเป็นกุศล เราเรียกว่า โยนิโสมนสิการ
ถ้าใส่ใจไม่ถูกมันก็จะเกิดอกุศลขึ้นมา เรียกว่า อโยนิโสมนสิการ
อย่างนี้เป็นต้นนะ
พวกมนสิการก็เลยมีหลายๆอย่าง นะครับ
แต่ตัวเจตสิกจริงๆ มนสิการะ มันเกิดกับจิตทุกดวงแหละ ทำหน้าที่ในการที่ทำให้จิตดวงนั้นๆเกิดขึ้นนะครับ
ก็กล่าวถึงตัวมะนะสิการะนี้ มันก็จะมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ท่านก็บอกว่า
สะวายัง อารัมมะณะปฏิปาทะโก วีถิปฎิปาทะโก ชะวะนะปฎิปาทะโกติ ติปปะกาโร
มนสิการนั้นจะมีอยู่ 3 อย่างนะ
อันที่ 1 ก็คือ อารัมมณปฎิปาทกะ มนสิการที่ทำให้จิตเป็นไปในอารมณ์
สอง วีถิปฎิปาทกะ ก็คือ ทำให้จิตมันขึ้นวิถีเป็น มนสิการ ชนิดหนึ่ง
สาม ชวนะปฎิปาทกะ ทำให้มันขึ้นชวนะ
อย่างนี้ก็เลยมีสามมนสิการ
แต่ในที่นี้42.47
42.47
ท่านหมายเอา อารัมมณปฎิปาทกะ นะ มนสิการเจตสิก
ฉนั้น เวลาเราไปเจอคำว่า มนสิการ ก็ต้องแยกก่อน บางทีใช้คำว่า มนสิการ แต่หมายถึง มนสิการเจตสิก
บางทีหมายถึง วีถิปฎิปาทะกะ วีถิปฎิปาทกะ เนี่ย เป็นชื่อของ ปัญจะทวาราวัชนะ
ถ้าเป็น ชวนะปฎิปาทกะ นั้นเป็น ชื่อของ มโนทวาราวัชชะนะ
อย่างนี้นะครับ
แต่ว่าตอนนี้เราพูดถึง อารัมมณปฎิปาทกะ หมายถึง มนสิการะเจตสิก
อันนี้ ท่านก็มีองค์ความรู้อื่นๆมาใส่ไว้ให้ด้วยนะครับ เราจะได้ไม่งงนะ เอ้ามาดูนะครับ
ตัตถะ อารัมมะณะปฎิปาทะโก มะนัสสะมิง กาโร มะนะสิกาโร
ในบรรดามนสิการ 3 อย่างนั้น การกระทำไว้ในใจคือ มนสิการะเจตสิก นั้นเป็น อารัมมณปฎิปาทะกะ
เป็นตัวที่ทำให้เกิดการรับรู้อารมณ์ขึ้นมา ถ้าไม่มีตัวนี้จะไม่มีการรับรู้อารมณ์
จะขาดมนสิการไม่ได้นั่นเอง
งั้นเวลาเราพูดถึงการรับรู้อารมณ์ เราต้องเติมตัวนี้เข้าไป นะ ส่วนใครจะเติมอันอื่นเข้ามาเท่าไหร่ก็ไม่ว่ากัน แต่ว่าอย่าลืมตัวนี้
อย่างเช่นจะมองเห็นยังไง ก็ต้องบอกว่า มีตา มีแสง และก็ต้องมีการใส่ใจ พอเข้าใจไหม คือจะมีตัวอื่นมาด้วยก็ได้แล้วแต่จะมีเท่าไหร่ก็มีไป แต่ห้ามลืมตัวนี้นะ
มีหู มีเสียงมากระทบ และมี มนสิการ อย่างนี้พอเข้าใจไหม 44.27
มีเรื่องต่างๆในหนังสือพิมพ์ ในสิ่งต่างๆมีใจกระทบกัน แล้วก็มี มนสิการ การรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้น เขาเลยเรียกว่า อารัมมณปฎิปาทกะ
ทำให้จิตมันขึ้นสู่อารมณ์นั้น
เขามีลักษณะพิเศษอย่างนี้เจ้า มนสิกาโร เนี่ยนะครับทำนองนี้นะครับ
แต่ละเจตสิกๆก็จะมีหน้าที่มีลักษณะที่ละเอียดต่างกัน ถ้าเรียนละเอียดจริงๆจะค่อนข้างยาก โอ้โห เจตสิกตั้งเยอะ แล้วเกิดขณะจิตเดียวแล้วทำหน้าที่ทีเดียวพรึบเต็มกันหมดเลย แต่ละคนต่างคนต่างทำ อย่างนี้ทำนองนี้นะครับ
ต่อไปท่านก็บอก ลักขณาทิจตุกะ 45.14
45.14
โส สาระณะลักขะโณ
นะ มนสิการะเจตสิกนั้น มีลักษณะก็คือ แล่นไปสู่อารมณ์
สาระณะ แปลว่า แล่นไป
แล่นไปสู่อารมณ์ มีลักษณะแล่นไปสู่อารมณ์
สัมปะยุตตาณัง อารัมมะเณ สัญโญชะนะระโส
มีกิจหน้าที่ก็คือ ผูกสัมปยุตตธรรมไว้ในอารมณ์
สัมปยุตตธรรม ก็คือ จิตและเจตสิก
จิตและเจตสิกทั้งหมดเนี่ยผูกไว้ในอารมณ์
คนที่ทำหน้าที่ทำกิจผูกจิตไว้ในอารมณ์อันนั้น ผูกเจตสิกอื่นๆไว้ในอารมณ์นั้น ก็คือ มนสิการะ นะครับพอเข้าใจไหมครับ
สัญโญชะนะ ก็คือ ผูก
ระโส คือ กิจหน้าที่ นะ
มนสิการะ ทำกิจหน้าที่ในการผูก สัมปยุตตธรรมไว้ในอารมณ์นั้น ก็เลยรู้อารมณ์เดียวกันหมดเลย จิตก็รู้อารมณ์นั้น เจตสิกก็รู้อารมณ์นั้น
เพราะว่า มนสิการะ ทำกิจในการผูกจิตและเจตสิกไว้ในอารมณ์ ครับ
อารัมมะณาภิมุขะภาวะปัจจุปะฐาโน
อาการปรากฎของมนสิการะคือ มีอาการปรากฎคือ มีความมุ่งหน้า หรือ เฉพาะหน้าต่ออารมณ์
อะภิมุขะภาวะ ตรงดิ่งหรือว่ามุ่งหน้าไปสู่อารมณ์อันนั้น เป็นอาการปรากฎ
อารัมมะระปะทัฎฐาโน
มีอารมณ์เป็นเหตุใกล้ให้เกิด อย่างนี้นะครับ
สังขารักขันธะปริยาปันโน อารัมมะณะปะฎิปาทะกัตเตนะ สัมปยุตตานัง สาระถี วิยะ ทัฎฐัพโพ
พึงทราบ มนสิการะเจตสิก อันนี้นะ เป็นเจตสิกที่นับเนื่องในสังขารขันธ์ เป็นดุจนายสารถี ทำให้พวกสัมปยุตตธรรมดำเนินไปในอารมณ์ นะอย่างนี้นะ
47.25
47.25
เป็นดุจนายสารถี เป็นผู้นำเขา นำเขาไปไหน นำเขาไปสู่อารมณ์
นำเพื่อนๆ นำจิตเจตสิก ไปสู่อารมณ์ ฉนั้น อย่างนี้
ฉนั้นเวลาพูดถึง การรับรู้อารมณ์ ก็จะพูดอันอื่นเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่าลืม มนสิการะ เท่านั้นเองนะ
เพราะตัวนี้เป็น อารัมมณปฎิปทกะ นะครับ
ต่อไป มนสิการ คำอื่นๆท่านก็อธิบายมาด้วย เราจะได้ไม่งง
วีถิปฎิปาทะโกติ ปัญจะดะวาราวัชชะนะสะเสตัง อะธิวัจจะนัง
ส่วนคำว่า วิถีปฎิปาทะกะ สภาวะที่ช่วยให้จิตขึ้นสู่วิถี นี้เป็นชื่อของ ปัญจะทะวาราวัชชนะ อันนี้เป็นตัวแรกที่เป็นตัวนำขึ้นสู่วิถี เรียกว่า วิถีปฏิปาทะกะมะนะสิการะ
ใช้คำว่า มนสิการะ แต่มัน หมายถึง ปัญจะทวาราวัชชะนะจิต
อีกคำหนึ่ง ชะวะนะปฎิปาทะโกติ มะโนทะวาราวัชชะนัสเสตัง อะธิวัจจะนัง
ส่วนคำว่าขึ้นสู่ชวนะ ชวนะปฎิปาทกะ นี้เป็นชื่อของ มโนทวาราวัชชนะ
นะ เต อิธะ อะธิปเปตา
สองอันนี้ไม่ได้หมายเอาในที่นี้นะ
ในที่นี้หมายเอา อารัมมณปฎิปาทกะ
ท่านให้ความรู้เสริมมาด้วย 48.56
ก็ครบแล้วนี่ผ่านไปเจตสิก 33 ประการ ตั้งแต่ ขันโด อะธิโมกโข ตัตตะระมัชฌัชตัตตา มะนะสิกาโร เจตสิก 4 ตัวนี้ เป็น นิยะตาเยวาปะนะกะ
เป็น เยวาปนกะ ที่แน่นอน นิยตเยวปนกะ
ที่ว่าเป็น เยวาปนกะ เพราะไม่ปรากฏชื่อในบาลีพระไตรปิฎกเล่มที่ 34 ที่ไม่ปรากฎชื่อเพราะว่าเวลาท่านแสดงธรรมมะ ท่านแสดงตามหมวดธรรม มีหมวดธรรมพื้นฐานในการแสดงจิตตุปปาทกัณฑ์อยู่ 17 หมวดธรรม 49.43
---
ฟังคลิปนี้ได้ที่นี่ครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
----
กระทู้นี้แปะสำหรับไว้อ้างอิงหากมีการกล่าวถึง เจตสิกที่ชื่อ มนสิการะ
มี วะจะนะถะ และ ลักขณาทิจตุกะ
ซึ่งหาคนบรรยายเรื่องนี้ได้ยาก
บังเอิญเจอเลยแปะไว้เพื่ออ้างอิงหรือทบทวนเพื่อการศึกษาพระธรรมให้ดีได้ต่อไป
---
อนุโมทนา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่